พิธา : ไม่เปลี่ยนธงฝ่ายค้านตัวจริง เดินคู่คณะก้าวหน้า ท้าชิงอำนาจท้องถิ่น

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
สัมภาษณ์พิเศษ
ณัฐวุฒิ กรัณยโสภณ

ท่ามกลางฝุ่นตลบเกมปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) หนึ่งในเสียงที่ต้องการให้รัฐบาลเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจ คือ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกล ผู้มอบฉายาวิกฤตขณะนี้ว่าเป็น “มหาประยุทธภัย” ที่บวกเข้ากับวิกฤตโควิด-19 เป็นวิกฤตที่ 100 ปี มี 1 หน คนไทยได้รับผลกระทบทุกชนชั้น หากใช้วิธีแก้ปัญหาของทีมเศรษฐกิจชุดปัจจุบัน ไม่อาจจะแก้วิกฤตที่กำลังดิ่งเหวได้

“ประชาชาติธุรกิจ” สนทนา “พิธา” ถึงการออกจากกับดัก “มหาประยุทธภัย-การรื้อทีมเศรษฐกิจ” ที่เขาบอกไม่เพียงพออาจต้อง “ยุบสภา” รวมถึงหมุดหมายของ “ก้าวไกล” อันเป็นภาคต่อของ “พรรคอนาคตใหม่” หลังแบกรับภารกิจต่อจาก “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ”

ต้องเปลี่ยนทั้งม้า-สนามแข่ง

“พิธา” กล่าวถึงกระแสการเปลี่ยนม้า (ทีมเศรษฐกิจ) กลางศึกโควิด-19 ระหว่างโควิด-19 จะซ้ำเติมวิกฤตหรือเป็นโอกาส เขาเปรียบเทียบกับ “เจงกิส ข่าน” ที่เปลี่ยนม้าถึง 4 ตัว ถ้าทำให้ดีขึ้น

“หลังพิจารณาร่างงบประมาณปี”64 พบว่าไม่ใช่แค่เรื่องงบประมาณอย่างเดียวที่เป็นปัญหา แต่เป็นปัญหาของวิธีคิดแบบหัวโบราณ เวลาที่รัฐบาลอื่นเขาอยากสนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่ เช่น อุตสาหกรรม e-Sport ซึ่งมูลค่าอุตสาหกรรม 2 แสนล้านบาททั่วโลก รัฐบาลกำลังคิดว่าให้จำกัดสิทธิในการเล่นอยู่ที่วันละ2 ชั่วโมง แค่นี้ก็สะท้อนแล้วว่าเป็นวิธีคิดแบบหัวโบราณมันถูกเอามาใช้ในการจัดงบประมาณครั้งนี้ด้วย”

แต่ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้จะมีม้าตัวใหม่กล้าเข้ามาหรือไม่ เขาตอบว่า “มันอยู่ที่สนามแข่ง ผมจะไม่วิจารณ์ม้า อยู่ที่สนามแข่งที่เริ่มจากรัฐธรรมนูญชุดนี้ออกแบบมาไม่ให้ใครสามารถควบคุมอำนาจเบ็ดเสร็จได้ ใครที่เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจจะต้องควบคุมทั้งหมด 3 ขา เป็นรองนายกฯด้านเศรษฐกิจ คุมเศรษฐกิจ มีกระทรวงเศรษฐกิจอยู่จำนวนหนึ่ง และอีกจำนวนหนึ่งต้องไปแบ่งให้พรรคร่วมรัฐบาล ไม่สามารถควบคุมกระทรวงเศรษฐกิจทั้งระบบได้”

“ใครเข้ามาก็จะมีผลลัพธ์ไม่ต่างจากนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ คนที่เขาเก่งเศรษฐกิจจริงเขาต้องเห็นระบบทั้งมหภาคเมื่อเห็นระบบแบบนี้เขาก็รู้อยู่แล้วว่าเข้ามาแล้วไม่สามารถทำงานได้ ทั้งที่จริง ๆแล้วเป็นวิกฤตที่คนไทยต้องการคนที่รู้เศรษฐกิจ รู้การค้าต่างประเทศรู้วิธีคิดสหรัฐอเมริกา จีน รู้ว่า supply chain เดิมที่หักสะบั้นอยู่จะย้ายไปอยู่ตรงไหน”

“ถ้าจะเปลี่ยนประเทศไทยไม่ใช่แค่เปลี่ยนมือเศรษฐกิจ เปลี่ยนรัฐบาล ถ้าจะแก้ให้ได้จริง ๆ ต้องเปลี่ยนรัฐธรรมนูญใหม่ ยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

ไม่เปลี่ยนรัฐธรรมนูญ ประเทศยังวิกฤต

หากสนาม (รัฐธรรมนูญ) ยังไม่เปลี่ยน ไม่ว่าใครมาเป็นทีมเศรษฐกิจก็จะเจออย่าง “ทีมสมคิด” ใช่หรือไม่ “พิธา” เชื่อว่าอย่างนั้น แต่เรื่องบุคคลก็มีส่วน คนที่มีประสบการณ์ใช่…สำคัญ เป็นความจำเป็นต้องเอาคนที่มีประสบการณ์ กับคนที่ทันโลก หัวใหม่ ๆ เข้ามาผสมทีมกัน แต่ถ้า

จะเอาคนเหล่านี้มาแล้วมาเจอการเมืองแบบนี้ วิธีการเมืองแบบเก่า ๆ new normal แต่ old politic ประชาชนไม่ได้อะไร จะถมงบฯไปอีก 30 ล้านล้าน แต่เศรษฐกิจระบบอำนาจการเมือง โครงสร้างการบริหารเป็นแบบนี้ ประเทศไทยยังไม่ฟื้น

“กระดุมเม็ดแรกต้องหาทีมเศรษฐกิจให้เจอ ต้องมีผู้นำที่สามารถให้ความหวังกับคนทั้งประเทศได้ รัฐธรรมนูญต้องแก้ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีต้องแก้ ไม่เช่นนั้น ประเทศไปต่อไม่ได้”

ยุบสภาตามสิงคโปร์โมเดล

ถามเขาว่า ในสถานการณ์อย่างนี้ถ้าเปลี่ยนจ็อกกี้ดีกว่าเปลี่ยนม้าหรือไม่ “พิธา” ตอบทันทีว่า “ผมชื่นชมรัฐบาลสิงคโปร์ที่เขาบอกว่าเป็นมหาวิกฤตที่ทั่วโลกยอมรับ ประคับประคองสถานการณ์ได้ระดับหนึ่ง แต่วิกฤตใหญ่ขนาดนี้อนาคตของคุณ อาชีพของคุณ เขาส่งอำนาจกลับมาให้ประชาชนเลือกว่าจะตัดสินอย่างไร แล้วคิดว่าจ็อกกี้คนที่ขี่ม้าจะเป็นอย่างไร ยุบสภาอาจเป็นทางออกที่ดีที่จะเปลี่ยน แต่การรื้อโครงสร้างประเทศก็จำเป็นที่ต้องทำ”

พร้อมเลือกตั้ง ถ้าจ็อกกี้ยุบสภา

ในเหตุการณ์สมมุติ หากจ็อกกี้ทิ้งไพ่ยุบสภาจริง ๆ ก้าวไกลพร้อมเลือกตั้งหรือไม่ ? พิธาตอบว่า “พร้อมสิครับ เป็นนักการเมือง อย่างไรก็พร้อมลงเลือกตั้งอยู่แล้ว เรามีนโยบายที่คิดมานาน และนโยบายใหม่ ๆ ที่พร้อมสู้ มีทีมงานที่ลงพื้นที่ประจำ เลือกตั้งซ่อมสมุทรปราการจะแสดงให้เห็นเป็นรูปธรรมมากที่สุดว่าพร้อมเลือกตั้ง”

“นโยบายใหม่ ๆ คือ สวัสดิการรัฐที่เหมาะสม ระบบ digital government ที่ตอบโจทย์ความมั่นคงใหม่ รัฐเปิดเผย ระบบฐานภาษีใหม่ในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ตอนที่เป็นอดีตอนาคตใหม่อาจพูดไม่ชัด แต่ตอนนี้ต้องพูดให้ชัดขึ้น ที่สำคัญคือการกระจายอำนาจ การเลือกตั้งท้องถิ่นที่จะตั้งใจทำงานระดับ ส.ส.และท้องถิ่น ถ้าอำนาจไปอยู่ท้องถิ่นจริง ๆ สามารถตอบโจทย์คนที่แก้ปัญหาได้”

ท้าชน “ก้าวหน้า” สนามท้องถิ่น

กับข้อกล่าวหาว่า พรรคก้าวไกลหลบทางให้ “คณะก้าวหน้า” ในการเลือกตั้งท้องถิ่น “พิธา” ปฏิเสธ “ไม่เป็นความจริง ก้าวไกลไม่ได้หลีกทางให้คณะก้าวหน้า ผมตอบแทนคณะก้าวหน้าไม่ได้ แต่ในฐานะที่เป็นผู้นำพรรคก้าวไกล พร้อมลงเลือกตั้งท้องถิ่น เลือกตั้ง กทม.เราได้คะแนน พ็อปพูลาร์โหวตเป็นอันดับ 1 และได้ ส.ส.ก็มาก ได้อันดับ 2 ก็เยอะ เราต้องสู้เต็มที่

“เมื่อเปิดให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ เราก็พร้อมส่งคนมาแข่ง ตราบใดที่ผมเป็นหัวหน้าพรรคก้าวไกล จะต้องลงเลือกตั้งท้องถิ่นที่ตอบโจทย์นโยบายของพรรค ที่กรรมการบริหารพรรคก้าวไกลเห็นว่าคือยุทธศาสตร์ของพรรค”

“พิธา” ไม่ขอแยก “ตัวตน” ระหว่าง “ก้าวไกล” กับ “ก้าวหน้า” ไม่จำเป็นที่จะต้องแตกต่าง เป็นตัวตนเหมือนกัน เพียงแต่ใส่เสื้อผ้าไม่เหมือนกัน นั่งรถคนละคัน แม้จะมีฐานเสียงกลุ่มเดียวกัน “เราก็ทำงานในสภาให้เข้มแข็ง ให้ดีที่สุด หน้าที่ของสภาคือ แก้ไขปัญหาประชาชนผ่านระบบ ส.ส.และระบบกรรมาธิการ ทำ พ.ร.บ.แรงงาน ปฏิรูปการเกณฑ์ทหาร ทำให้เกิดความเท่าเทียมกันในสังคม ทำกฎหมายสุราก้าวหน้า ให้สุราชุมชนมีพื้นที่ทำมาหากิน เป็นฝ่ายค้านตัวจริงที่เข้มแข็ง ไม่เคยโหวตให้ในสิ่งที่เราไม่เชื่อ เราอภิปรายอย่างไรก็โหวตอย่างนั้น”

“ธงของอดีตอนาคตใหม่ก็คือ ธงของก้าวไกล คือปฏิรูปกองทัพ ทลายทุนผูกขาด กระจายอำนาจ ปักธงความคิดประชาธิปไตย”

เข้าการเมืองไม่ได้มาเล่น ๆ

คิดมาก่อนหรือไม่ว่าสักวันหนึ่งจะกลายเป็นหัวหน้าพรรค “พิธา” ยืนยันว่า ไม่ได้เข้าการเมืองมาเล่น ๆ

“ผมเข้าการเมืองครั้งแรกคือช่วงเหตุการณ์สึนามิ เคยอยู่ทำเนียบรัฐบาล เป็นข้าราชการอยู่กระทรวงพาณิชย์มาก่อน ไปเรียนการเมืองการปกครองจากสหรัฐอเมริกามาเพื่อวันนี้ เข้ามาถึงวันนี้ พร้อมทุกอย่าง ไม่ว่าเป็น ส.ส. เป็นหัวหน้าพรรค เป็นแคนดิเดตนายกฯ เพราะไม่ได้มาเล่น ๆ”

“ไม่ใช่คุยกับคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เพียง 20 นาทีแล้วมา แต่ 20 นาทีก่อนที่จะเข้ามาเป็นผู้สมัครบัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ มันคือ 20 ปีที่ได้เตรียมตัวมาให้คนไทยเท่าเทียมกันและเท่าทันโลก”

เมื่อถามว่ากดดันหรือไม่ที่รับไม้ต่อจาก “ธนาธร-ปิยบุตร แสงกนกกุล” เขาบอกว่า แต่กดดันด้านบวก ด้านลบไม่มี

“กดดันที่จะทำงานให้หนักขึ้นกว่าเดิม 10 เท่า แต่ถ้ากดดันแล้วให้ฝ่อ ยอมแพ้…ไม่ใช่ ต้องกดดันให้เป็นพลังบวก ทำงานให้มากขึ้น ผู้นำที่ดีต้องใช้ทรัพยากรในองค์กรให้เกิดผลมากที่สุด นอกจากผมแล้วยังมีดาวสภาของก้าวไกลเกิดขึ้นทุกครั้ง จะมีบทบาทพรรคที่เหนือกว่าพรรคที่อยู่มานานมากมาย ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมนำพาพรรต่อไป”

“การเป็นหัวหน้าพรรคก้าวไกล ผมมีแต่ความภูมิใจ มีเกียรติ แบกไว้แต่กำลังใจมากกว่า เป็นความหวังของคนทุกคน และเพื่อน ๆ ทุกคนให้การยอมรับที่ทำให้ไปต่อได้”

“บิ๊กตู่” ใช้งบฯนาทีละ 7 ล้าน

กับประเด็นแก้วิกฤตเศรษฐกิจอันเป็นผลจากไวรัสโควิด-19 ถ้า “พิธา” มีอำนาจ จะทำสิ่งใดก่อน เขาตอบว่า สิ่งแรกต้องหาหัวหน้าทีมเศรษฐกิจที่แท้จริงให้เจอ วิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตระดับ 100 ปี มีหนหนึ่ง คนไทยได้รับผลกระทบถ้วนหน้า คนชั้นบน กลาง ล่างโดนหมด คน 30 ล้านคนกำลังจะจมลงไป ดังนั้น เราต้องการผู้นำที่สามารถจะนำเราออกจากภาวะวิกฤตนี้ให้ได้

เขาขยายคำว่า “มหาประยุทธภัย” ว่า ตั้งแต่ ส.ค. 2557 ที่ พล.อ.ประยุทธ์เป็นรัฐบาลครบ 7 ปี 2,400 วัน ใช้งบฯกว่า 20 ล้านล้านบาท ตกใช้งบประมาณวันละ 1 หมื่นล้านบาท นาทีละ 7 ล้านบาท ชีวิตคนบางคนยังหาเงิน 7 ล้านบาทไม่ได้ แต่การใช้เงินไม่ได้ตอบโจทย์ประชาชนเลย

“ต้องเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจ เปลี่ยนหัวหน้าทีมเลยด้วยซ้ำ เพราะดูสมมุติฐานการทำงบฯแค่หน้าแรกก็ผิดแล้ว เพราะสมมุติฐานว่าเศรษฐกิจติดลบแค่ 5% แต่ขณะนี้องค์กรต่าง ๆ บอกว่าเศรษฐกิจติดลบ 8-12% เมื่อตั้งสมมุติฐานผิด สิ่งที่คิดว่ารายได้ของรัฐที่คิดว่าจะได้ 2.7 ล้านล้านก็เป็นไปไม่ได้ เมื่อไปดูการเก็บภาษีจริง ๆ ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมาก็หลุดเป้า 2 แสนล้าน ยังเชื่อว่ารัฐบาลนี้อยู่ต่อต้องกู้เพิ่มอีก 1.3 ล้านล้านบาท”

เพิ่มเงินแรงงาน-บัตรทอง

ถ้าเป็นเขาจะให้ความสำคัญกับกระทรวงแรงงานเป็น priority เพื่อช่วยแรงงานนอกระบบที่ไม่ได้รับการช่วยเหลือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ต้องได้รับงบฯเยอะขึ้นงบประมาณของกองทุนบัตรทองต้องเยอะขึ้น

“เพราะรู้อยู่แล้วว่ามีคนตกงานกว่า 8 ล้านคน ซึ่งจะหลุดจากระบบประกันสังคมและมาใช้สิทธิบัตรทอง เรื่องท่องเที่ยวที่จะหวังว่าสดใสเหมือนเดิมก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่งบประมาณบอกว่าการท่องเที่ยวเพิ่ม 8% ต่อปี ถามใครที่ไหนก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้แล้วเอาฐานนั้นเพื่อให้ได้งบประมาณมา เท่ากับการหลอกลวงประชาชนด้วยซ้ำ”

“รัฐบาลไปปรับงบประมาณมาแล้วรอบหนึ่งช่วงโควิด-19 แต่ไฟกำลังไหม้บ้าน แต่จัดงบฯเหมือนไปจ่ายตลาดเหมือนเดิม เราพูดว่า new normal แต่ปรากฏว่าเป็น old government และ old budget จึงไม่สอดคล้องกัน คิดว่าคณะบริหารเศรษฐกิจต้องออกไป”

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ