เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ไม่พลิกโผ ! กยศ. ประกาศแต่งตั้ง “พิมพ์เพ็ญ ลัดพลี” ผู้จัดการกองทุนฯ คนใหม่
Finance ไม่พลิกโผ ! กยศ. ประกาศแต่งตั้ง “พิมพ์เพ็ญ ลัดพลี” ผู้จัดการกองทุนฯ คนใหม่
จ้างผู้พิการไม่ใช่แค่ CSR ธุรกิจชี้เป็นกลยุทธ์สู้วิกฤตแรงงาน
HR จ้างผู้พิการไม่ใช่แค่ CSR ธุรกิจชี้เป็นกลยุทธ์สู้วิกฤตแรงงาน
ไทยพีบีเอส ประกาศนโยบาย AI ยึด 7 หลัก ย้ำ “AI เป็นผู้ช่วย มนุษย์ตัดสินใจ”
Tech ไทยพีบีเอส ประกาศนโยบาย AI ยึด 7 หลัก ย้ำ “AI เป็นผู้ช่วย มนุษย์ตัดสินใจ”
สำรวจ ‘บัตรเครดิตหรู’ อยากดูแพง ติดแกลม ต้องรวยเบอร์ไหน?
Finance สำรวจ ‘บัตรเครดิตหรู’ อยากดูแพง ติดแกลม ต้องรวยเบอร์ไหน?
DEX จัดนิทรรศการโคนัน 30 ปี ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Business DEX จัดนิทรรศการโคนัน 30 ปี ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กรมศุลกากร ยึด ‘LSD แสตมป์เมา’ ยาเสพติดแบบสติกเกอร์การ์ตูน ป้องกันระบาดในกลุ่มเยาวชน
Finance กรมศุลกากร ยึด ‘LSD แสตมป์เมา’ ยาเสพติดแบบสติกเกอร์การ์ตูน ป้องกันระบาดในกลุ่มเยาวชน
บริดจสโตน ส่ง “POTENZA SPORT EVO” เจาะตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถอีวี
Automotive บริดจสโตน ส่ง “POTENZA SPORT EVO” เจาะตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถอีวี
ส่องโปรเจ็กต์พันล้าน “สะพานคนเดินข้าม” แม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ “ชัชชาติ 2”
Real Estate ส่องโปรเจ็กต์พันล้าน “สะพานคนเดินข้าม” แม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ “ชัชชาติ 2”
ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
World ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
บีโอไอ เคลียร์ชัดส่งเสริมลงทุนยึดคุณภาพโครงการไม่ใช่สัญชาติผู้ลงทุน หนุนร่วมทุนปรับตัวสู่ EV
Economic บีโอไอ เคลียร์ชัดส่งเสริมลงทุนยึดคุณภาพโครงการไม่ใช่สัญชาติผู้ลงทุน หนุนร่วมทุนปรับตัวสู่ EV
ดูทั้งหมด

ถอดรหัส ลดดอกเบี้ย MRR 1 สลึง ต่อลมหายใจลูกหนี้อสังหาริมทรัพย์-เอสเอ็มอี

02 พ.ค. 2567 | 11:33น.
อสังหา ดอกเบี้ย MRR

เป็นอีกครั้งที่รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกจากชั้นเชิงในการบริหารจัดการ ในการเชิญตัวแทนสมาคมธนาคารไทย เข้าหารือเกี่ยวกับการลดภาระดอกเบี้ยให้กับลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง จนล่าสุด สมาชิกสมาคมธนาคารไทยพร้อมใจกันให้ความร่วมมือในการลดดอกเบี้ย MRR 0.25% เป็นเวลา 6 เดือน นำร่องโดย 7 แบงก์รัฐที่ดีเดย์เริ่มมีผลวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 โดยทันที “ประชาชาติธุรกิจ” สำรวจข้อคิดเห็นดีเวลอปเปอร์ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น รวมทั้งข้อเสนอแนะเพิ่มเติมที่พึงมี ทั้งต่อรัฐบาลและต่อวงการสถาบันการเงินไทย

ดอกเบี้ย 1% ภาระพุ่ง 13%

เริ่มด้วย “ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะนายกสมาคมอาคารชุดไทยคนล่าสุด กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า มองในภาพเชิงลึก การที่สมาชิกสมาคมธนาคารไทยให้ความร่วมมือในการลดดอกเบี้ย MRR (ผู้กู้รายย่อย) 0.25% ครั้งนี้ จริง ๆ คือการส่งสัญญาณของรัฐบาล เนื่องจากทางแบงก์ชาติไม่ตอบรับกับการลดดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมา

“มองว่าเป็นสัญญาณที่ดี เพราะแบงก์ชาติปล่อยให้ธนาคารพาณิชย์กำไรนิวไฮเรกคอร์ด ทั้ง ๆ ที่เศรษฐกิจกำลังวิกฤต ซึ่งไม่ควร เศรษฐกิจที่กำลังแย่แต่แบงก์มีกำไรนิวไฮเรกคอร์ด ต้องโทษใคร (ยิ้ม)”

ทั้งนี้ การลดดอกเบี้ย MRR 0.25% ต้องบอกว่า To be Fair เพราะรัฐบาลเป็นคนขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศผ่านการบริหารราชการแผ่นดิน ในเมื่อช่องทางการประสานกับทางธนาคารแห่งประเทศไทยหรือแบงก์ชาติ แต่ไม่มีผลตอบรับ แนวทางที่เป็นการขอความร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ ในกาลดดอกเบี้ยลง เพื่อเยียวยาประชาชน และมีผลตอบรับกลับมาด้วย ย่อมเป็นสัญญาณที่ดีอยู่แล้ว เพราะวันนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วง แต่คนระดับรากหญ้ามีความเปราะบางจริง ๆ เงินออมก็หมดแล้ว หนี้ก็มาก ต้องไปก่อหนี้นอกระบบซึ่งดอกเบี้ยก็สูงโหด ในขณะที่ดอกเบี้ยในระบบก็คงอยู่ในอัตราที่สูงอยู่เช่นกัน

มุมมองที่น่าสนใจคือ ดอกเบี้ยที่ขึ้นทุก ๆ 1% มีผลกระทบเป็นลูกระนาดทั้งฝั่งซัพพลายและดีมานด์ สร้างภาระให้กับผู้ประกอบการและผู้บริโภครายย่อยทันที 13% โดยคำนวณผ่านสูตร 8+3

กล่าวคือ ดอกเบี้ยขึ้น 1% มีผลต่อฝั่งดีมานด์หรือฝั่งลูกหนี้สินเชื่อซื้อบ้าน ทำให้ค่างวดผ่อนบ้าน-คอนโดมิเนียมเพิ่มขึ้นทันที 8% เพื่อจะได้จบสัญญาสินเชื่อในเวลาเดิม เช่น กู้ 20 ปี ถ้าดอกเบี้ยขึ้น 1% ค่างวดเพิ่มทันที 8% เพื่อให้ผ่อนบ้านหมดในเวลา 20 ปีเท่าเดิม

อีก 5% เป็น Cost Push ฝั่งซัพพลายหรือฝั่งผู้ประกอบการ เพราะดอกเบี้ยที่ปรับขึ้นทุก 1% ถ้าผู้ประกอบการต้องการคงมาร์จิ้น (อัตราทำกำไร) ไว้เท่าเดิม เท่ากับต้องมีภาระต้นทุนดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ดังนั้น ราคาสินค้าต้องปรับ Costing อีก 5% เพื่อจะคงความสามารถทำกำไรของบริษัทไว้ได้เท่าเดิม

นั่นหมายความว่าการขยับดอกเบี้ยลดลง 0.25% ครั้งนี้ สัดส่วนเท่ากับลดลง 1 ใน 4 ของ 13% หรือเท่ากับสามารถลดต้นทุนของทุกคนได้ 3% เพราะฉะนั้น การลดดอกเบี้ยลง 0.25% คนที่ใช้สินเชื่อเรต MRR จะได้รับประโยชน์หมด

ออริจิ้นฯเชียร์ปลุกมู้ดกำลังซื้อ

ถัดมา “พีระพงศ์ จรูญเอก” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า การลดดอกเบี้ยผู้กู้รายย่อยหรือ MRR 0.25% ครั้งนี้ เป็นตัวช่วยลูกค้าสินเชื่ออสังหาฯได้ทางอ้อม และช่วยได้ระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าสินเชื่อบ้านที่ผ่อนมานานแล้ว จะได้รับประโยชน์โดยตรง ส่วนลูกค้าสินเชื่อใหม่มีดอกเบี้ยโปรโมชั่น 3 ปีแรกของธนาคาร ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษอยู่แล้ว ดังนั้น กลุ่มนี้อาจต้องทำแคมเปญโปรโมชั่นเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือทางอ้อม

“เรื่องลดดอกเบี้ย เหมือนที่ผมเคยพูดว่าถ้าแบงก์ชาติไม่ลด ก็ไปขอแบงก์พาณิชย์ลดดอกเบี้ย เมื่อมีการลดให้จริง ๆ ก็เป็นเรื่องดีอยู่แล้ว และช่วยได้ตรงจุดที่ลดดอกเบี้ย MRR สำหรับลูกค้ากลุ่มเปราะบางกับเอสเอ็มอี เพียงแต่น่าเสียดายที่ผู้กู้รายใหญ่ซึ่งใช้ดอกเบี้ย MLR ไม่ได้อานิสงส์ด้วย”

ทั้งนี้ การลดดอกเบี้ยลง 0.25% หรือ 1 สลึงย่อมมีความหมายต่อวงการธุรกิจ เพราะภาคเอกชนผู้กู้ทั้งรายใหญ่รายย่อยรอมา 6 เดือน ซึ่งแบงก์ชาติอาจจะไม่ได้ลดดอกเบี้ยให้ (ผ่านกลไกดอกเบี้ย กนง.หรือดอกเบี้ยนโยบายการเงิน) แต่เมื่อแบงก์พาณิชย์ทำแคมเปญนี้ออกมา ทำให้คาดหวังว่าอีก 6 เดือนข้างหน้า มีโอกาสที่แบงก์ชาติจะลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25-0.50%

ศุภาลัยชี้เป็นตัวช่วยลูกหนี้

“ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตามที่สมาคมธนาคารไทยออกมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) 0.25% สำหรับลูกค้ารายย่อยและกลุ่มเปราะบาง เป็นเวลา 6 เดือนนั้น ถือเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดีในช่วงเวลานี้ ด้วยสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน รวมถึงอัตราการกู้ไม่ผ่านที่อยู่ในเกณฑ์สูง เนื่องมาจากภาระหนี้สินครัวเรือนที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2566 จนถึงต้นปีนี้ยังไม่คึกคักเท่าที่ควร

อย่างไรก็ดี มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่ออกมาก่อนหน้านี้ โดยการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และค่าจดจำนองในการซื้อที่อยู่อาศัย จากเดิมจำกัดเพดานที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ปรับเพิ่มมาตรการเป็นไม่เกิน 7 ล้านบาท ทำให้สามารถครอบคลุมตลาดเพิ่มขึ้นจาก 40% เป็นเกือบ 90%

แต่ในขณะเดียวกัน ลูกค้าบางกลุ่มยังคงมีความกังวลด้านภาระอัตราดอกเบี้ยที่มีการปรับขึ้นตลอดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าหลายฝ่ายคาดหมายว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่ก็ยังไม่มีสัญญาณใด ๆ ที่ชัดเจนออกมา ดังนั้น การที่สมาคมธนาคารไทยร่วมกันออกมาตรการช่วยเหลือดังกล่าวนี้ จึงเชื่อว่าจะสามารถช่วยลดภาระการผ่อนชำระของลูกค้าได้

ซึ่งการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 1% สามารถช่วยกำลังซื้อของลูกค้าได้ประมาณ 7-8% ดังนั้น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) 0.25% ในครั้งนี้ น่าจะสามารถช่วยกำลังซื้อของลูกค้าได้ถึง 2% ซึ่งนับว่าเป็นข่าวดีอีกข่าวหนึ่งของภาคอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย

REIC แนะโอกาสทองผู้บริโภค

“ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์” ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) กล่าวเพิ่มเติมว่า การลดดอกเบี้ย 0.25% รอบนี้เป็นประโยชน์สำหรับคนที่จ่ายดอกเบี้ยเรต MRR เป็นการช่วยลดภาระจ่ายงวดเงินกู้ และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย โดยเฉพาะสินเชื่อเก่าได้อานิสงส์เต็ม ๆ

โดย REIC คำนวณประโยชน์ที่ลูกหนี้สินเชื่อบ้านที่ใช้เรต MRR จะได้รับประโยชน์จากการลดดอกเบี้ย 0.25% ใช้ฐานสินเชื่อราคา 1-7 ล้านบาท อายุสินเชื่อ 30 ปี พบว่ามีค่างวดลดลงตั้งแต่เดือนละ 169 บาทสำหรับวงเงินกู้ 1 ล้านบาท ไปจนถึงค่างวดลดลงเดือนละ 1,183 บาทสำหรับวงเงินกู้ 7 ล้านบาท (ดูกราฟิกประกอบ)

ข้อแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ ตอนนี้การลดดอกเบี้ยทำให้มู้ดตลาดมีทิศทางที่ดีขึ้น คนมีอารมณ์อยากจับจ่ายใช้สอย หากบริษัทอสังหาฯมีการจัดแคมเปญโปรโมชั่นออนท็อปเพิ่มเติมขึ้นมาอีก ยิ่งจะช่วยกระตุ้นตลาดได้ดีขึ้น

สำหรับผู้บริโภคอสังหาฯ ต้องบอกว่าเป็นโอกาสทองในการเลือกซื้อที่อยู่อาศัย เพราะมีมาตรการรัฐเข้ามาสนับสนุน ทำให้ค่าใช้จ่ายวันโอนแทบจะไม่มีเลย หรือมีน้อยมาก เมื่อมาบวกเพิ่มเติมจากการที่แบงก์พาณิชย์ลดดอกเบี้ย MRR 0.25% จะเป็นประโยชน์สูงสุดของประชาชนในตอนนี้

“คาดว่ามีผลกระทบเชิงบวกจริง ๆ หลังจาก 1.การใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน เม็ดเงินออกมาเต็มที่ 2.มาตรการนี้เริ่มถูกกระตุ้นโดยผู้ประกอบการเอง ประชาชนที่สนใจเริ่มวิสิตไซต์ หรือเสิร์ชข้อมูลออนไลน์ จากนั้นครึ่งปีหลังพอจะเห็นผลชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 3/67 เป็นต้นไป เพราะในส่วนกำลังซื้อต่ำ 3 ล้านเขาต้องเผชิญปัญหาของเขาในเรื่องยอดกู้ไม่ผ่านสูงถึง 70% แต่กลุ่มราคาเกิน 3-7 ล้านซื้อได้ แต่ซื้อโดยรอบคอบ ค่อนข้างดูละเอียด ค่อยตัดสินใจ และยังมีเวลา” ดร.วิชัยกล่าว

ดอกเบี้ย MRR

ไซมีสฯแนะแบงก์ต้องบาลานซ์

ขณะที่ “ขจรศิษฐ์ สิ่งสรรเสริญ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไซมีส แอสเสท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ต้องบอกว่าเป็นสัญญาณที่ดี โดยเฉพาะคนที่มีสินเชื่อสะสมหรือสินเชื่อเก่าอยู่ระหว่างผ่อนชำระ จะช่วยบรรเทาได้ระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาเพียง 6 เดือนอาจสั้นเกินไป พร้อมกับตั้งคำถามว่า อย่างน้อยปัญหาวันนี้ ถ้าไม่ลดดอกเบี้ยแต่ไปลดอุปสรรคการปล่อยกู้ของสถาบันการเงินได้หรือไม่ เพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงทุกวันนี้ สัดส่วนสูงถึง 80% มีปัญหาถูกปฏิเสธสินเชื่อหรือกู้ไม่ผ่าน และมีการปล่อยกู้เพียง 20%

“ผมอธิบายแบบนี้ว่า ทุกอย่างจะมีความเสี่ยง ยกตัวอย่าง ถ้าเราอยากให้เศรษฐกิจประเทศดีขึ้น วิธีการทำได้ยังไง ก็ต้องใส่เม็ดเงินลงระบบเศรษฐกิจ ของบ้านเรา สถาบันการเงินหรือแบงก์พยายามไม่ให้มีความเสี่ยง สกรีนลูกค้าถึงระดับไม่ให้มีความเสี่ยงเลย เงินก็ไม่ได้ลงไปในระบบ คนกู้ซื้อบ้านได้แค่ 20% แต่อีก 80% ไม่ได้สินเชื่อไปซื้อบ้าน”

ประเด็นคือ สัดส่วนกู้ไม่ผ่าน 80% มีความเสี่ยงไหม คำตอบคือใช่ มีความเสี่ยง แต่ถ้าแบงก์เพิ่มความเสี่ยงอีกเล็กน้อย ไม่ใช่ปิดความเสี่ยง 100% ปล่อยกู้ให้มากขึ้น อาจจะมีหนี้เสียเพิ่มมากขึ้น แต่เงินสินเชื่อนั้นจะไหลไปสู่ธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่น ๆ เช่น ก่อสร้างต่อเติม เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เศรษฐกิจภาพรวมก็ยังฟื้น

แต่ถ้าแบงก์ชาติและแบงก์พาณิชย์ปิดความเสี่ยง 100% ซึ่งเหมือนเจอผีตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งหลอกมาจนถึงทุกวันนี้ ทั้ง ๆ ที่ (สถาบันการเงิน) ควรบาลานซ์ระหว่างความเสี่ยงกับการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ ต้องเดินควบคู่ไปด้วยกัน

สภาหอฯชี้ต่อลมหายใจ 6 เดือน

สุดท้ายกับ “อิสระ บุญยัง” ประธานกรรมการกลุ่มกานดา พร็อพเพอร์ตี้ และประธานคณะกรรมการสมาคมการค้า กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ออกแบบ และก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แสดงข้อคิดเห็นว่า การลดดอกเบี้ย 0.25% ต้องชื่นชมนายกฯเศรษฐา ทวีสิน ในเชิงการบริหารจัดการ เพราะรัฐบาลไม่ได้กำกับนโยบายสถาบันการเงิน แต่เป็นการบริหารจัดการที่หารือร่วมกับแบงก์ เพราะดอกเบี้ยของแบงก์ชาติ เป็นเพียงดอกเบี้ยชี้นำ ฉะนั้น ต้องขึ้นกับกลไกของตลาดอยู่แล้วว่าดีมานด์ซัพพลายของเงินในตลาดมีมากน้อยแค่ไหน

ฉะนั้น การที่นายกฯเศรษฐา ทวีสิน มีโอกาสพูดคุยกับผู้บริหารสถาบันการเงินจึงเป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องที่เหมาะสม ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ไปก้าวก่ายนโยบายการเงิน แต่เป็นเรื่องการบริหารจัดการ เพราะที่ผ่านมา มีข้อที่ธนาคารพาณิชย์ หรือแม้แต่แบงก์ชาติก็ถูกต่อว่าอยู่เสมอว่า ทำไมแบงก์ชาติไม่กำกับความสามารถในการทำกำไร หรือส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างเงินฝากกับเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ เป็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดอยู่แล้ว

แม้ว่าการลดดอกเบี้ยครั้งนี้ อาจมีกรอบจำกัดเฉพาะลดให้เอสเอ็มอี ลดให้กับลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง มองว่าก็ยังถือว่าเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ส่วนผลกระทบที่มีต่อวงการอสังหาริมทรัพย์นั้น ในภาพรวมอาจไม่ได้ส่งแรงกระเพื่อมมากนัก เนื่องจากดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยจะมีการลดลงมา 0.25% โดยอัตโนมัติได้หรือไม่ ยังไม่เห็นภาพนั้น เพราะแบงก์รัฐไม่ว่าจะเป็นธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารออมสิน เป็นต้น ก็มักจะมีดอกเบี้ยโปรโมชั่นในช่วง 3 ปีแรกสำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่อยู่แล้ว

อย่างน้อยที่สุด ในภาพรวม ถามว่ามีผลกระทบถึงภาคสินเชื่อที่อยู่อาศัยหรือเปล่า อย่างน้อยในทางอ้อมก็เป็นผลดีอยู่แล้ว เพราะลูกค้าเอสเอ็มอีก็ถือเป็นกลุ่มกำลังซื้อสำคัญของธุรกิจที่อยู่อาศัยนั่นเอง

ส่วนประเด็นอายุการลด MRR 0.25% เป็นเวลา 6 เดือน มีเวลาสั้นไปหรือไม่นั้น แนวคำตอบคือ การที่แบงก์พาณิชย์ให้เวลา 6 เดือนมีความเหมาะสมหรือไม่ คิดว่าเป็นการมองในโจทย์ของแบงก์

ขณะที่มองในมุมของดีเวลอปเปอร์ ในสถานการณ์ที่จะเดินต่อไปข้างหน้า โอกาสของการลดดอกเบี้ยนโยบาย (ดอกเบี้ย กนง. ของแบงก์ชาติ) ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้อยู่แล้ว เพราะการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ก็ไม่ได้เป็นเอกฉันท์ มี 2 เสียงที่เห็นควรลดดอกเบี้ย อีก 5 เสียงไม่ลดดอกเบี้ย

เพราะฉะนั้น ก็มีโอกาสของการปรับตัว อย่างน้อยที่สุด ในช่วง 6 เดือนของการลด 0.25% ก็เป็นช่วงที่ “ต่อลมหายใจ” ในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังปรับตัวไปในทิศทางของการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป