จ่ายทันที เงินช่วยแรงงานไทยถูกปล่อยตัวจากฮามาส รายละ 215,000 บาท

แรงงานไทยที่ได้รับการปล่อยจากกลุ่มฮามาส รับเงินรายละ 215,000 บาท ทันทีที่เดินทางถึงไทย และจะได้อีกเดือนละ 60,000 บาท จากรัฐบาลอิสราเอล กรณีได้รับผลกระทบด้านร่างกายหรือจิตใจ

วันที่ 4 ธันวาคม 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แรงงานไทยที่ถูกจับเป็นตัวประกันและได้รับการปล่อยตัวอย่างปลอดภัย 17 ราย (จากแรงงานไทยที่ได้รับการปล่อยตัวอย่างปลอดภัยทั้งหมด 19 ราย) โดยทั้ง 17 คน กลับถึงไทยเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2566 ด้วยเที่ยวบินที่ LY081 ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเวลา 15.12 น. โดยมาพร้อมกับคณะของนายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ซึ่งได้เดินทางไปเยี่ยมแรงงานไทยในอิสราเอลตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2566

ในวันดังกล่าว นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้นายอารี ไกรนรา เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยนายนันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน และคณะผู้บริหารกระทรวงแรงงาน รับแรงงานไทยที่ถูกจับเป็นตัวประกันและได้รับการปล่อยตัวอย่างปลอดภัย

นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า เงินช่วยเหลือทั้งหมดที่แรงงานไทย 17 ราย ได้รับทันทีที่เดินทางถึงประเทศไทย รายละ 125,000 บาท ประกอบด้วย

1. เงินจากกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานต่างประเทศ รายละ 15,000 บาท ซึ่งจากการตรวจสอบแรงงานไทยทั้ง 17 ราย เป็นสมาชิกที่อยู่ในความคุ้มครองของกองทุน จำนวน 14 ราย และสิ้นสุดความคุ้มครอง จำนวน 3 ราย

2. เงินสด ซึ่งกระทรวงแรงงานได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือมาจากสมาคมการจัดหางานไทยไปต่างประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือแรงงานไทยที่ได้รับการปล่อยตัวในเบื้องต้นทุกราย รายละ 10,000 บาท

3. เงินช่วยเหลือจากอิสราเอล ก้อนแรกจำนวน 10,000 เชเกล หรือประมาณ 100,000 บาท ในรูปแบบบัตรเงินสด ที่สามารถใช้ได้ทั่วโลก ซึ่งได้รับมาจากอิสราเอลเรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ หากแรงงานไทยดังกล่าวประสบปัญหาด้านร่างกายหรือจิตใจ ยังจะได้รับเงินสงเคราะห์ จากกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานต่างประเทศ รายละ 30,000 บาท โดยต้องได้รับการประเมินจากแพทย์ (มีใบรับรองแพทย์)

แรงงานไทยจากอิสราเอล

เงินช่วยพิเศษจากอิสราเอล-เงินชดเชยถูกเลิกจ้าง

แรงงานไทยทุกรายที่ถูกจับกุมตัวจะได้รับเงินช่วยเหลือจากอิสราเอลนั้น ซึ่งนอกจากเงินก้อนแรกข้างต้น 10,000 เชเกล หรือประมาณ 100,000 บาท จะได้รับอีก 6,900 เชเกลต่อเดือน (ประมาณเดือนละ 60,000 บาทต่อเดือน) ช่วง 6 เดือนแรก

หากแรงงานไทยได้รับการประเมินจากแพทย์ว่าได้รับผลกระทบด้านร่างกายหรือจิตใจ สามารถนำใบรับรองแพทย์ไปยื่นกับสำนักงานประกันสังคมอิสราเอลเพื่อประเมินขอรับเงินช่วยเหลือรายเดือนหลังจาก 6 เดือนได้ โดยแต่ละรายจะได้รับเงินไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับการประเมินของสำนักงานประกันสังคมอิสราเอล

สำหรับค่าชดเชยอื่น ๆ ของสำนักงานประกันสังคมอิสราเอล แรงงานไทยทั้ง 17 ราย ได้กรอกข้อมูลและยื่นคำร้องเรียบร้อยแล้ว โดยสำนักงานประกันสังคมอิสราเอล จะส่งให้สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล ประจำประเทศไทย เพื่อดำเนินการช่วยเหลือในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

และในส่วนเงินค่าจ้างค้างจ่ายและเงินชดเชยกรณีถูกเลิกจ้าง (เงินปิซูอิม) นั้น ผมได้สั่งการให้อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ เร่งตรวจสอบติดตามกับนายจ้างเพื่อดำเนินการ จ่ายค่าจ้างส่วนที่ยังค้างจ่าย เงินชดเชยกรณีถูกเลิกจ้าง (ปิซูอิม) แล้วเช่นกัน

“กระทรวงแรงงานขอยืนยันว่าตลอดระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา พวกเราห่วงใยและพยายามดำเนินการในทุกทางอย่างเต็มที่ที่สุด และขอขอบคุณทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่ได้มีบทบาทสำคัญในการเจรจา ทำให้แรงงานไทยได้รับการปล่อยตัวอย่างปลอดภัย และขอให้ญาติของแรงงานมั่นใจได้ว่ารัฐบาลไทย กระทรวงแรงงาน และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พวกเราจะพยายามอย่างเต็มที่ ในการดำเนินการประสานทุกฝ่าย เพื่อเร่งช่วยเหลือให้พี่น้องแรงงานไทยที่เหลือทั้งหมดให้ได้รับการปล่อยตัว และเดินทางกลับประเทศไทยเพื่อพบครอบครัวในเวลาที่รวดเร็วที่สุด” นายไพโรจน์กล่าว

แรงงานไทยจากอิสราเอล


แรงงานไทยจากอิสราเอล