เจาะตลาดค้าปลีกอินเดีย ดูดกำลังซื้อชนชั้นกลาง 400 ล้านคน

“ธุรกิจค้าปลีก” ถือว่าเป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างมากในอินเดีย โดยเฉพาะ “โมเดิร์นเทรด” เนื่องด้วยขนาดประชากรเกือบ 1,300 ล้านคน และกลุ่มมีกำลังซื้อที่มากถึง 400 ล้านคน ทำให้ “อินเดีย” จึงเป็นเป้าหมายสำคัญของบริษัทค้าปลีกทั่วโลกที่จะกระโดดเข้าไป

สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการค้ายุคใหม่ (NEA) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จัดสัมมนา “เจาะตลาดค้าปลีกอินเดีย” จัดโดย นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ผู้ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “มิสเตอร์อินเดีย” กล่าวว่า “ความน่าสนใจของประเทศอินเดียกับธุรกิจค้าปลีก โดยเฉพาะค้าปลีกสมัยใหม่ คือ ดีมานด์และพฤติกรรมของคนชนชั้นกลางถึงสูงราว 400 ล้านคน ปัจจุบันเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก ขณะเดียวกันคนไทยส่วนใหญ่ยังมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอินเดียอย่างจำกัด ให้ความสนใจกับประเทศอื่นมากกว่า ทั้งสมาชิกอาเซียน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน เป็นต้น”

ภาพรวมของค้าปลีกทั่วโลกในปี 2017 ที่ผ่านมา มีมูลค่ารวม 23.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจีนเป็นประเทศที่มีมูลค่าค้าปลีกสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชีย อยู่ที่ 3.13 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนอินเดียเป็นอันดับสอง 1.07 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ 3 ประเทศสมาชิกอาเซียน (ไทย มาเลเซีย และเวียดนาม) มีมูลค่ารวมเพียง 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

“ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงโอกาสของตลาดค้าปลีกอินเดีย แม้ว่าจีนจะมีตลาดที่ใหญ่กว่า แต่ปัจจุบันพบว่าค้าปลีกสมัยใหม่ในอินเดียยังมีอยู่น้อยมากเพียง 8% ขณะที่ค้าปลีกแบบดั้งเดิม หรือโชห่วย ที่คนอินเดียเรียกว่า Kirana มีมากถึง 92% โดยคาดว่ารัฐบาลพยายามเพิ่มสัดส่วนค้าปลีกสมัยใหม่ เป็น 20% ในปี 2020”

ขณะที่ข้อมูลจาก PWC ระบุว่า ค้าปลีกในอินเดียช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โตเฉลี่ยปีละ 7% และคาดว่าในปี 2020 ตลาดค้าปลีกอินเดียจะโตถึง 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 6.72 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2016 ขณะที่ค้าปลีกของไทย คาดว่าในปี 2020 จะอยู่ที่ 5.27 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ อินเดียถือว่าเป็นประเทศที่มีประชากรอายุเฉลี่ยต่ำที่สุดในโลก ระหว่าง 27-28 ปีเท่านั้น ทั้งถือว่าเป็นกลุ่มวัยทำงานที่มีการจับจ่าย เมื่อเทียบกับหลายประเทศในเอเชีย ที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุมากกว่า

หลายปีก่อน รัฐบาลอินเดียกำกับดูแลธุรกิจค้าปลีกอย่างใกล้ชิด เพราะกังวลว่าค้าปลีกต่างชาติจะเข้าไปยึดตลาดและทำลายระบบธุรกิจค้าปลีกท้องถิ่น แต่ปัจจุบันข้อกฎหมายและกฎระเบียบต่าง ๆ เริ่มผ่อนปรนมากขึ้น

โดยพยายามเปิดเสรีอนุญาตให้บริษัทค้าปลีกต่างชาติสามารถถือหุ้นในธุรกิจค้าปลีกประเภท single brand ที่เป็นเจ้าของแบรนด์สินค้าจาก 51% เป็น 100% และสำหรับธุรกิจค้าปลีกประเภท multi brand เปิดให้บริษัทต่างชาติถือหุ้นได้ 51%

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอินเดียยังมีเงื่อนไขอื่น ๆ เพื่อปกป้องธุรกิจภายในประเทศ เช่น ออกกฎระเบียบให้ค้าปลีกต่างชาติที่ถือหุ้นได้ 100% ต้องมีเงินลงทุนอย่างน้อย 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ, ต้องมีสินค้าท้องถิ่นในร้าน 30% และต้องจ่ายเงินอย่างน้อย 50 ล้านดอลลาร์ เพื่อใช้พื้นที่ในการจัดเก็บสินค้าและบริการด้านโลจิสติกส์ เป็นต้น

ทั้งนี้ นายอดุลย์ระบุว่า ค้าปลีกสมัยใหม่ในอินเดียขยายตัวต่อเนื่อง โดยเริ่มจากหัวเมืองหลัก ๆ อย่างอินเดียฝั่งตะวันตกก็มีเมืองมุมไบ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐมหาราษฏระ เป็นศูนย์กลางของความเจริญ ประชาชนในหลายเมืองทางตะวันตกเป็นผู้มีกำลังซื้อสูง มีรสนิยมที่ทันสมัย และเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ มากกว่าพื้นที่อื่น เช่น รัฐคุชราต รัฐมหาราษฏระ รัฐกัว รัฐเกรละ และรัฐมัธยประเทศ เป็นต้น

ขณะที่ นายพรวิช ศิลาอ่อนผู้อำนวยการ NEA กล่าวว่า มองในแง่การค้าระหว่างอินเดียและไทย ถือว่าไม่โดดเด่นนักเมื่อเทียบกับประเทศอื่นที่มี FTA หรือการค้าเสรีร่วมด้วย สะท้อนได้ว่าผู้ประกอบการไทยยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับตลาดอินเดีย ทั้ที่เป็นตลาดใหม่ด้านธุรกิจค้าปลีกสำคัญของโลก ดังนั้นทาง NEA จึงมีหลักสูตรเพื่อช่วยผู้ประกอบการไทยที่สนใจ แต่ยังขาดความเข้าใจ ก่อนที่จะเริ่มรุกตลาดอย่างจริงจัง

“ตั้งแต่หลักสูตรสร้างพี่เลี้ยงทางการค้า หลักสูตรสร้างคนตัวเล็ก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเริ่มต้นธุรกิจ หลักสูตรขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ เพื่อปูพื้นฐานและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และหลักสูตรสร้างเครือข่ายการค้ากับผู้บริหาร” ผู้อำนวยการ NEA กล่าว

Previous articleกรธ.ยันหาก สนช.มั่นใจร่าง กม.ส.ส.ไม่ขัด รธน.ก็จบ ไม่เสนอ “ประยุทธ์” ชงตีความอีก
Next articleต้องมี “ความรู้” ก่อน “ความโลภ”