เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
PTTEP บอร์ดเคาะจ่ายปันผลระหว่างกาล หุ้นละ 4.50 บาท ขึ้น XD 14 ส.ค.นี้
Finance PTTEP บอร์ดเคาะจ่ายปันผลระหว่างกาล หุ้นละ 4.50 บาท ขึ้น XD 14 ส.ค.นี้
ไอคอนสยาม น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระพันปีหลวง จัดกิจกรรมตลอดเดือนแห่งวันแม่
Biz Movement ไอคอนสยาม น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระพันปีหลวง จัดกิจกรรมตลอดเดือนแห่งวันแม่
SET ฟื้นแรง-ปิดตลาดสุดสัปดาห์บวก 25 จุด ดัชนีกลับมายืนเหนือ 1,600 จุด DELTA หนุน
Finance SET ฟื้นแรง-ปิดตลาดสุดสัปดาห์บวก 25 จุด ดัชนีกลับมายืนเหนือ 1,600 จุด DELTA หนุน
จับตาปี 2040 รถไร้คนขับ ‘ระดับ 4’ จะกลายเป็นเรื่องปกติ ?
Automotive จับตาปี 2040 รถไร้คนขับ ‘ระดับ 4’ จะกลายเป็นเรื่องปกติ ?
เสนาฯ รุกตลาดต่างประเทศ โรดโชว์คอนโด 5 ทำเล เจาะนักลงทุน-เอเจนต์ไต้หวัน
Real Estate เสนาฯ รุกตลาดต่างประเทศ โรดโชว์คอนโด 5 ทำเล เจาะนักลงทุน-เอเจนต์ไต้หวัน
แจงปม “คีย์ทิพย์” แจ้งข้อมูลเท็จสุขภาพประชาชน แสดงผลบนแอปทางรัฐ
Politics แจงปม “คีย์ทิพย์” แจ้งข้อมูลเท็จสุขภาพประชาชน แสดงผลบนแอปทางรัฐ
กรอ. เคาะ 5 ยุทธศาสตร์ยกเครื่องเศรษฐกิจไทย ‘เอกนิติ’ ตั้งเป้าดันลงทุนแตะ 30% ของ GDP
Economic กรอ. เคาะ 5 ยุทธศาสตร์ยกเครื่องเศรษฐกิจไทย ‘เอกนิติ’ ตั้งเป้าดันลงทุนแตะ 30% ของ GDP
ในหลวง พระราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล 50 วัน พระศพเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล 50 วัน พระศพเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ
นายกฯ ย้ำเจอ ‘มิน อ่อง ลาย’ คุยทุกมิติ พบ ‘สภาธุรกิจไทย-เมียนมา’ ลุยจับคู่การค้า
Politics นายกฯ ย้ำเจอ ‘มิน อ่อง ลาย’ คุยทุกมิติ พบ ‘สภาธุรกิจไทย-เมียนมา’ ลุยจับคู่การค้า
ราคาทองวันนี้ (31 ก.ค. 69) ร่วงลง 600 บาท รูปพรรณบาทละ 64,950 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (31 ก.ค. 69) ร่วงลง 600 บาท รูปพรรณบาทละ 64,950 บาท
ดูทั้งหมด

ลาวยิ้มไม่ออก..ใครจะช่วยเธอได้ เงินเฟ้อ 40% ทำอย่างไรไม่ต้องเข้า IMF

13 ก.ค. 2566 | 14:07น.
เศรษฐกิจลาว
บทความพิเศษ : เมื่อลาวยิ้มไม่ออก..ใครจะช่วยเธอได้
ผู้เขียน : ดร. คณิศ แสงสุพรรณ

เมื่อวันก่อนดูรายการของ คุณพุดทะสอน สีดาวัน ยูทูบเบอร์ สาวลาวใต้ คนดัง ผมต้องขอขอบคุณเธอ เพราะรายการของเธอเป็นแหล่งข้อมูลเศรษฐกิจลาวที่ดีของผม ซึ่งผมตามอย่างใกล้ชิดมาหลายปี ตั้งแต่คุณวิกรม ไปช่วยทำนิคมอมตะในลาว และจะร่วมกับอีอีซีทำท่าเรือบก จากนิคมในลาวมาเชื่อมกับท่าเรือแหลมฉบัง

ในยูทูบของคุณพุดทะสอน เมื่อต้นเดือน พ.ค.นี้ เป็นตอนที่ชื่อว่า “เงินแพง ค่าแรงถูก” ครั้งนี้เธอยิ้มไม่ค่อยออก เพราะเธอเล่าให้ฟังว่าเงินกีบเดี๋ยวนี้ซื้อของได้นิดเดียว ข้าวของที่ใช้ประจำซึ่งส่วนใหญ่มาจากประเทศไทยดูแพงไปหมด

เธอพาไปร้านแลกเงินถามว่าเงิน 1 บาทไปแลกได้กี่กีบ คนขายเงินบอกว่า 539 กีบ ทั้ง ๆ ที่เมื่อ พ.ค. ปีก่อน แลกได้ 417 กีบ คือค่าเงินกีบเทียบกับบาทลดลง 30% ในเวลาเพียง 1 ปี

เมื่อมองย้อนไป 3 ปีช่วงก่อนมีการระบาดของโควิด ค่าเงินกีบ/บาทลดลงเกือบ 100% หมายความว่า คนลาวที่เคยรับเงินเดือนปกติประมาณ 1.5 ล้านกีบ ได้เงินเดือนเท่ากับ 6,000 บาท แต่ตอนนี้เหลือแค่ 3,000 บาท

ค่าเงินกีบที่ลดลง ดอลลาร์ที่แข็งขึ้น ซ้ำเติมให้ราคาน้ำมัน (ที่ต้องนำเข้าเป็น USD แต่ขายเป็นกีบ) แพง ทำให้ของแพง ในกรณีของไทยปีที่แล้วเงินเฟ้อขึ้นไป 6% กว่า กรณีของลาวเงินเฟ้อของลาวขึ้นไป 22%

แต่ที่น่าตกใจ 4 เดือนแรกของปีนี้ อัตราเงินเฟ้อขึ้นไปแล้วถึง 40% ตรงกับการสำรวจของคุณ พุดทะสอน โดยราคาค่าอาหารขึ้นไป 52%

ดังนั้นหากเพื่อนลาวคนเดิมที่ก่อนโควิดได้เงินเดือน 1.5 ล้านกีบ โดนอัตราแลกเปลี่ยนกินไปครึ่งนึงเหลือเงินเทียบเท่า 3,000 บาท และยังโดนเงินเฟ้อกินไปอีก 40% เขาจะเหลือเป็นกำลังซื้อจริง 1,517 บาท

ผลที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ

1) คนหนุ่มสาวลาว เข้ามาทำงานในประเทศไทย หรือไปประเทศอื่น เพราะทำงานในต่างประเทศมีรายได้ดีกว่า ทำงานในลาว และรับเงินเดือนเป็นกีบ

2) เสียงตำหนิการบริหารของรัฐบาลดังขึ้นเรื่อย ๆ ตามกำลังซื้อที่ลดลง

  • ปี 2022 เงินเฟ้อ 23% เงินกีบลดลง 53% เสียงก็ดังระเบิดแล้ว
  • ปี 2023 ช่วง 4 เดือนแรกอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 40% เสียงก็เลยยิ่งดังขึ้นอีก

รัฐบาลลาวพยายามตั้งเป้าหมายกดเงินเฟ้อให้เหลือ 9% ในปีนี้ พร้อมดำเนินมาตรการต่าง ๆ แต่คนทั่วไปก็เชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ ในขณะเดียวกันเสียงจากนักวิเคราะห์ผู้ไม่หวังดีการเปรียบเทียบลาวกับศรีลังกาที่มีวิกฤตจนต้องเข้าไอเอ็มเอฟ ดูมีเสียงดังขึ้นเช่นกัน 

การเข้าสู่ปัญหาเศรษฐกิจ

ในด้านวิชาการ เราไม่ความจำเป็นต้องวิจารณ์ว่า ใครผิดใครถูก แต่ขอให้มีข้อเท็จจริง อย่างเป็นเหตุเป็นผลเป็นสำคัญ

ในระยะ 4 ปีที่ผ่านมา มี 4 ปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหา โควิด/สงครามการค้าจีนกับสหรัฐอเมริกา/สงครามยูเครนกับรัสเซีย/และการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ต้องถือเป็นปัจจัยภายนอกทั้งสิ้น จึงตำหนิรัฐบาลต่าง ๆ ไม่ได้เต็มปาก

กรณึของลาว

  • ปี 2019 โควิดต้องปิดประเทศต้องขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 12% ของ GDP เงินทุนสำรองระหว่างประเทศลดลงเหลือเพียง 997 ล้านเหรียญสหรัฐ (เงินเหลือพอซื้อของนำเข้าแค่ 1.4 เดือนของการนำเข้า)
  • ปี 2020- 2021 สงครามการค้าและเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ลาวขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอีกปีละประมาณ 4% ของ GDP แต่มียังหาเงินทุนสุทธิไหลเข้าประเทศทำให้เงินทุนสำรองเหลือ 1,263 ล้านเหรียญสหรัฐ (พอซื้อของนำเข้า 2 เดือน)
  • ปี 2022 สงครามยูเครน-รัสเซีย ทำให้ราคาน้ำมันแพงทั่วโลก ต้องเข้าคิวเติมน้ำมัน และตื่นตระหนกทั่วประเทศ แม้จะมีมาตรการต่าง ๆ เข้ามาคุมราคา อัตราเงินเฟ้อขึ้นสูงเกินควบคุมที่ 22.7% เงินสำรองระหว่างประเทศลดลงเหลือเพียง 1,121 ล้านเหรียญสหรัฐ (พอซื้อของนำเข้า 1.5 เดือน)
  • ปีนี้ 2023 จึงค่อนข้างน่าเป็นห่วง อัตราเงินเฟ้อ 4 เดือนแรกประมาณ 40% ค่าเงินเทียบกับบาท ลดลงไปแล้ว 3% หากไม่ทำอะไรที่หนักแน่นพอ ความเชื่อมั่นในเงินกีบก็จะยังไม่ดีขึ้น ก่อให้เกิดเป็นวงจรให้เงินเฟ้อเพิ่ม-ค่าเงินลด-ค่าแรงลด ไปอีกระยะหนึ่ง และต้องระวัง การปรับลดระดับความน่าเชื่อถือของ สถาบันจัดอันดับ ซึ่งมักจะทำในช่วงประเทศอ่อนและทำให้สถานะการณ์เลวร้ายลงไปอีก Fitch ลดอันดับจาก CCC เป็น CCC- (9 ระดับต่ำกว่าที่ควรลงทุน) เมื่อปลายปีที่แล้ว และทั้ง Fitch/S&P/Moody’s คงเข้ามาประเมินอีกในปีนี้

การออกจากปัญหาก่อนกลายเป็นวิกฤต

  • ประมาณสถานการณ์

การประมาณของธนาคารโลก (พฤษภาคม 2023) ดูดีกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมิน เพราะธนาคารโลกเห็นว่าลาวจะหมดปัญหาและเข้าสู่การฟื้นตัวในปีนี้ เมื่อดูลึก ๆ คงยังวางใจไม่ได้ เช่น ธนาคารโลกประมาณการเงินเฟ้อของลาวปีนี้ 16.8% ซึ่งตัวเลขจริงในไตรมาสแรกอัตราเงินเฟ้อจริงสูงถึง 40% และค่าเงินกีบยังอ่อนตัวประมาณ 10% การฟื้นตัวคงเร็วอย่างที่คิด

อาจเป็นเพราะคาดการณ์ในเชิงดี ข้อเสนอมาตรการเศรษฐกิจของธนาคารโลกจึงเป็นแบบเดิม ๆ เป็นนโยบายชุดเดิม ๆ ที่แนะนำกับทุกประเทศ คือ

1) ลดการใช้จ่ายภาครัฐ (เก็บภาษีธุรกิจให้มากขึ้น ขี้น VAT เป็น 10% ลดการใช้จ่ายภาครัฐแต่ให้เพิ่มรายจ่ายเพื่อการศึกษาและสาธารณสุข)

  • จากประสบการณ์ของไทยและหลายประเทศ การขึ้นภาษี และการลดการใช้จ่ายของรัฐ ในช่วงนี้จะทำให้เศรษฐกิจอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอน อาจเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ทั้งระบบเศรษฐกิจ

2) ลดภาระหนี้ภาครัฐ (เจรจาเลื่อน/ลดหนี้ กับเจ้าหนี้ต่างประเทศ บริหารหนี้สินภาครัฐให้รัดกุม ให้การลงทุนใช้การร่วมทุนกับเอกชนที่มีระเบียบกำกับความโปร่งใส)

  • การเจรจาหนี้เมื่อทำจริงทำได้จำกัด จะทำได้เฉพาะหนี้รัฐบาลซึ่งก็คงทำเต็มที่อยู่แล้วโดยเฉพาะกับจีน กรณีเจ้าหนี้เอกชนต่างประเทศมองว่า เป็นระยะความไม่แน่นอน ประเมินความเสี่ยงลำบาก

3) กำกับดูแลความเสี่ยงสถาบันการเงิน ให้ควบคุมปริมาณเงินและสินเชื่อไม่ให้ระบบธนาคารมีหนี้เสีย

  • ระบบการเงินแม้จะเป็นผู้รับผลจากการบริหารเศรษฐกิจ หากรัฐบาลลดการใช้จ่าย ขึ้นภาษี เศรษฐกิจหดตัว การเจรจาหนี้ทำได้ยากขึ้น สินเชื่อมีปัญหาจะเพิ่มขึ้น
  • หากประเมินว่าขณะนี้เศรษฐกิจยังเปราะบาง ต้องประคับประคอง การลดหรือตัดสินเชื่อกับธุรกิจและชาวบ้านที่กำลังมีปัญหา ซึ่งจะทำระบบเศรษฐกิจทั้งบนและล่างยุบตัวลง (เราเรียกกันว่า ทฤษฎีร่ม คือตอนเศรษฐกิจดี ฝนไม่ตก ก็ให้สินเชื่อ ให้ยืมร่ม แต่พอเศรษฐกิจไม่ดี ฝนตก เอาร่มคืน)

4) ไม่แน่ใจว่า ธนาคารโลก ประเมินสถานการณ์อย่างไร แต่ได้เขียนไว้ว่า “เปิดให้รัฐลาวเตรียมตัวขอความช่วยเหลือด้านสภาพคล่องจากจากความตกลงต่าง ๆ” (the Government may need to mobilize liquidity facilities and emergency liquidity assistance arrangements) เรื่องการขอความช่วยเหลือทางการเงินนี้ไม่ได้ขยายความไว้แต่อย่างไร

ข้อเสนอให้ลดขนาดของภาครัฐ และลดสินเชื่อ มักฟังดีในทางทฤษฎี แต่เลวเมื่อนำมาใช้จริง หากเศรษฐกิจยังเปราะบาง จะยิ่งทำให้คนไข้ซึ่งก็คือภาคการผลิตและประชาชน ซึ่งยังไม่ฟื้นตัวดี กลับไปป่วยได้อีก สิ่งที่ควรทำคือค่อย ๆ ผ่อนให้เข้าที่ใช้เวลา 1-2 ปี ดีกว่ากระชากให้ระบบเศรษฐกิจเข้าสู่ Hard Lading (ตกลงมาโดยไม่รู้ตัว) ฝากไว้ว่าต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ และอย่าให้ตึงเกินไป

ทางออกคือสร้างความมั่นใจในอนาคตเศรษฐกิจของประเทศ

1) มีแผนบริหารจัดการที่จะไม่พึ่งไอเอ็มเอฟโดยเด็ดขาด

จุดเปลี่ยนสำคัญคือวันที่ เชื่อว่าจะต้องเข้าขอความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟ นักลงทุนและนักธุรกิจหยุดกิจกรรมและประเมินสถานการณ์ในทางร้าย ในกรณีของ ไทย ศรีลังกา ปากีสถาน และที่กำลังเกิดกับบังกลาเทศก็เป็นอย่างเดียวกัน

ประเทศเริ่มขอเจรจาความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟนั้น ถือว่าได้ส่งสัญญาณว่าเข้าสู่วิกฤตจริง ๆ และการเจรจาใช้เวลานานหลายเดือน ประชาชนและนักลงทุนขาดความเชื่อมั่น เศรษฐกิจประเทศจะจมสู่จุดต่ำสุด เพื่อประเมินพื้นฐานใหม่

ในช่วงเข้าโครงการต้องทำตามเงื่อนไขที่ตกลงกับ ไอเอ็มเอฟ จากประสบการณ์ประเทศที่เข้ารับเงื่อนไขเศรษฐกิจมักใช้เวลานานกว่าจะฟื้นกลับมาเป็นปกติ

ประเทศไทยมีประสบการณ์จากวิกฤตค่าเงิน ปี 2540 จนป่วยมาหลายปีกว่าที่ขนาดของ GDP ในรูปบาทจะกลับมาเท่าเดิมใช้เวลา 5 ปี และเนื่องจากค่าเงินลดลงต่ำมาก GDP ในรูป USD ใช้เวลาถึง 11 ปี กว่าจะกลับมาเท่าก่อนวิกฤต

ความสูญเสียครั้งนั้นทำให้คนไทยสัญญาจะไม่ยอมให้ประเทศเข้าไอเอ็มเอฟอีก และได้ทำการปรับปรุงระบบเศรษฐกิจ ระบบการเงิน และระบบป้องกันความเสี่ยงอย่างเข้มงวด สำคัญคือมีสำรองระหว่างประเทศ (ปราการด่านแรก First Line of Defense) สูงมาก แม้ระบบยังไม่สมบูรณ์ แต่ก็เชื่อว่าเอาตัวรอดได้

2) สร้างความมั่นใจระยะสั้นด้วยการสร้างเงินสำรองระหว่างประเทศ

ประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ก็เกิดปัญหาค่าเงินอ่อนตัว แต่ก็ยังคงมีเสถียรภาพดีพอสมควรเพราะมีเงินสำรองระหว่างประเทศมากพอ

ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ มีทั้งแข็งแรงและมีปัญหาตามขนาดของเงินสำรองระหว่างประเทศ

  • เมียนมา หลังปฏิวัติเดินย้อนหลังออกจากระบบการเงินโลก ต้องปิดประเทศ เมียนมา ขาดเงินตราต่างประเทศจนต้องประกาศหยุดใช้หนี้ต่างประเทศเมื่อปีก่อน
  • กัมพูชา มีเงินสำรองระหว่างประเทศ 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐ รองรับการนำเข้าได้ประมาณ 8 เดือน ซึ่งก็มั่นคงมาก และมีเงินต้นและหนี้ต่างประเทศต้องจ่ายปีละประมาณ 400 ล้านเหรียญสหรัฐ
  • เวียดนาม มีเงินสำรองระหว่างประเทศ ประมาณ 95,000 ล้านเหรียญสหรัฐ รองรับการนำเข้าได้เป็นปี และ เกินดุลการค้า อาจจจะมีปัญหาเรื่องหนี้เสียอสังหาริมทรัพย์ แต่คงไม่ทำให้เข้าวิกฤตง่าย ๆ

ในเอเชียปัญหาในครั้งนี้ไปเกิดที่เอเชียใต้เป็นหลัก 

  • ศรีลังกา เข้าโครงการไอเอ็มเอฟ (EFF) เพื่อขอสภาพคล่อง 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากการบริหารที่ผิดพลาดด้วยการลงทุนขนาดใหญ่ที่ไม่มีผลตอบแทน และการใช้นโยบายเกษตรอินทรีย์แบบสุดโต่ง ทำให้มีปัญหาเงินเฟ้อมาก่อนที่โควิดจะมาด้วยซ้ำ ประชาชนเดือดร้อนมาก
  • ปากีสถาน เพิ่งเข้าไอเอ็มเอฟ ด้วยสภาพคล่อง 2,300 ล้านเหรียญสหรัฐ
  • บังกลาเทศ กำลังเจรจากับไอเอ็มเอฟ เช่นกัน

กรณีของลาว เงินสำรองระหว่างประเทศ มีน้อยเกินไป ผู้คนทั้งในและนอกประเทศจึงขาดความเชื่อมั่น เพราะเงินสำรองประมาณ 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ รองรับการนำเข้าในอนาคตได้ 1.3 เดือน เมื่อนำมาขึ้นตาชั่ง กับอนาคตทางเศรษฐกิจแล้วดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือ

คร่าว ๆ ลาวควรต้องมีเงินสำรองระหว่างประเทศอีกอย่างน้อยที่สุดอีก 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

  • 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐรองรับการนำเข้า 3 เดือนในอนาคต
  • 2,200 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อให้พอจ่ายหนี้และดอกเบี้ย 1,900 และ 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปีนี้ และ ปีหน้า
  • 500 ล้านเหรียญสหรัฐ ไว้เผื่อยามฉุกเฉิน

ทำอย่างไรจะมีเงินสำรองระหว่างประเทศมากขึ้นโดยไม่ต้องเข้า IMF

รัฐบาลลาวได้พยายามเต็มที่ที่จะเร่งหาเงินต่างประเทศ เชื่อว่าทำอยู่แล้วแต่ต้องทำให้มากขึ้น ต้องเร่งการเจรจากับมิตรประเทศ

1) เร็วที่สุดคือเร่งรัดการท่องเที่ยว จาก 300 ล้านเหรียญสหรัฐ กลับไปเท่ากับก่อนโควิดที่ประมาณ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1,500 ล้านเหรียญใน 12 เดือนข้างหน้า อาศัยค่าเงินที่ลดลงเป็นแรงจูงใจให้รายได้ลงไปถึงชุมชน

2) การดึงการลงทุนทางตรง แม้ต้องใช้เวลาแต่ก็ได้สร้างกำลังให้กับระบบเศรษฐกิจ ลาวมีความได้เปรียบที่มีพลังงานเยอะและราคาไม่แพง สามารถตั้งอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น การผลิต Solar Cell เพราะใช้พลังงานเยอะ เป็นต้น ในระยะนี้การประกาศให้ 3 ปีข้างหน้าเป็นช่วงการเพิ่มสิทธิประโยชน์ ลดอุปสรรคการลงทุนครั้งใหญ่ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

3) ที่สำคัญที่สุด คือการเจรจาหนี้ และหาแหล่งเงินกู้เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง

3.1) เจรจาทวิภาคีกับจีน ซึ่งเป็นทั้งเจ้าหนี้รายใหญ่ และพร้อมให้ความช่วยเหลือสภาพคล่อง ซึ่งลาวก็ได้ดำเนินการอยู่แล้วเป็นระยะ ๆ เรื่องนี้มีข้อด้อยคือประชาคมโลกดูไม่ค่อยดี กลายเป็นว่ารัฐบาลจีนทำให้ลาวเป็นหนี้เยอะ (กับดักหนี้จีน) และคนลาวก็รู้สึกว่าต้องไปขอร้องจีน

3.2) เจรจาภายใต้กรอบ ความริเริ่มเชียงใหม่ (CMI Chieng Mai Initiatives)

ความริเริ่มเชียงใหม่ ความตกลงที่ได้เวลาปรับปรุง

หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 1997 อาเซียนร่วมกับ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ (รวมกันเรียกว่า ASEAN+3) ตั้งกองทุนให้การกู้ยืมระหว่างกัน

ภายใต้ความริเริ่มเชียงใหม่ (Chiang Mai Initiative : CMI) เพราะรัฐมนตรีทั้ง 13 ประเทศ (ของไทยคือ คุณธารินทร์ นิมมานเหมินท์) มาประชุมลงนามข้อตกลงกันที่เชียงใหม่ (พฤษภาคม ปี 2000) ในการประชุมประจำปี ของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย ครั้งนั้นเป็นการส่งสัญญาณว่า อาเซียน และเพื่อนในเอเชียได้สร้างกลไกช่วยกันเอง เมื่อภัยมา (Self-help Mechanism) เพราะถึงเวลาที่มีปัญหา ไม่มีใครมาช่วยเรา ซึ่งก็ดูคล้าย ๆ กับลาวในช่วงนี้

หลักการของความริเริ่มเชียงใหม่ คือ เมื่อเงินสำรองระหว่างประเทศไม่พอ ก็ให้ขอยืมเพื่อนมาก่อน ไม่ใช่เรื่องน่าอาย ตราบเท่าที่ยังมีบริหารเศรษฐกิจดี และแทนที่จะยืมเป็นครั้ง ๆ ไป ทั้ง 13 ประเทศ ก็ลงขันตั้งกองทุนไว้ล่วงหน้า ให้สมาชิกสามารถเบิกได้ตามสิทธิที่ตกลงกันไว้ คือ อาเซียน+3 ตั้งกลไกไว้ล่วงหน้าในกรณี เช่นที่เกิดขึ้นในลาวไว้แล้ว เรียกได้ว่าเงินกองทุน คือปราการด่านที่สองในการดูแลค่าเงินของประเทศสมาชิก

แต่กองทุนดังกล่าวตั้งมานาน ไม่มีการเพิ่มทุนให้สอดคล้องกับขนาดของเศรษฐกิจกองทุนปัจจุบันขยายเป็น 240,000 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อ 2012 (10 ปีมาแล้ว) เทียบกับเงินสำรองระหว่างประเทศใน อาเซียน+3 ซึ่งมีขนาดกว่า 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปัจจุบัน ทำให้แน่ใจได้ว่ากองทุนนี้ขยายได้

ด้วยขนาดที่จำกัด ลาวสามารถกู้ยืมได้แค่ 200 ล้านเหรียญสหรัฐ เทียบกับ 2,000-3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่ประมาณไว้ถือว่าน้อยมาก

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนพฤษภาคม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย อันวาร์ อิบราฮิม ซึ่งเป็นรัฐมนตรีคลังในปัจจุบันด้วย ได้นำเสนอการพัฒนาความริเริ่มเชียงใหม่ให้เป็น กองทุนการเงินเอเชีย (ASEAN Monetary Fund : AMF) ในการประชุมกับ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และได้รับการตอบรับที่ดี ท่านอันวาร์เข้าใจกลไกนี้ดี เพราะท่านเป็นรัฐมนตรีคลังสมัยเมื่อครั้งลงนามความริเริ่มเชียงใหม่ และได้รับการตอบรับที่ดี จึงเชื่อได้ว่า ถ้าลาวช่วยเป็นประเทศที่สนับสนุนให้มีการขยาย CMI ให้เป็น AMF ก็จะทำให้การดำเนินการเป็นไปได้เร็วขึ้น

บทบาทของประเทศไทยในการช่วยลาว

สถานการณ์ในลาวดูเหมือนจะไม่จบง่าย ๆ สมควรที่ประเทศไทยต้องเล่นบทนำในการวางแผนเฉพาะช่วยเหลือประเทศลาว เพราะลาวเป็นมิตรประเทศที่สำคัญของเรา และปัญหาในลาวเชื่อมโยงกับไทยทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ดีที่สุดสำหรับไทยคือช่วยลาวก้าวข้ามวิกฤตเศรษฐกิจนี้ไปได้โดยเร็วที่สุด

มี 3 เรื่องที่ไทยจะช่วยลาวได้

  • สนับสนุนการท่องเที่ยวของไทย-ลาว

ทำโครงการร่วมกับกระทรวงท่องเที่ยวลาวให้คนไทยไปเที่ยวลาวในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า หรือโครงการร่วมสนับสนุนให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาไทยให้เดินทางไปเที่ยวลาวด้วย

  • จัดการแรงงานลาวให้ทำงานในประเทศไทยอย่างเป็นระบบ

ปีนี้และปีหน้าจะมีคนลาวเข้ามาทำงาน กระทรวงแรงงานน่าจะทำโครงการให้แรงงานลาวเข้ามาทำอย่างเป็นระบบ จัดระเบียบอย่าให้อยู่ในลักษณะลักลอบแบบที่เป็นอยู่ และจัดระเบียบทุกองค์กรอย่าให้มีการเรียกเก็บค่าคุ้มครองแบบที่เป็นอยู่ โครงการตัวอย่าง เช่น นำเข้ามาทำงานในโครงการก่อสร้าง ให้บริษัทผู้จ้างรับผิดชอบ จะเป็นประโยชน์กับไทย ที่ขาดแรงงานจำนวนมาก

  • ประเทศไทยเสนอการเพิ่มของทุนในการเพิ่มขนาดของ CMI และการจัดตั้ง AMF

CMI ความริเริ่มเชียงใหม่ เป็นสัญลักษณ์ของความเดือดร้อนของประเทศไทยในการเผชิญหน้ากับวิกฤตต้มยำกุ้ง และเราได้ปรับกลไกภายในจนแน่ใจว่าเวลาแบบนั้นจะไม่หวนกลับมาอีก ซึ่งก็ถือว่า

การจัดตั้ง CMI จึงเป็นการบ่งบอกเจตนารมณ์ของประเทศไทยที่จะไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นกับประเทศสมาชิก อาเซียน+3 อีก และการสร้างบทบาทนำในครั้งนี้น่าจะเป็นการสร้างความร่วมมือจากประเทศใหญ่ (จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์) และกลาง (ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน) มาช่วยลดความเสี่ยงในการพัฒนาประเทศให้กับประเทศเล็ก (CLMV และติมอร์) ในอนาคตอีกด้วย

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ลาว ไทย-ลาว