“กรุงโซล” รับปากส่งพนง.เช็กห้องน้ำสาธารณะ ป้องกันโรคจิตติดกล้องแอบถ่าย

ภาพบีบีซี

เมื่อวันที่ 3 กันยายน สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ท่ามกลางกระแสโกรธเกรี้ยวของสังคมที่มีต่อการติดกล้องแอบถ่ายภาพลามกต่อเหยื่อผู้หญิงในประเทศเกาหลีใต้ที่มีมากขึ้น ส่งผลให้ทางการกรุงโซลรับปากที่จะส่งพนักงานตรวจเช็กห้องน้ำสาธารณะเป็นประจำทุกวันเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว ทว่า กลุ่มนักรณรงค์เคลื่อนไหวยังไม่พึงใจนักโดยเรียกร้องให้รัฐบาลจัดหามาตรการที่เข้มข้นรัดกุมมากยิ่งขึ้นในการแก้ไขปัญหานี้

สำนักข่าวยอนฮัปรายงานว่า เมื่อวันก่อนทางการกรุงโซลประกาศจะเพิ่มพนักงานในการตรวจตราห้องน้ำสาธารณะที่มีอยู่ 20,554 แห่งทั่วกรุงโซล จากเดิมที่มีอยู่ 50 คน เพิ่มขึ้นเป็น 8,000 คน อย่างไรก็ดี บรรดานักรณรงค์เคลื่อนไหวต่างพากันตั้งคำถามว่าท่าทีล่าสุดของรัฐบาลจะมีประสิทธิผลมากพอหรือไม่ในการจัดการกับปัญหานี้ โดยเห็นว่าสิ่งสำคัญกว่าที่ควรจะต้องดำเนินการคือการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับกล้องแอบถ่ายที่มีอยู่ให้มีความเข้มข้นรัดกุมมากยิ่งขึ้นไปพร้อมกับการปรับปรุงทัศนคติของคนในสังคมที่มีต่อสตรีเพศ


ยู ซึง จิน ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ตอบโต้ความรุนแรงทางเพศในโลกไซเบอร์เกาหลี กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยคือการกำหนดระเบียบกฎเกณฑ์ในการจำหน่ายกล้องแอบถ่ายมากกว่าสิ่งที่กำลังวางแผนทำกันอยู่นี้ และว่า ปรากฏการณ์นี้ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าประเทศยังคงอยู่จมลึกอยู่ในสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาไปไกลในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

“ความเกลียดผู้หญิงเป็นสิ่งที่เด่นชัดมากที่นี่และผู้หญิงยังมักได้รับการปฏิบัติเหมือนเป็นวัตถุทางเพศ” ยู ซึง จิน กล่าว และว่า สิ่งที่จำเป็นตอนนี้คือการให้การศึกษาแก่ประชาชนว่านี่คือความรุนแรงทางเพศในโลกไซเบอร์ ไม่ใช่แค่รูปอนาจาร

รอยเตอร์ระบุว่า ไม่กี่ปีมานี้ทางการเกาหลีใต้พยายามปราบปรามผู้กระทำผิดจากการติดตั้งกล้องแอบถ่ายภาพอนาจารของผู้หญิงในห้องน้ำสาธารณะหรือแอบถ่ายใต้กระโปรงผู้หญิงที่ส่วนมากกลายเป็นคลิปวิดีโอที่มีการแชร์ต่อๆ กันหรือมีการขายต่อให้กับเว็บไซต์ลามกอนาจาร

ขณะที่สำนักข่าวยอนฮัปชี้ว่ากำลังคนในการตรวจตราห้องน้ำเพื่อค้นหากล้องแอบถ่ายภาพอนาจารซึ่งมีอยู่เพียง 50 คนในกรุงโซล ยังไม่เคยตรวจค้นเจอกล้องดังกล่าวเลย ทั้งๆที่มีการรายงานต่อเจ้าหน้าที่ถึงเหตุการณ์ถูกแอบถ่ายในลักษณะดังกล่าวเพิ่มมากขึ้นจาก 2,400 กรณีในปี 2555 เพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 6,500 กรณีในปีที่ผ่านมาก็ตาม

 

 

ที่มา มติชนออนไลน์