เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
SD ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
เศรษฐกิจภูมิภาค เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
ดูทั้งหมด

ชาร์ลส์ที่สาม : เหตุใดกษัตริย์อังกฤษต้องมีพิธีบรมราชาภิเษก

23 เม.ย. 2566 | 19:50น.
พระราชพิธีบรมราชาภิเษก คิงชาร์ลสที่ 3

 

ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า พสกนิกรทั่วสหราชอาณาจักรและผู้คนทั่วโลกจะได้ชมเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่หาได้ยาก ซึ่งมีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 70 ปี หรือเกือบจะหนึ่งศตวรรษเลยทีเดียว

เหตุการณ์นั้นก็คือพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของกษัตริย์อังกฤษพระองค์ใหม่ สมเด็จพระราชาธิบดีชาร์ลส์ที่ 3 ในวันที่ 6 พ.ค. ที่จะถึงนี้

แม้พิธีการส่วนใหญ่จะเป็นไปตามธรรมเนียมในยุคโบราณ โดยรายละเอียดว่าด้วยสิ่งของและวิธีปฏิบัติต่าง ๆ ในพระราชพิธีแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย ตลอดระยะเวลากว่า 1,000 ปีที่ผ่านมาก็ตาม แต่พระราชพิธีนี้ยังคงมีความสำคัญและมีความจำเป็นยิ่งยวดต่อสถาบันกษัตริย์ในสังคมยุคใหม่

ในทางกฎหมายแล้ว แม้เราจะถือว่าสมเด็จพระราชาธิบดีชาร์ลส์ที่ 3 ได้ทรงขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่โดยอัตโนมัติ ในทันทีที่พระราชมารดาเสด็จสวรรคต แต่ราชวงศ์อังกฤษและรัฐบาลสหราชอาณาจักรก็ยังคงต้องจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามธรรมเนียมโบราณ เนื่องจากเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการเริ่มต้นรัชสมัยใหม่อย่างแท้จริง

นอกจากการที่กษัตริย์พระองค์ใหม่ทรงกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตามธรรมเนียมในยุคกลางแล้ว พระราชพิธีบรมราชาภิเษกแบบอังกฤษยังประกอบไปด้วยขั้นตอนอื่น ๆ รวมถึงการประทับบนบัลลังก์เก่าแก่อายุ 700 ปี ซึ่งตั้งอยู่เหนือ “หินแห่งโชคชะตา” (Stone of Destiny) และการเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ตามพระวรกายด้วย

ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์มองว่า พระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั้นคล้ายกับการสมรสหรือพิธีแต่งงานระหว่างคู่บ่าวสาว เพียงแต่ว่าในครั้งนี้กษัตริย์พระองค์ใหม่ทรงอภิเษกสมรสในเชิงสัญลักษณ์กับราชอาณาจักรของพระองค์เอง โดยหลังจากผู้เข้าร่วมพิธี 2,000 คน กล่าวถวายความจงรักภักดีและรับรองฐานะของพระมหากษัตริย์แล้ว จะมีการถวายพระธำมรงค์หรือแหวนประจำองค์พระประมุข ก่อนจะทรงกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณต่อไป

ดร. จอร์จ กรอสส์ หัวหน้าโครงการวิจัยความรู้เกี่ยวกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จากราชวิทยาลัยคิงส์คอลเลจลอนดอน (KCL) บอกว่าพระราชพิธีดังกล่าวเป็นการแสดงออกอย่างเป็นทางการ ถึงพระราชปณิธานอันมุ่งมั่นและแน่วแน่จริงจังต่อพันธกิจหรือบทบาทหน้าที่ในฐานะพระมหากษัตริย์

“การที่ทรงกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณว่า จะทรงเคารพกฎหมายและดำรงความเป็นธรรมด้วยพระเมตตานั้น ถือเป็นพระราชดำรัสที่มีความพิเศษอย่างยิ่ง ในโลกที่ผู้นำของรัฐจำนวนไม่น้อยพากันละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ แต่กษัตริย์อังกฤษกลับทรงต้องกล่าวถ้อยคำเหล่านี้ เพื่อเน้นย้ำว่ากฎหมายเป็นสิ่งพื้นฐานที่มีความสำคัญยิ่ง และการปฏิบัติตามกฎหมายไม่ได้เป็นอุปสรรคขัดขวางหรือขัดแย้งกับบทบาทของกษัตริย์แต่อย่างใด” ดร. กรอสส์ กล่าวอธิบาย

Coronation spoon
Universal History Archive/ Getty Images/ ฉลองพระหัตถ์ช้อนสำหรับพิธีบรมราชาภิเษก ปรากฏอยู่ในบันทึกเครื่องราชกกุธภัณฑ์ครั้งแรกเมื่อปี 1349 โดยระบุว่าเป็น “ของโบราณเก่าแก่” ที่มีมานานก่อนหน้านั้น

ผสานธรรมเนียมโบราณกับความเป็นสมัยใหม่

โดยเนื้อแท้แล้วพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นพิธีกรรมทางศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์เป็นเครื่องหมายกางเขนลงตามจุดต่าง ๆ บนพระวรกาย ทั้งที่พระนลาฏ (หน้าผาก), พระหัตถ์ทั้งสองข้าง, และที่พระอุระ (หน้าอก)

การเจิมนี้เท่ากับยกสถานะของกษัตริย์ให้มีความศักดิ์สิทธิ์เสมือนนักบวช และเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการที่ทรงรับถ่ายทอด “เทวสิทธิ์” (divine right) มาจากพระเจ้า ทำให้ทรงมีพระราชอำนาจในการปกครอง รวมทั้งทรงเป็นผู้นำทางศาสนาและจิตวิญญาณของประชาชน

ดร. เดวิด ทอร์แรนซ์ ผู้เขียนรายงานวิจัยเรื่องพระราชพิธีบรมราชาภิเษกให้กับรัฐสภาของสหราชอาณาจักร บอกว่า “การเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์นี้เป็นพิธีกรรมในนิกายแองกลิกัน หรือในแบบของศาสนจักรอังกฤษนั่นเอง โดยเป็นการถ่ายทอดพระคุณของพระเจ้า (God’s grace) ให้มาสถิตในองค์พระมหากษัตริย์ และเพื่อเป็นการเตือนให้ประชาชนรำลึกไว้เสมอว่า ทรงเป็นประมุขสูงสุดของศาสนจักรอังกฤษที่พวกเขาเคารพนับถือ”

น้ำมันศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้เจิมนั้น มาจากผลมะกอกที่ปลูกและผ่านการปลุกเสกจากนครเยรูซาเลม โดยจะเทจากภาชนะบรรจุลงบนฉลองพระหัตถ์ช้อนสำหรับพิธีบรมราชาภิเษก (coronation spoon) ซึ่งอาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอเบอรี นักบวชผู้มีสมณศักดิ์สูงสุดระดับอัครสังฆราชของศาสนจักรอังกฤษ จะเป็นผู้ถวายการเจิมด้วยตนเอง

Canopy placed over the Queen before she is anointed at her coronation
Keystone/ Getty Images/ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ประทับใต้ผ้าคลุมที่กั้นเป็นเพดานและม่านบังสายตา เพื่อทรงรับการเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อปี 1952

ดร. เอเลนา วูดแคลร์ ผู้อำนวยการเครือข่ายศึกษาสถาบันกษัตริย์ (Royal Studies Network) บอกว่าการเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์จะทำภายใต้ผ้าคลุมที่กั้นให้คล้ายเพดานและม่านบังสายตา เนื่องจากกษัตริย์จะทรงเพียงฉลองพระองค์ผ้าขาวบางชั้นใน ทั้งยังถือเป็นพิธีกรรมส่วนพระองค์ระหว่างกษัตริย์กับพระเจ้าที่สามัญชนไม่ควรเห็น และหากมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ กล้องก็จะไม่จับภาพพระราชพิธีในช่วงนี้

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม พิธีเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ในรัชกาลปัจจุบันได้ถูกปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับค่านิยมของยุคสมัย โดยไม่ได้ใช้น้ำมันศักดิ์สิทธิ์ที่เหลือจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในรัชกาลก่อน เนื่องจากมีส่วนผสมของชะมดเช็ดและอำพันทะเล หรือที่เรียกว่าอาเจียนของวาฬสเปิร์ม ซึ่งขัดกับค่านิยมพิทักษ์สิทธิสัตว์และการบริโภคมังสวิรัติของคนรุ่นใหม่

น้ำมันเจิมศักดิ์สิทธิ์บางส่วนจึงถูกสกัดขึ้นอีกครั้ง จากผลมะกอกที่ปลูกในอารามแมรี แม็กดาลีน ของนครเยรูซาเลม ซึ่งเป็นที่ฝังพระศพของเจ้าหญิงอลิซแห่งแบตแทนเบิร์ก พระอัยกี (ย่า) ผู้เป็นพระมารดาของเจ้าชายฟิลิป

ดร. วูดแคลร์บอกว่า “พระราชพิธีบรมราชาภิเษกนับเป็นโอกาสอันดีของกษัตริย์พระองค์ใหม่ ที่จะทรงผสานธรรมเนียมโบราณเก่าแก่ที่มีมายาวนานเข้ากับความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย โดยใช้ประโยชน์จากความเข้มขลังของราชประเพณีแบบดั้งเดิม เพื่อปูทางไปสู่การสร้างอนาคต”

Consecration of coronation oil
Patriarchate of Jerusalem and Buckingham Palace/ น้ำมันศักดิ์สิทธิ์มาจากผลมะกอกที่ปลูกและผ่านการปลุกเสกจากนครเยรูซาเลม

คนอังกฤษคิดเห็นอย่างไรกับพิธีราชาภิเษก

เกรแฮม สมิธ ตัวแทนของกลุ่มรีพับลิก (Republic) ซึ่งเป็นกลุ่มรณรงค์เพื่อให้สหราชอาณาจักรมีประมุขของรัฐที่มาจากการเลือกตั้ง ตั้งคำถามว่าสมควรหรือไม่ที่มีการจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นการสืบทอดธรรมเนียมโบราณเพียงเท่านั้น

“พิธีนี้มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาสาระและระดับความใหญ่โตของงานแทบทุกครั้ง จนผู้คนจำไม่ได้แล้วว่าครั้งล่าสุดนั้นเป็นอย่างไร ดังนั้นธรรมเนียมประเพณีโบราณจึงไม่ได้มีความหมายสำคัญอะไรกับใครทั้งสิ้น” นายสมิธกล่าว “พิธีราชาภิเษกไม่มีคุณค่าอะไรเมื่อคำนึงถึงรัฐธรรมนูญที่เป็นหลักในการปกครอง มันไม่จำเป็นเลย และถึงเราไม่จัดพิธีนี้ชาร์ลส์ก็ยังได้เป็นกษัตริย์อยู่ดี”

สิ่งที่นายสมิธได้กล่าวไว้นั้นมีเค้ามูลความจริงอยู่พอสมควร เช่นในอดีตพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ก็เคยขึ้นครองราชย์และสละราชสมบัติไป ก่อนที่จะได้ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเสียด้วยซ้ำ ปัจจุบันกษัตริย์ราชวงศ์ต่าง ๆ ของยุโรป ก็ได้ล้มเลิกการจัดพิธีดังกล่าวไปนานหลายปีแล้ว

ผลการสำรวจความคิดเห็น YouGov หรือยูกอฟโพลครั้งล่าสุด ชี้ว่ามีพลเมืองสหราชอาณาจักรถึง 48% ที่บอกว่าไม่สนใจหรือคาดว่าจะไม่ติดตามชมการถ่ายทอดสดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในครั้งนี้ ส่วนผลการสำรวจความคิดเห็นอีกครั้งหนึ่งที่ทำขึ้นตอนพิธีเฉลิมฉลองการครองสิริราชสมบัติครบรอบแพลทินัมของควีนเมื่อปีที่แล้ว ชี้ว่าคนอังกฤษ 6 ใน 10 ราย แม้จะสนับสนุนสถาบันกษัตริย์ แต่ก็รู้สึกว่าพระราชวงศ์มีความสำคัญต่อประเทศชาติน้อยลงกว่าเดิม เมื่อเทียบกับตอนที่ควีนเพิ่งเสด็จขึ้นครองราชย์ใหม่ ๆ ในปี 1952

Crowds line the streets as the Queen's hearse drives past
Getty/ SOPA Images/ ผู้คนจำนวนมากในกรุงลอนดอน มาเฝ้าถวายความเคารพขบวนอัญเชิญพระบรมศพของควีน

สตีเฟน อีแวนส์ ประธานผู้บริหารของสมาคม National Secular Society บอกว่าสภาพการณ์ทางศาสนาและความเชื่อทางจิตวิญญาณของชาวอังกฤษเปลี่ยนแปลงไปมาก จนพิธีกรรมแบบนิกายแองกลิกันอาจดูแปลกแยกไปจากสภาพความเป็นจริงของสังคมอังกฤษยุคใหม่ ที่มีความแตกต่างหลากหลายทางศาสนามากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ดร. ทอร์แรนซ์ กล่าวแย้งในประเด็นนี้ว่า “ผลสำรวจทางสถิติชี้ว่า ทุกวันนี้ผู้คนในกรุงลอนดอนพากันเข้าโบสถ์ของศาสนจักรอังกฤษมากขึ้น ในตอนที่ควีนเสด็จสวรรคตผู้คนต่างให้ความสนใจต่อพิธีกรรมทางศาสนา จนทางสำนักพระราชวังยังประหลาดใจต่อการตอบสนองของประชาชนที่คาดไม่ถึง หากสามารถทำให้พระราชพิธีบรมราชาภิเษกในครั้งนี้มีความเป็นสากลและมีความเป็นนิกายแองกลิกันน้อยลง ก็อาจดึงความสนใจจากสังคมที่มีความหลากหลายทางความเชื่อได้”

พิธีราชาภิเษกแห่งศตวรรษที่ 21 ?

ศาสตราจารย์ แอนนา ไวต์ล็อก ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสถาบันกษัตริย์ยุคใหม่ มองว่าการปรับเปลี่ยนพระราชพิธีบรมราชาภิเษกให้มีความทันสมัยนั้น ยังคงมีอุปสรรคใหญ่ในเรื่องของศาสนา เพราะหัวใจสำคัญของพิธีกรรมนี้คือการที่กษัตริย์ทรงปฏิญาณว่า จะทรงพิทักษ์รักษาและอุปถัมภ์บำรุงศาสนจักรแห่งอังกฤษ ซึ่งมีสถานะพิเศษเหนือความเชื่ออื่น ๆ ในดินแดนเดียวกัน

“แม้ที่ผ่านมาจะมีความเปลี่ยนแปลงบ้าง ในเรื่องของการจำกัดจำนวนแขกรับเชิญให้น้อยลง เลือกเชิญผู้เข้าร่วมพิธีที่มีภูมิหลังหลากหลายมากขึ้น หรือการทำดนตรีประกอบที่มีความเป็นสมัยใหม่มากขึ้น แต่นั่นก็เป็นเพียงความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยผิวเผินในเรื่องของรูปแบบภายนอกหรือสไตล์เท่านั้น”

ศ. ไวต์ล็อกยังมองว่า ความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงในประเด็นนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีการปฏิรูปครั้งใหญ่ที่อาจต้องปรับเปลี่ยนสถานะเสมือนศาสนาประจำชาติของนิกายแองกลิกัน หรืออาจต้องมีการลงประชามติเรื่องสถาบันกษัตริย์ ซึ่งดูแล้วไม่น่าจะเป็นไปได้เลยในอนาคตอันใกล้นี้

“ความชอบธรรมของสถาบันกษัตริย์อยู่ที่การสืบทอดบัลลังก์กันมายาวนานอย่างไม่ขาดสาย ดังนั้นหากเจ้าชายวิลเลียมเกิดอยากจะล้มเลิกพิธีราชาภิเษกในรัชสมัยของพระองค์ ผู้คนก็จะมองว่าทรงทำเกินไปและถือเป็นการบ่อนทำลายสถาบันกษัตริย์ในอีกทางหนึ่ง สังคมอังกฤษในปัจจุบันยังไปไม่ถึงขั้นนั้น” ศ. ไวต์ล็อกกล่าว

Charles at the state opening of parliament in 2022
WPA Pool/ คาดว่าจะมีผู้ได้รับเชิญเข้าร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 2,000 คน ซึ่งน้อยกว่าสมัยของรัชกาลก่อนถึง 4 เท่าตัว

ด้านดร. กรอสส์ แสดงความเห็นว่า พระราชพิธีบรมราชาภิเษกในครั้งนี้มีความเป็นสมัยใหม่ โดยแสดงออกซึ่งความพยายามที่จะคำนึงถึงความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่เศรษฐกิจตกต่ำและข้าวยากหมากแพง ทำให้มีการลดจำนวนแขกรับเชิญผู้เข้าร่วมพระราชพิธีลง จนเหลือเพียง 1 ใน 4 ของพิธีที่จัดขึ้นในสมัยของควีนเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม การตัดลดค่าใช้จ่ายในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ โดยพระเจ้าจอร์จที่ 6 ได้ทรงเคยทำมาแล้ว เมื่อต้องเสด็จขึ้นครองราชย์ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ทั่วโลก (The Great Depression)

ในครั้งนี้ชาวอังกฤษจึงยังส่งเสียงโอดครวญ เมื่อรัฐบาลไม่อาจเปิดเผยตัวเลขค่าใช้จ่ายของพระราชพิธี ที่คาดว่ายังสูงอยู่ถึงหลายล้านปอนด์ โดยคนจำนวนไม่น้อยมองว่าเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ ในภาวะที่พลเมืองของสหราชอาณาจักรกำลังลำบากจากปัญหาค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก

หมายเหตุ : ข่าวบีบีซีไทยที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจ เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว