ครีมไม่มี อย. “ของก๊อป” โจ่งแจ้งเกลื่อนออนไลน์

คอลัมน์ ชั้น 5 ประชาชาติ

โดย สร้อย ประชาชาติ

เป็นปกติของช่วงโค้งท้ายปี ที่เหล่าอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ จะทุ่มงบประมาณด้านการตลาดแบบทุ่มไม่อั้น พร้อม “เผาเงินทิ้ง” เพื่อดึงกำลังซื้อ อย่างล่าสุดในแคมเปญ 9.9 เมื่อกันยายนที่ผ่านมา “ลาซาด้า” ประกาศความสำเร็จสำคัญคือ “แบรนด์ทั้งหมดใน LazMall สามารถสร้างยอดขายเฉลี่ยที่เพิ่มสูงขึ้นกว่า 37 เท่าจากช่วงเวลาปกติ” ส่วน “ช้อปปี้” ประเทศไทย ยอดขายเติบโตกว่า 480 เท่า เมื่อเทียบกับวันปกติ

แต่กลยุทธ์การตลาดปีนี้เห็นชัดว่า “เกม” ถูกใช้เพื่อดึงผู้ซื้อเข้าร่วมกิจกรรมก่อนที่จะแจกส่วนลด จึงไม่ใช่ผู้ใช้งานทุกคนจะได้ซื้อของถูก และการจัดลดราคาเฉพาะช่วงเวลา “flash sale” เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภครู้สึกว่า “ต้องรีบซื้อ” เดี๋ยวจะไม่ได้ราคาถูก แต่จริง ๆ แล้ว ซื้อในช่วงเวลาปกติได้ราคาถูกกว่า รวมถึงมีกรณีที่ลดราคาต่ำร้อยบาท เพื่อดึงดูด แต่ปรากฏว่า คุณภาพสินค้าย่ำแย่ แม้จะคืนเงินได้ แต่เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายและเวลาที่ต้องเสียไป ลูกค้าเกือบทั้งหมดเลือกจะ “แค่รีวิวบ่น”

และหากมีผู้บริโภครายใด “หลงกล” กับคำว่า flash sale ก็จะมีเหยื่อรายใหม่เกิดขึ้นอีก

Advertisment

แน่นอนว่า มองในแง่หนึ่งก็อาจจะเป็น “หน้าที่” ของผู้บริโภคที่จะต้องพึงระมัดระวัง แต่อีกแง่หนึ่งก็อาจจะสร้าง “ภาพจำ” ถึงความ “จริงใจ” ของแต่ละแบรนด์

แต่สิ่งที่น่าตกใจมากกว่าคือ กลับมีสิ่งของที่เห็นได้ชัดว่า “ผิดกฎหมาย” เกลื่อนไปหมด ง่าย ๆ ก็เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋าที่เป็น “ของก๊อป” แม้ส่วนใหญ่ดูรูปแบบการขาย ดูราคาก็พอจะรู้ได้ว่า “ก๊อบปี้” แน่นอน และการนำไปใช้งานก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยมากนัก แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ “ประเทศไทย” อยู่ในบัญชีประเทศที่ต้องจับตามอง (watch list : WL 1) ของสหรัฐอเมริกา โดยในรายงาน Notorious Markets ปี 2562 ได้ชี้ไปถึงปัญหาบน “ตลาดออนไลน์” ของไทย

แต่ที่น่าจะกระทบกับสุขภาพอนามัยของผู้บริโภคมากคือ เครื่องสำอางผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่าง ๆ ซึ่งมีทั้งที่ “ปลอมแท้ ๆ” เพราะขายราคาถูกจนไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะเป็นของแท้ กับ “ปลอม” แต่ขายในราคา “ของแท้” ที่ลดราคา ซึ่งลูกค้าจะไม่มีวันรู้ได้เลย หากไม่ได้ใช้งานในสินค้านั้นประจำและได้รับสินค้าที่ส่งมาถึงมือแล้วเท่านั้น

และที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีอยู่มากและถูกดึงเข้าแคมเปญโปรโมต คือบรรดา “ครีมกระปุก” ครีมหลอด ครีมซอง
ที่ไม่มีทั้งชื่อผู้ผลิต ส่วนผสม และแน่นอน ไม่มี “อย.” ซึ่งกระทบกับผู้บริโภคแน่ ๆ เพราะถ้าของ “ดีจริง” ผู้คิดค้นคงกล้าประกาศตัวต่อสาธารณะ

Advertisment

หลายครั้งเมื่อมีโอกาสสอบถามไปยังผู้บริหารอีมาร์เก็ตเพลซรายใหญ่ทั้งหลาย ก็มักจะได้คำตอบว่ามีทีมคอยมอนิเตอร์อยู่ตลอดเวลาเพื่อป้องกันปัญหานี้ แต่อาจจะมีหลุดรอดไปได้เพราะมีสินค้า “มหาศาล” อยู่บนแพลตฟอร์ม

แต่การถูกดึงเข้า “flash sale” เจ้าของแพลตฟอร์ม “ต้องรู้ต้องเห็น” ถึงความมีอยู่ของสินค้า และยังเห็นดีเห็นงามที่จะใช้โปรโมตดึงยอดขายจะว่าไปสินค้าเหล่านี้ก็เหมือน fake news ที่คนทั่วไปที่ไม่รู้เท่าทันก็ตกเป็นเหยื่อหลงเชื่อ เพราะคิดว่า ขายบนออนไลน์ของ “แพลตฟอร์มใหญ่” ก็น่าจะคัดกรองมาแล้ว และถ้าขายได้โจ่งแจ้งอย่างงี้แปลว่า “ภาครัฐไม่ว่าอะไร”

คำถามต่อไปคงต้องส่งไปถึงผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองว่า ลุกมาจัดการกับ fake news ได้แล้วสินค้าประเภท “ใช้แล้วแย่ กินแล้วตาย” จะปล่อยให้เฉิดฉายบนโลกออนไลน์ต่อไปเรื่อย ๆ แบบนี้หรือ