ปมขัดแย้ง NUSA วิษณุ เทพเจริญ-ประเดช กิตติอิสรานนท์ ‘หุ้นวินด์’ เกี่ยวอย่างไร

ความขัดแย้ง NUSA WEH

ความขัดแย้งครั้งใหม่เกิดขึ้นที่หุ้นวินด์มีเอี่ยว เมื่อสองผู้บริหารหลักแห่ง บริษัท ณุศาศิริ จำกัด (มหาชน) หรือ NUSA ได้แก่ นายวิษณุ เทพเจริญ ผู้ก่อตั้ง NUSA กับนายประเดช กิตติอิสรานนท์ ผู้บริหารจากบริษัทพลังงานรายใหญ่ จากวินด์ เอ็นเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง หรือ WEH ที่เพิ่งเข้ามาถือหุ้นใหญ่ของ NUSA ที่เริ่มส่อเค้าความขัดแย้งจนเป็นข่าวดังบนหน้าสื่อและวงการหุ้น ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

นายวิษณุ เทพเจริญ ประธานกรรมการบริษัท บริษัท ณุศาศิริ จำกัด (มหาชน) และ นางศิริญา เทพเจริญ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด บริษัท ณุศาศิริ จำกัด (มหาชน) จึงได้แถลงเปิดเผยข้อมูล ข้อเท็จจริงในประเด็นที่สังคมกำลังรอคอยคำตอบ

รวมถึงปมการบริหารองค์กรที่ไม่สามารถประสานกันได้ ของ “กลุ่มนายวิษณุ เทพเจริญ และ กลุ่ม นายประเดช กิตติอิสรานนท์  ในการบริหาร ณุศาศิริฯ” พร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงและเปิดเผยทุกข้อสงสัย

ปลด “ณัฐพศิน เชฎฐ์อุดมลา” จาก WEH พ้น CEO

ประเด็น : เหตุยื่นขอเปิดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น  NUSA ตามมาตรา 100 ตาม พ.ร.บ.มหาชนฯ ของ บริษัท ธนา พาวเวอร์ นั้น  ไม่เป็นไปตาม ม.100 จึงขอยกเลิกสัญญายืมตัวพนักงานและให้บริการสนับสนุนระหว่าง NUSA กับ WEH ของ ‘ณัฐพศิน เชฎฐ์อุดมลาภ’  พ้นตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ แต่งตั้ง ‘วิษณุ เทพเจริญ’ ขึ้นรักษาการแทน

คำชี้แจง : ตามที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ชี้แจงมติการแต่งตั้งรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NUSA  เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2566 นายวิษณุขอชี้แจงในแต่ละประเด็นตามที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้สอบถาม ดังนี้

1. มติคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 8/2566 ประชุมเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2566 อนุมัติ ‘การทำสัญญายืมตัวพนักงานและให้บริการสนับสนุน’ ระหว่าง NUSA กับ WEH ลงวันที่ 3 ตุลาคม 2566 ตามที่คณะกรรมการบริหารบริษัท เห็นชอบ และเสนอคณะกรรมการบริษัท เนื่องจากเป็นรายการเกี่ยวโยงกัน

โดยในสัญญาดังกล่าวได้ระบุในภาคผนวกที่ 1 กำหนดให้นายณัฐพศิน เชฎฐ์อุดมลาภ ดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ตามสัญญานิยามของงานในสัญญาดังกล่าว

2. นับจากระยะเวลาข้างต้น คณะกรรมการบริหารของบริษัท ได้ตรวจสอบการทำสัญญายืมตัวพนักงาน และให้บริการสนับสนุน ระหว่าง NUSA กับ WEH พบว่า ไม่มีข้อระบุความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่เป็นการส่วนตัวของนายณัฐพศิน เชฎฐ์อุดมลาภ (บริษัทมิได้มีสถานะเป็นนายจ้างของนายณัฐพศิน เชฎฐ์อุดมลาภ) อีกทั้ง ผู้แทนลงนามในสัญญาเป็นตัวของนายณัฐพศิน เชฎฐ์อุดมลาภเอง

ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการบริหารบริษัทจึงมีข้อกังวลถึงการรักษาผลประโยขน์ของนักลงทุนรายย่อย เนื่องจากการปฎิบัติหน้าที่ของนายณัฐพศิน เชฎฐ์อุดมลาภ กรณี หากเกิดความเสียหายกับทางบริษัท โดยที่สัญญามิได้กล่าวถึงความรับผิดชอบเป็นการส่วนตัวของผู้ปฎิบัติหน้าที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซึ่งเป็นความเสี่ยงอย่างมากในการปฎิบัติหน้าที่ของประธานเจ้าหน้าที่บริหารที่ไม่มีกลไกควบคุมความรับผิดชอบ

3. ตามกฎบัตรการพิจารณาสรรหาผู้บริหารระดับสูงเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการบริษัทซึ่งผ่านคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน ดังนั้น นายณัฐพศิน เชฎฐ์อุดมลาภ จึงเข้าปฏิบัติหน้าที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โดยไม่ถูกขั้นตอนของบริษัทเพราะมิได้ผ่านการสรรหา อีกทั้งบริษัทมิได้มีสถานะเป็นนายจ้างของนายณัฐพศิน เชฎฐ์อุดมลาภ อีกด้วย

4. สำหรับการแจ้งข่าวสารสนเทศผ่านระบบตลาดหลักทรัพย์ฯ การแต่งตั้งนายวิษณุ เทพเจริญ ดำรงตำแหน่ง รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2566 โดยไม่ได้มีการแจ้งการพ้นตำแหน่งของนายณัฐพศิน เชฎฐ์อุดมลาภ

เนื่องจากคณะกรรมการบริหารของบริษัท มีความจำเป็นต้องตรวจสอบเนื้อหาสัญญาอย่างละเอียดถี่ถ้วน และเพื่อเป็นการคุ้มครองผู้ถือหุ้นรายย่อย รวมถึงบริษัทได้ส่งหนังสือยกเลิกสัญญาไปยังบริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2566 ซึ่งบริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด ได้รับหนังสือด้วยชอบแล้ว

ดังนั้น ขอแจ้งการพ้นตำแหน่งของ นายณัฐพศิน เชฎฐ์อุดมลาภ ตั้งแต่วันที่ยุติสัญญา ซึ่งคณะกรรมการบริษัท ได้มีมติรับทราบการยกเลิกสัญญาระหว่าง บมจ. ณุศาศิริ กับ บจ.วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง ฉบับลงวันที่ 3 ต.ค. 2566 และมีมติเสียงข้างมากให้แต่งตั้งนายวิษณุ เทพเจริญ ดำรงตำแหน่ง รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2566 ในคราวประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 12/2566

ฟ้องเหตุขายทรัพย์ต่ำกว่าราคาตลาด

ประเด็น : นายประเดช นำทีม 6 กรรมการ NUSA เป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัทและกรรมการบริหารอีก 7 คนของฝั่งนายวิษณุ ด้วยข้อหาสนับสนุนให้ผู้บริหารเทขายทรัพย์สินบริษัทล็อตใหญ่ 6 รายการมูลค่ากว่า 1.1 หมื่นล้านบาท หรือเกือบ 70% ของทรัพย์สินทั้งหมด โดยไม่มีอำนาจและแผนรองรับที่ชัดเจน ชี้ละเมิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ พร้อมขอให้ศาลสั่งเพิกถอนมติขายทรัพย์สินดังกล่าว

โดยฝั่งโจทก์ที่ยื่นฟ้องบริษัท ประกอบด้วย 1.นายประเดช กิตติ อิสรานนท์ 2.นายณัฐพศิน เชฎฐ์อุดมลาภ 3.นายไพโรจน์ ศิริรัตน์ 4.นายมานพ ถนอมกิตติ 5.นายนพพล มิลินทางกูร และ 6.นายชาติชาย พยุหนาวีชัย เป็น

และฝั่งจำเลยที่ถูกฟ้อง ประกอบด้วย 1.บริษัท ณุศาศิริ จำกัด (มหาชน) 2.นายวิษณุ เทพเจริญ 3.นายสมพิจิตร ชัยชนะจารักษ์ 4.นางศิริญา เทพเจริญ 5.นายสมคิด ศริ 6.นางสิรินงคร์นาถ เพรียวพานิช 7.นายพิบูลย์ วรวรรณปรีชา และ 8.นายธีรธัช โปษยานนท์

ชี้แจง : ตามที่มีข่าวปรากฏตามสื่อว่าบริษัทจะขายทรัพย์ทรัพย์สินในราคาต่ำ เช่น โครงการเลเจนด์ ณุศา มันนี่ และชีวานีพัทยา ราคาประเมิน 5,105 ล้านบาท แต่ขาย 845.36 ล้านบาท นายวิษณุชี้แจงว่า ข้อเท็จจริงไม่เป็นไปตามข่าวแต่อย่างใด

โดยได้ขอมติบอร์ดไว้ว่าทรัพย์สินที่จะนำออกขายทั้ง 6 รายการ “ให้ขายได้ไม่ต่ำกว่าราคาตลาดหรือมูลค่าทางบัญชี หรือราคาใดราคาหนึ่งที่มีมูลค่าสูงกว่า” จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะนำทรัพย์สินราคาสูงมาขายในราคาต่ำ

อีกทั้งการขายทรัพย์สินทั้ง 6 รายการ เป็นการขออนุมัติในหลักการเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในทางปฏิบัติเท่านั้น  ไม่ได้เป็นการขายทรัพย์สินทั้งหมด เพราะการขายทรัพย์สินเพียง 1-2 รายการก็เพียงพอชำระหนี้สำหรับปีหน้าประมาณ 2,450 ล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้ค้างก่อสร้างประมาณ 2,000 ล้านบาท และหุ้นกู้ครบกำหนดอีก 450 ล้านบาท รวมถึงสามารถทำให้บริษัท Turnaround ได้แล้ว

นายวิษณุกล่าวว่า พร้อมที่จะพูดคุยกับนายประเดชเพื่อปรับความเข้าใจเรื่องการขายทรัพย์สินมูลค่า 1.1 หมื่นล้าน โดยเฉพาะหุ้น WEH ที่ 7.12% หรือคิดเป็นมูลค่าทางบัญชี ณ วันที่ 30 กันยายน 2566 อยู่ประมาณ 3,000 กว่าล้านบาทที่อาจเป็นชนวนที่ทำให้นายประเดชไม่พอใจนั้น

ปัจจุบันเป็นเพียงการประเมินราคาทรัพย์สิน ส่วนกระบวนการฟ้องกลับนั้นก็ยังคงดำเนินการต่อแน่นอน เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นกระทบต่อชื่อเสียงทั้งของ NUSA และตระกูลเทพเจริญ

“ขอแจ้งให้ทราบว่ามีความความตั้งใจอย่างเต็มที่ที่จะขายทรัพย์สินให้ได้ราคาที่ดีที่สุด เพื่อพลิกฟื้นบริษัทฯให้กลับมามีกำไร และไม่ได้มีการทุจริตใดๆทั้งสิ้น เพราะผู้บริหารได้สร้างบริษัทนี้มากับมือ 20 ปี ไม่มีความคิดที่ไม่ดีให้กับบริษัทที่สร้างมา มีแต่ความตั้งใจจริงที่จะทำให้บริษัทพลิกกลับมาอีกครั้ง“ นายวิษณุกล่าว

ปมซื้อโรงแรม Panacee Grand Roemerbad เยอรมัน

ประเด็น : NUSA ตั้งใจจะซื้อโรงแรม Panacee Grand Roemerbad ในช่วงนี้

ชี้แจง : ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงและบิดเบือน เพราะได้มีการซื้อโรงแรมดังกล่าวตั้งแต่ก่อนช่วงเกิด COVID-19 และก่อนมีการออกหุ้นเพิ่มทุนเพื่อแลกหุ้นกับผู้ถือหุ้น WEH และก่อนที่กลุ่มนี้จะเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท โดยมีการขออนุมัติบอร์ดซื้อในราคา 20 ล้านยูโร หรือ 740 ล้านบาท

ซึ่งขณะนั้นมีการสนับสนุนราคาที่จะซื้อจากการประเมินทรัพย์สินของที่ปรึกษาการเงินอิสระ ที่ประเมินมูลค่าทรัพย์สินที่ซื้อไม่ต่ำกว่า 20 ล้านยูโร บริษัทจึงเข้าทำรายการผ่านหลักเกณฑ์และกฎหมายที่เกี่ยวข้องทุกประการ

อีกทั้งยังขออนุมัติซื้อมานานแล้ว และได้โอนกรรมสิทธิ์มาเป็นของบริษัทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การชี้แจงข่าวในตลาดหลักทรัพย์ฯเป็นการชี้แจงตามประเด็นที่ตลาดมีข้อสงสัยจากหมายเหตุประกอบงบฯเท่านั้น ไม่ได้ยืนยันเรื่องการซื้อขายแต่อย่างใด

สำหรับเหตุผลในการซื้อที่เยอรมัน เนื่องจากนวัตกรรมการรักษาด้วย stemcell ของเยอรมันไปไกลมาก สามารถรักษาโรคได้ไม่ว่าจะเป็น เบาหวาน มะเร็ง (ลดการใช้เคมี) หลอดเลือด จึงมองเห็นว่าเป็นโอกาสในการขยายธุรกิจที่มีอยู่ด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (โรงพยาบาลพานาซี)

ทั้งยังได้มีการทำสนธิสัญญากับทางประเทศจีน ว่าถ้าหากที่เยอรมันเปิด จะมีการส่งลูกค้าคนไข้ไปรักษาที่เยอรมันโดยได้มีการทำสัญญาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นการการันตีรายได้ล่วงหน้า ที่ผ่านการประเมิน จึงเห็นสมควรในการซื้อ

โดยในไตรมาส 4 ของปี 2566 พานาซี ได้วางเป้าหมายทางธุรกิจของพานาซี ว่าจะสามารถก้าวเติบโตกว่า 30 %  ทั้งในประเทศไทย และกำลังขยายรุกเข้าไปดำเนินกิจการในประเทศจีน ในหลายหัวเมืองใหญ่ และรุกตลาดไปสู่ประเทศแถบตะวันออกกลาง ด้วยความโดดเด่นของโรงพยาบาลพานาซีในด้านสเต็มเซลล์

ทั้งจากการเปิดศูนย์รักษามะเร็งแบบบูรณาการ เพิ่มประสิทธิภาพจากการรักษาด้วย Tumor board ของทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพที่ร่วมกันกำหนดแนวทางในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง ประกอบกับชาวต่างชาติเข้ามารักษาโรคกลุ่ม NCDs อาทิ เบาหวาน หลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอง ด้วย Stem Cell มากขึ้น


ปัจจุบันภาพรวมสัดส่วนจำนวนผู้รับบริการชาวต่างชาติ 20-30% จากจำนวนรวมทั้งหมด และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีเป้าหมายขยายตลาดผู้รับบริการเล็งเปิดบริการ 20 สาขา ภายใน 3 ปีนี้ทั้งในกลุ่มประเทศอาหรับ และกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน CLMV โดยมุ่งเน้นการรักษามะเร็งแบบบูรณาการ และการรักษาเบาหวานด้วย Stem Cell ที่ได้รับมาตรฐานจากเยอรมันนี ที่จะทำให้พานาซีแตกต่างจากที่อื่น