เฝ้าระวังส่งออกไทยปี 2567 สรท.คาดโต 2% วอนรัฐออกซอฟต์โลนช่วย SMEs

ส่งออกไทย
ภาพจาก : freepik

สภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือ เผยส่งออกไทยปี 2567 โต 2% ต้องเฝ้าระวังปัจจัยกระทบปัญหาทะเลแดง ราคาน้ำมัน ค่าเงินบาท ชี้ส่งออกมกราคมยังไปได้ดีจับตาหลังตรุษจีน หวั่นเจอปัจจัยเสี่ยง วอนรัฐออกมาตรการซอฟต์โลนช่วยผู้ประกอบการเพิ่มสภาพคล่อง

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2567 นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า สรท.วางเป้าหมายการทำงานปี 2567 ผลักดันการส่งเสริมไทยเติบโต 1-2% หรือมีมูลค่า 287,396-290,241 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีปัจจัยเฝ้าระวังที่อาจส่งผลกระทบการส่งออกไทยในปีนี้ด้วย แต่ทั้งนี้ มั่นใจว่าการส่งออกเดือนมกราคม 2567 จะมีมูลค่า 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นไปในทิศทางที่ดี

ชัยชาญ เจริญสุข
ชัยชาญ เจริญสุข

ขณะที่เดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2567 คาดว่ามีมูลค่า 21,000-22,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในเดือนกุมภาพันธ์ ส่วนมีนาคมยังต้องติดตามโดยเฉพาะภายหลังเทศกาลตรุษจีนจะมีผลต่อความต้องการสินค้า และการผลิตสินค้าของจีน รวมไปถึงปัญหาทะเลแดงยังมีวงจำกัด อย่างไรก็ดี ส่วนปัญหาค่าระวางเรือ ยังคงทรงตัว แต่จากนี้คงจะมีปัญหาในเรื่องของการจองบุ๊กกิ้งในการส่งออกสินค้าที่อาจจะลำบากขึ้น

เปิดปัจจัยกระทบส่งออก

ทั้งนี้ สภาผู้ส่งออกได้คาดปัจจัยที่มีผลต่อการส่งออกในปี 2567 ได้แก่

1) การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ปรับตัวอ่อนค่าเล็กน้อย โดยค่าเงินบาทเคลื่อนตัวอยู่ในกรอบ 34-35 บาท และยังคงมีความไม่แน่นอนสูง

2) อัตราดอกเบี้ยนโยบายหลายประเทศยังคงทรงตัวระดับสูง ธนาคารกลางสหรัฐยังคงดอกเบี้ยนโยบายต่อ คาดว่าจะมีการปรับในช่วงเดือนพฤษภาคม ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกยังคงทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง ประกอบกับสถานการณ์ทะเลแดงอาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมัน ซึ่งจะส่งผลให้สินค้าอุปโภคและบริโภคปรับสูงขึ้น นำไปสู่เงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้น

3) ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อส่งผลกระทบต่อการค้าและเศรษฐกิจโดยรวม โดยเฉพาะสถานการณ์วิกฤตในทะเลแดง (Red sea) บริเวณช่องแคบบับ อัล-มันเดบ (Bab el-Mandeb Strait) ซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งสินค้าหลักไปทวีปยุโรป สหรัฐอเมริกาและตะวันออกกลาง ส่งผลให้ค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้นและใช้ระยะเวลาการขนส่งสินค้านานขึ้น รวมถึงความขัดแย้งอื่น ๆ อาทิ รัสเซีย ยูเครน ทะเลจีนใต้ ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง

4) ดัชนีภาคการผลิต (PMI) สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ณ ระดับ 50.3, 46.6 และ 48 ตามลำดับ มีแนวโน้มภาคการผลิตดีขึ้น แต่ต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด หลายประเทศยังขยายตัวต่ำกว่าระดับ Base Line โดยเฉพาะกลุ่มประเทศยุโรปยังคงต่ำกว่าระดับ Base Line ต่อเนื่องกว่า 8 เดือน

5) ความกังวลเรื่องต้นทุนภาคการผลิตที่ยังมีความไม่แน่นอน อาทิ ค่าไฟฟ้า ค่าแรงขั้นต่ำ และค่าระวางเรือเส้นทางยุโรป ตะวันออกกลาง สหรัฐ เริ่มปรับตัวสูงขึ้น เป็นต้น

แนะส่งออก

เพื่อให้การส่งออกขยายตัวตามเป้าหมาย สรท. มีข้อเสนอแนะสำคัญ ประกอบด้วย

1) พิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์เงินเฟ้อในปัจจุบัน รวมถึงกำกับดูแลเพื่อลดช่องว่าง (Spread) อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเงินกู้และเงินฝาก

2) เร่งสนับสนุนมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและกระบวนการผลิตเพื่อรองรับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่จะมีความเข้มข้นมากขึ้นในปีนี้

3) เร่งรัดการจัดกิจกรรมส่งเสริมการส่งออกในตลาดเป้าหมายที่สำคัญ รวมถึงเร่งการเจรจาการค้าเสรี (FTA) อาทิ ไทย-EFTA และไทย-GCC เพื่อสร้างแต้มต่อและลดอุปสรรคในการเข้าถึงตลาดและแหล่งวัตถุดิบให้ผู้ประกอบการไทย

4) สถานการณ์ปัญหาการโจมตีเรือพาณิชย์ในพื้นที่ทะเลแดง ผู้ประกอบการส่งออกร้องขอให้มีการเรียกเก็บค่าระวางและค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจริง ทยอยปรับขึ้นแบบขั้นบันได แจ้งให้ทราบล่วงหน้า และขอให้สายเรือเจรจากับท่าเรือเพื่อขอขยายระยะเวลา Free Time ในท่าเรือ เป็น 21 วัน (จากปกติ 3-7 วัน) เพื่อลดต้นทุนส่วนที่เกินเวลาที่กำหนดและขยายระยะเวลาการใช้ตู้คอนเทนเนอร์เพื่อลดต้นทุน Demurrage/ Detention ให้กับผู้ส่งสินค้า

วอนรัฐออกซอฟต์โลน

นายสุภาพ สุวรรณพิมลกุล รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า จากปัญหาทะเลแดงส่งผลกระทบให้การขนส่งสินค้าใช้ระยะเวลานานขึ้น ประมาณ 3-4 สัปดาห์ขึ้นไป ส่งผลให้สินค้าที่ส่งออกยังอยู่บนเรือ กว่าจะไปถึงปลายทาง ดังนั้น ทำให้เงินหมุนเวียนของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีตกค้างจนกว่าสินค้าจะถึงปลายทาง ก็ประมาณ 1 เดือน ทำให้ขาดสภาพคล่องในการประกอบธุรกิจ

ทั้งนี้ จึงต้องการให้รัฐบาลออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) โทรหาดูอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันอยู่ 2.5% สถาบันการเงินปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการดอกเบี้ยอยู่ที่ 7% ซึ่งมีอัตราที่สูง ส่งผลให้ผู้ประกอบการอาจจะขาดสภาพคล่องในการเข้าถึงเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบธุรกิจ จากการส่งออกล่าช้า เพื่อให้ผ่านวิกฤติโดยคาดหวังว่ารัฐบาลจะมีมาตรการออกมาช่วยเหลือ

ส่งออกไทย 2566 หดตัว 1%

ภาพรวมการค้าระหว่างประเทศของไทยในปี 2566 เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YOY) พบว่า ไทยส่งออกรวมมูลค่า 284,561.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัว 1.0% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 9,809,008 ล้านบาท หดตัว 1.5% (เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย พบว่าการส่งออกในช่วงมกราคม-ธันวาคม หดตัว 0.6%)


ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 289,754.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัว 3.8% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 10,111,934 ล้านบาท หดตัว 4.3% ส่งผลให้ดุลการค้าของประเทศไทยในปี 2566 ขาดดุลเท่ากับ 5,192.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 302,926 ล้านบาท