เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
จับตา ‘สะพานข้ามเกาะช้าง’ หมื่นล้าน ปลุกเศรษฐกิจทะเลภาคตะวันออก
Economic จับตา ‘สะพานข้ามเกาะช้าง’ หมื่นล้าน ปลุกเศรษฐกิจทะเลภาคตะวันออก
เปิดแผน ‘ไฟฟ้ามั่นคง’ กฟผ.เตรียม SMR-เพิ่มพลังงานสะอาด
Business เปิดแผน ‘ไฟฟ้ามั่นคง’ กฟผ.เตรียม SMR-เพิ่มพลังงานสะอาด
7 อุตฯเหนื่อยสินค้านอกถล่ม กกร.ชงรัฐออกมาตรการช่วยตรงจุด
Economic 7 อุตฯเหนื่อยสินค้านอกถล่ม กกร.ชงรัฐออกมาตรการช่วยตรงจุด
ไม่กังวล ‘ฝ่ายค้าน’ จ่อเปิดเกมซักฟอกเวทีงบ แจงผลงานครึ่งปีผ่านสื่อ “คุยกับ ครม.”
Politics ไม่กังวล ‘ฝ่ายค้าน’ จ่อเปิดเกมซักฟอกเวทีงบ แจงผลงานครึ่งปีผ่านสื่อ “คุยกับ ครม.”
ประเทศไทยต้องแก้ เศรษฐกิจ K-Shape
สามัญสำนึก ประเทศไทยต้องแก้ เศรษฐกิจ K-Shape
เนื้อแท้ บาร์โคล่า
คุยกับเอกราช เนื้อแท้ บาร์โคล่า
มีผลแล้ว! ระเบียบสำนักนายกฯ ‘ว่าด้วยการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัลฯ’
Politics มีผลแล้ว! ระเบียบสำนักนายกฯ ‘ว่าด้วยการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัลฯ’
รู้จัก ‘Chipflation’ ภาวะต้นทุนชิปเฟ้อ สะเทือนสเป็ก-ดันราคาสินค้าไอทีพุ่ง
Tech รู้จัก ‘Chipflation’ ภาวะต้นทุนชิปเฟ้อ สะเทือนสเป็ก-ดันราคาสินค้าไอทีพุ่ง
สนามบินอุดรฯ ก้าวสู่ฮับนานาชาติ รับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ “คุนหมิง–อุดรฯ”
เศรษฐกิจภูมิภาค สนามบินอุดรฯ ก้าวสู่ฮับนานาชาติ รับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ “คุนหมิง–อุดรฯ”
CPAXT ปิดดีล 1.3 หมื่นล้าน ซื้อ ‘The Food Purveyor’ รุกตลาดพรีเมียมมาเลเซีย
Business CPAXT ปิดดีล 1.3 หมื่นล้าน ซื้อ ‘The Food Purveyor’ รุกตลาดพรีเมียมมาเลเซีย
ดูทั้งหมด

วิจัยกรุงศรีฯ มองเศรษฐกิจไทย Q2-Q3 โต 2.7% อานิสงส์ท่องเที่ยว-การบริโภค

04 ก.ค. 2566 | 13:13น.
นักท่องเที่ยว

วิจัยกรุงศรี ประเมินเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2-3 ขยายตัว 2.7% ใกล้เคียงไตรมาส 1 คาดทั้งปี 66 โตที่ 3.3% ชี้แม้ส่งออกหดตัว แต่คาดพลิกกลับมาขยาย 10% ในไตรมาสสุดท้ายของปี ทำให้ทั้งปีทรงตัว 0% พร้อมมองนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น-แรงส่งจากการเปิดประเทศที่เริ่มแผ่ว กระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก เผย BOJ ยุติการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายพิเศษ

วันที่ 4 กรกฎาคม 2566 วิจัยกรุงศรี ประเมินว่า สำหรับเศรษฐกิจไทย แม้ไทยเผชิญภาคส่งออกหดตัวและความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่เศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 2 และ 3 มีแนวโน้มทรงตัว จากแรงส่งของภาคท่องเที่ยวและการใช้จ่ายในประเทศ การส่งออกเดือนพฤษภาคมหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 หากมูลค่าทรงตัวจนถึงสิ้นปี การส่งออกจะเติบโต 0% ในปีนี้ กระทรวงพาณิชย์รายงานมูลค่าส่งออกเดือนพฤษภาคม 24.3 พันล้านดอลลาร์ หดตัว 4.6% YoY เทียบกับเดือนเมษายนที่หดตัว 7.6% และหดตัวน้อยกว่าที่ตลาดคาดจะหดตัวที่ 8%

นอกจากนี้ หากหักน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย มูลค่าส่งออกในเดือนนี้หดตัว 1.4% โดยการส่งออกไปยังตลาดสำคัญที่ขยายตัว อาทิ สหภาพยุโรป สหรัฐ และอาเซียน-5 ส่วนตลาดที่หดตัว ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และ CLMV ด้านการส่งออกรายสินค้า พบว่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมกลับมาขยายตัวได้ในรอบ 8 เดือน ที่ 1.5% โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ รถยนต์ ชิ้นส่วนและส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ โซลาร์เซลล์ และรถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ

ขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรกลับมาหดตัวครั้งแรกในรอบ 4 เดือน ที่ 16.3% จากการหดตัวของผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และยางพารา สำหรับในช่วง 5 เดือนแรกของปีมูลค่าการส่งออกของไทยหดตัวที่ 5.1%

แม้มูลค่าการส่งออกของไทยในเดือนพฤษภาคมยังคงหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 แต่ถือว่ามีมูลค่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 4 เดือนแรกของปี สำหรับแนวโน้มการส่งออกในช่วงที่เหลือของปีหากยังสามารถรักษามูลค่าส่งออกเฉลี่ยต่อเดือนได้ในระดับเดียวกับเดือนพฤษภาคมแล้ว การส่งออกของไทยจะกลับมาขยายตัวได้เล็กน้อยในไตรมาส 3 ราว 1% ก่อนจะเติบโตเร่งขึ้นกว่า 10% ในไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานที่ต่ำในช่วงเดียวกันปีก่อน ทั้งนี้ ในกรณีข้างต้นจะทำให้มูลค่าการส่งออกรวมทั้งปี 2566 เติบโตที่ 0%

อย่างไรก็ตาม การส่งออกของไทยยังเผชิญกับปัจจัยท้าทายจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่อาจได้รับผลกระทบจากการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวด ภาคการผลิตของหลายประเทศสำคัญอยู่ในภาวะซบเซาสะท้อนจากดัชนี PMI ภาคการผลิตของประเทศสำคัญ (สหรัฐ ยูโรโซน จีน และญี่ปุ่น) ปรับลดลงสู่ระดับต่ำกว่า 50 ต่อเนื่อง แม้มีปัจจัยหนุนจากการคลี่คลายลงของภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทาน ปัญหาต้นทุนค่าขนส่งที่บรรเทาลง และความต้องการเพื่อรักษาความมั่นคงด้านอาหาร วิจัยกรุงศรียังคงคาดการณ์มูลค่าการส่งออกทั้งปีอาจขยายตัวที่ 0.5%

เศรษฐกิจเดือนพฤษภาคมได้แรงหนุนจากภาคท่องเที่ยวและการใช้จ่ายในประเทศ คาดเศรษฐกิจไตรมาสสองและสามอาจเติบโตใกล้เคียงกับไตรมาสแรก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานเศรษฐกิจโดยรวมเดือนพฤษภาคมอยู่ในทิศทางฟื้นตัว โดยมีแรงส่งหลักจากภาคท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวที่เติบโตทั้งนักท่องเที่ยวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ บวกกับปัจจัยชั่วคราวจากกิจกรรมช่วงการเลือกตั้ง ช่วยหนุนให้การบริโภคภาคเอกชนเติบโต (+7.3% YoY)

ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนปรับเพิ่มขึ้น (+2.2%) ตามการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการนำเข้าเครื่องบิน อย่างไรก็ตาม ภาคส่งออกยังคงหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 สอดคล้องกับการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่หดตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 8 (-3.1%)

จากเครื่องชี้ต่าง ๆ ในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม สะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป วิจัยกรุงศรีคาดว่าเศรษฐกิจในไตรมาส 2 และ 3 ของปีนี้จะขยายตัวในอัตราที่ใกล้เคียงกับไตรมาสแรกของปีซึ่งเติบโตอยู่ที่ 2.7% YoY ปัจจัยหนุนสำคัญจากการเติบโตของภาคท่องเที่ยว การบริโภคภาคเอกชน และการจ้างงานที่กลับคืนสู่ระดับก่อนเกิดการระบาด

ขณะที่ภาคส่งออกยังมีแนวโน้มเผชิญกับแรงกดดันจากอุปสงค์ของประเทศคู่ค้าที่ชะลอตัว นอกจากนี้ สถานการณ์การเมืองในประเทศและการจัดตั้งรัฐบาลที่ยังมีความไม่แน่นอนอาจกระทบต่อการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 และส่งผลต่อความเชื่อมั่นและความต่อเนื่องของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ วิจัยกรุงศรีคงคาดการณ์ GDP ปี 2566 ขยายตัวที่ 3.3%

นอกจากนี้ ความน่าจะเป็นในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดในเดือนกรกฎาคมเพิ่มสูงขึ้น หลังรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐออกมาดีกว่าคาด สหรัฐรายงาน GDP ไตรมาส 1/2566 ขยายตัว 2.0% QoQ สูงกว่าตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 และ 2 ที่ระดับ 1.1% และ 1.3% ตามลำดับ ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐในเดือนมิถุนายน ปรับขึ้นสู่ 64.4 ทำระดับสูงสุดในรอบ 4 เดือน ในเดือนพฤษภาคม ดัชนี PCE ทั่วไป เพิ่มขึ้น 3.8% YoY ชะลอลงจากเดือนก่อนที่ 4.3% ส่วนดัชนี Core PCE เพิ่มขึ้น 4.6% ชะลอลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนที่ 4.7% สำหรับตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 26,000 ราย สู่ระดับ 239,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว

ตัวเลขเศรษฐกิจและตลาดแรงงานที่ออกมาแข็งแกร่งกว่าคาดรวมทั้งผลการทดสอบภาวะวิกฤต (StressTest) สะท้อนความยืดหยุ่น (Resilience) ของธนาคารขนาดใหญ่ช่วยลดความเสี่ยงภาวะถดถอยรุนแรงในสหรัฐ เมื่อประกอบกับดัชนี PCE ที่ยังคงสูงกว่าเป้าหมายของเฟดที่ 2% หนุนความน่าจะเป็นของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกรกฎาคมสู่ระดับ 86.8% (จากสัปดาห์ก่อนหน้าที่ 71.9%) สอดคล้องกับการให้สัมภาษณ์ครั้งล่าสุดของประธานเฟดที่ยังคงส่งสัญญาณเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 2 ครั้งในปีนี้เพื่อสกัดเงินเฟ้อและลดความร้อนแรงของตลาดแรงงาน

อย่างไรก็ตาม จากภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐที่มีโอกาสชะลอตัวมากกว่าคาดในช่วงครึ่งปีหลัง ความแข็งแกร่งของภาคบริการและตลาดแรงงานมีแนวโน้มลดลง รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่เริ่มเป็นบวก วิจัยกรุงศรีประเมินว่าเฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกเพียงครั้งเดียวในปีนี้สู่กรอบ 5.25-5.50%

ด้านธนาคารกลางญี่ปุ่นเห็นพ้องคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายพิเศษจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและเงินเฟ้อที่อาจต่ำกว่าคาด ในเดือนพฤษภาคม ยอดค้าปลีกขยายตัว 5.7% YoY เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนที่ 5.1% ขณะที่ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัว 1.6% หลังโต 0.7% ในเดือนก่อน ในเดือนมิถุนายน ดัชนี Tokyo CPI เพิ่มขึ้น 3.1% YoY ชะลอลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนที่ 3.2% ส่วน Tokyo Core CPI เพิ่มขึ้น 3.2% YoY เท่ากับตัวเลขของเดือนก่อนหน้า สำหรับรายงานการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในเดือนเมษายน ระบุว่าคณะกรรมการทั้ง 9 รายมองว่าการดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินแบบพิเศษยังมีความจำเป็นเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกและแนวโน้มค่าแรงยังมีความไม่แน่นอน

แม้ว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่เพิ่มความเสี่ยงเชิงลบต่อภาคการส่งออก รวมถึงอัตราค่าจ้างที่แท้จริงติดลบ จะยังเป็นปัจจัยกดดันการเติบโตของเศรษฐกิจญี่ปุ่นในช่วงครึ่งปีหลัง แต่จากการฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติหลังเปิดประเทศ รวมถึงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายพิเศษ คาดว่าจะเป็นปัจจัยที่ลดความเสี่ยงภาวะถดถอยในญี่ปุ่น (recession) ให้อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ในขณะที่การปรับตัวลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์คาดว่าจะช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อให้กลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงกลางปีหน้า

ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรีประเมินความเป็นไปได้มากขึ้นที่ BOJ จะพิจารณายุติการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายพิเศษเพิ่ม เพื่อลดแรงกดดันในตลาดพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น รวมถึงค่าเงินเยนไม่ให้อ่อนค่ามากจนเกินไป โดยคาดว่าจะปรับนโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไปเพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นกลับไปเผชิญกับภาวะเงินเงินฝืดอีกในอนาคต

ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดของจีนตอกย้ำสัญญาณการอ่อนแรงลงของผลบวกจากการเปิดประเทศ ทั้งภาคการผลิต ภาคบริการ และการกู้ยืม ด้านสำนักงานสถิติแห่งชาติรายงานว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตยังคงต่ำกว่าระดับ 50 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ที่ 49.0 ในเดือนมิถุนายน แม้ขยับขึ้นเล็กน้อยจาก 48.8 ในเดือนพฤษภาคม ส่วนดัชนี PMI ภาคบริการลดลงสู่ระดับ 53.2 จากระดับ 54.5

ด้าน China Beige Book รายงานว่าการลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนสิงหาคมปีที่แล้วอาจมีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในวงจำกัด นอกจากนี้ การกู้ยืมทั่วประเทศล่าสุดลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เริ่มสำรวจในปี 2553 และความต้องการเงินกู้ลดลงจากปีที่แล้ว

แม้การเติบโตของเศรษฐกิจจีนในไตรมาสสองอาจดีขึ้นจากไตรมาสแรก แต่ในระยะต่อไปเริ่มมีสัญญาณการอ่อนแรงลงในหลายภาคส่วน โดยภาคการผลิตหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ในปลายไตรมาสสอง และที่สำคัญ คือ กิจกรรมในภาคบริการเติบโตต่ำสุดตั้งแต่เปิดประเทศ ส่วนกำไรของภาคอุตสาหกรรมลดลงต่อเนื่อง (-12.6% YoY ในเดือนพฤษภาคม)

ด้านภาคอสังหาริมทรัพย์มีการรายงานการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้สกุลดอลลาร์อย่างต่อเนื่องหลังจากที่ยอดดังกล่าวพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีที่ผ่านมา ด้านอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศมีสัญญาณชะลอตัวสะท้อนจากตัวเลขยอดค้าปลีก การลงทุน และการส่งออก แม้ทางการจีนประกาศปรับลดดอกเบี้ยลง 0.1% ในเดือนมิถุนายน แต่คาดว่าจะมีผลค่อนข้างจำกัดต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เริ่มสูญเสียแรงส่งจากการเปิดประเทศ