เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ผ่างบฯ-เงินการเมือง ปี’70 6 องค์กรอิสระ 1.15 หมื่นล้าน
Politics ผ่างบฯ-เงินการเมือง ปี’70 6 องค์กรอิสระ 1.15 หมื่นล้าน
ค่าเงินบาทวันนี้ (9 ก.ย. 69) เปิดตลาดแข็งค่า 32.89 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (9 ก.ย. 69) เปิดตลาดแข็งค่า 32.89 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (9 ก.ย. 69) ปรับลง 0.79% อยู่ที่ 78,653 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (9 ก.ย. 69) ปรับลง 0.79% อยู่ที่ 78,653 เหรียญสหรัฐ
พยากรณ์อากาศ (9 ก.ย. 69) เตือนฝนหนัก-หนักมาก ภาคเหนือ-อีสาน ก่อนกระทบทั่วไทย
News พยากรณ์อากาศ (9 ก.ย. 69) เตือนฝนหนัก-หนักมาก ภาคเหนือ-อีสาน ก่อนกระทบทั่วไทย
ซีอีโอกลุ่ม ปตท.ถึงเวลาผลัดใบ บิ๊กการบินไทยครบวาระ ม.ค. 70
Business ซีอีโอกลุ่ม ปตท.ถึงเวลาผลัดใบ บิ๊กการบินไทยครบวาระ ม.ค. 70
กรมโยธา-กทม.ชงจัดโซนนิ่ง ดึงดาต้า เซ็นเตอร์ เข้าบัญชีรง.
Tech กรมโยธา-กทม.ชงจัดโซนนิ่ง ดึงดาต้า เซ็นเตอร์ เข้าบัญชีรง.
เศรษฐกิจจีน เครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก
World เศรษฐกิจจีน เครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก
อ.สุทธิศักดิ์ ผ่าจุดอ่อนน้ำท่วม ‘ปัว’ ชี้กับดักคิดว่าปลอดภัย เตือนอ่างเก็บน้ำเสี่ยงระเบิดเวลา
News อ.สุทธิศักดิ์ ผ่าจุดอ่อนน้ำท่วม ‘ปัว’ ชี้กับดักคิดว่าปลอดภัย เตือนอ่างเก็บน้ำเสี่ยงระเบิดเวลา
BYD ยันไทยฐานผลิตอาเซียน ลุยสร้างสถานีชาร์จเร็วครั้งแรกนอกจีน
Automotive BYD ยันไทยฐานผลิตอาเซียน ลุยสร้างสถานีชาร์จเร็วครั้งแรกนอกจีน
โตโยต้า ให้โควตา Corolla อเมริกาแค่ 2,500 คัน
Automotive โตโยต้า ให้โควตา Corolla อเมริกาแค่ 2,500 คัน
ดูทั้งหมด

อสังหาต่ำ 3 ล้านโซนอันตราย หนี้เสียพุ่ง-แบงก์ปฏิเสธกู้ 70%

16 ธ.ค. 2566 | 06:22น.

เครดิตบูโรส่งสัญญาณอสังหาฯโซนอันตราย เผยหนี้บ้านมีปัญหาผ่อนไม่ไหว-ค้างค่างวดพุ่ง 37% จับตาลูกหนี้กว่า 1 แสนบัญชี มูลหนี้กว่า 1.36 แสนล้านบาท เสี่ยงไหลเป็นหนี้เสีย “ซีไอเอ็มบี ไทย” ชี้เศรษฐกิจตึง-ดอกเบี้ยสูง กระทบความสามารถชำระหนี้ โดยเฉพาะกลุ่มอสังหาฯราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท สมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัยเผยแบงก์คุมเข้มปล่อยสินเชื่อกลุ่มบ้าน-คอนโดฯต่ำกว่า 3 ล้านบาทสกัดหนี้เสีย ส่งผลยอดปฏิเสธสินเชื่อกลุ่มนี้ทะลุ 70% ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯเปิดสถิติยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 3 ล้านลดวูบ เสนอ 4 มาตรการกระตุ้น

นายอลงกต บุญมาสุข เลขาธิการและประธานกรรมการบริหารสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แนวโน้มการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยในปี 2567 จะยังคงเห็นสถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ และการควบคุมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) แม้ว่าจะเป็นสินเชื่อที่มีหลักประกัน แต่จากภาพรวมเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง ทำให้คนมีภาระหนี้เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะกระทบความสามารถในการชำระหนี้ได้

จากปัจจัยดังกล่าวจะเห็นสถาบันการเงินมีการทบทวนนโยบายการปล่อยสินเชื่อ หรือทำ Subsegment ลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น โดยอาจจะเห็นมีการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นในกลุ่มที่มีความเสี่ยง อัตราขึ้นกับความเสี่ยงของลูกค้าแต่ละราย รวมถึงปรับแผนการหากลุ่มลูกค้าใหม่ที่มีโอกาสในการเติบโต และลดกลุ่มเสี่ยงลง เพื่อเป็นการปรับพอร์ตสินเชื่อ

บ้าน-คอนโดฯไม่เกิน 3 ล้าน

นายอลงกตกล่าวว่า แบงก์จะเพิ่มความเข้มงวดหรือระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มราคาบ้าน 1-3 ล้านบาท เนื่องจากเป็นกลุ่มที่เริ่มมีปัญหาการชำระหนี้ จากภาระหนี้ที่สูงขึ้น สะท้อนไปยังตัวเลขสินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) คือเป็นหนี้ค้างชำระตั้งแต่ 31 วัน แต่ไม่ถึง 90 วัน มีการปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับข้อมูลของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) โดยจะเห็นธนาคารเร่งบริหารจัดการ หากเริ่มมีสัญญาณผิดนัดชำระจะเร่งปรับโครงสร้างหนี้ก่อนจะไหลเป็นหนี้เสีย

ขณะที่ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (ดีเวลอปเปอร์) จะนำข้อมูลดังกล่าวไปเป็นโจทย์ในการปรับผลิตภัณฑ์และทำแคมเปญบ้าน เนื่องจากเห็นสัญญาณการปรับโมเดลการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร อย่างไรก็ดี จะเห็นว่ากลุ่มราคาบ้าน 1-3 ล้านบาท ถือเป็นกลุ่มที่มีสินค้าค้างสต๊อกที่ผู้ประกอบการต้องเร่งระบายออกมาเช่นเดียวกัน จึงทำให้ต้องมีการวางแผนบริหารจัดการต่อเนื่องในปลายปีนี้ และปี 2567

“ตัวเลขหนี้เสีย และ SM เป็นโจทย์ใหญ่ของสินเชื่อบ้านในปี’67 ที่สถาบันการเงินจะต้องคอนโทรลให้ได้ โดยเฉพาะกลุ่ม 1-3 ล้านบาท ซึ่งเป็นสัดส่วนใหญ่ในกลุ่มสินเชื่อบ้าน แม้ว่ากลุ่มนี้กระจายไปในสถาบันการเงินของรัฐค่อนข้างเยอะ แต่จะเห็นแบงก์พาณิชย์เพิ่มความระมัดระวัง โดยอาจจะเห็นสัดส่วนการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) มากกว่ากลุ่มอื่น เพราะสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) ค่อนข้างสูง แต่รายได้ไม่ได้สูงมาก”

ยอดปฏิเสธสินเชื่อทะลุ 70%

ดร.ศศิมา ทองสมัคร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผลิตภัณฑ์ธุรกิจรายย่อย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพรวมสัญญาณหนี้เสีย และหนี้ SM ที่ค้างชำระไม่เกิน 90 วัน ในตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยมีทิศทางเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภาพเศรษฐกิจที่ยังตึงตัว ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจยังไม่ได้ส่งผล

รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่ปรับขึ้นในระดับสูง ทำให้กลุ่มลูกค้าที่ซื้อบ้านราคา 1-3 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มรายได้ไม่สูง จะมีปัญหาในการผ่อนชำระได้ เพราะเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจ

Advertisement

อย่างไรก็ดี ลูกค้ากลุ่มบ้าน 1-3 ล้านบาท ส่วนใหญ่จะอยู่กับธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) แต่หากธนาคารพาณิชย์เริ่มเห็นสัญญาณผิดนัดชำระเพิ่มขึ้น โดยปกติธนาคารจะปรับเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ อาทิ ปรับเพิ่มเกณฑ์รายได้ต่อภาระหนี้ หรือปรับเครดิตสกอริ่งลูกค้า ดังนั้นอาจจะเห็นแนวโน้มยอดปฏิเสธสินเชื่อเพิ่มขึ้นได้ จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 60-70% รวมถึงหนี้เอ็นพีแอลปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน

เข้มปล่อยกู้บ้านต่ำ 3 ล้าน

ดร.ศศิมากล่าวว่า ในส่วนของธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ไม่ได้เน้นกลุ่มลูกค้าบ้านราคา 1-3 ล้านบาท แต่เน้นสินเชื่อรีไฟแนนซ์ และกลุ่มลูกค้ารายได้ประจำ ทำให้ยังไม่เห็นสัญญาณหนี้เสียและ SM ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยอมรับจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมและดอกเบี้ยขาขึ้น คาดว่าหนี้เสียและ SM ในปี 2567 มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันเอ็นพีแอลอยู่กว่า 3%

“แน่นอนโดยธรรมชาติแบงก์จะเข้มงวดปล่อยสินเชื่อ อาจเห็นมีการปรับเกณฑ์เพิ่มขึ้น แต่คงไม่ถึงขนาดหยุดปล่อยกลุ่มนี้ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะมีปัญหาทั้งหมด ดังนั้นในช่วงโค้งท้ายปลายปียังเห็นการแข่งขันอยู่ หลังจากไตรมาส 3/66 สินเชื่อหดตัว -10% หรือราว 1.1 หมื่นล้านบาท ทำให้ช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา เห็นผู้ประกอบการและแบงก์แข่งกันลดดอกเบี้ยเฉลี่ย 0.10-0.30% ต่อปี เราเองคาดว่าเดือนธันวาคมน่าจะปล่อยได้สูงสุด 3,000 ล้านบาท ทำให้ยอดปล่อยทั้งปี 2.8 หมื่นล้านบาท และคงค้างอยู่ที่ 1.2 แสนล้านบาท”

นายจเร เจียรธนะกานนท์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวหน้าผลิตภัณฑ์สินเชื่อรายย่อย ธนาคารทหารไทยธนชาต หรือทีทีบี เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ธนาคารยอมรับว่าได้เพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มลูกค้าราคาบ้านต่ำกว่า 3 ล้านบาท ตั้งแต่ช่วงระบาดของโควิด-19 เนื่องจากเป็นกลุ่มที่เปราะบางมากกว่ากลุ่มอื่น และอ่อนไหวต่อผลกระทบจากเศรษฐกิจ ซึ่งเชื่อว่ายังคงเห็นทิศทางการเพิ่มขึ้นของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของสินเชื่อที่อยู่อาศัยทยอยขยับเพิ่มขึ้นได้

หนี้บ้านใกล้เสียพุ่ง 37%

นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) เปิดเผยว่า ภาพรวมหนี้ครัวเรือนในระบบ ณ ไตรมาสที่ 2/2566 อยู่ที่ 16 ล้านล้านบาท คิดเป็น 90.7% ต่อจีดีพี ขณะที่ยอดสินเชื่อที่อยู่บนฐานข้อมูลเครดิตบูโร ณ ไตรมาสที่ 3/2566 อยู่ที่ 13.5 ล้านล้านบาท

โดยจะเห็นว่า สินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) หรือบัญชีค้างชำระตั้งแต่ 31 วัน แต่ไม่เกิน 90 วัน ในไตรมาสที่ 3/2566 อยู่ที่ 4.9 แสนล้านบาท ที่มีปัญหาหลัก ๆ คือ สินเชื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อรถยนต์

สำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัย มีอัตราการเติบโตของ SM สูงถึง 37.2% มียอดสินเชื่ออยู่ที่ 1.36 แสนล้านบาท เพิ่มจากไตรมาส 3/2565 ที่อยู่ 9.95 หมื่นล้านบาท และจำนวนบัญชีเพิ่มจาก 8.62 หมื่นบัญชี เป็น 1.05 แสนบัญชี หรือเติบโต 22.2% ซึ่งในจำนวนดังกล่าวจะอยู่สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 9.3 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 68%

จับตาหนี้ตกชั้นเป็น NPL

นายสุรพลกล่าวว่า สิ่งที่น่าสนใจ คือ เริ่มเห็นสัญญาณสินเชื่อบ้านที่มีราคา 1-3 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลาง พบว่าเริ่มมีปัญหาในการผ่อนชำระติดขัดมากขึ้น และเริ่มเห็นการไหลจากสินเชื่อปกติเป็น SM มากขึ้น

ดังนั้นสิ่งที่จะต้องจับตา คือ อัตราการไหลจาก SM ไปเป็น NPL ของสินเชื่อบ้าน จะมากน้อยขนาดไหน ซึ่งตามข้อมูลของ ธปท. หนี้ที่ตกชั้นเป็นเอ็นพีแอล (Migration Rate) ของสินเชื่อบ้าน จะอยู่ที่ 22% หมายความว่าลูกหนี้ SM 100% จะมีความเสี่ยงที่จะไหลเป็น NPL ได้ 22% แต่ ธปท.ยืนยันว่ามีขาไหลกลับด้วย คือกลับมาเป็นหนี้ปกติด้วย

ดอกเบี้ยดันยอดรีเจ็กต์พุ่ง

แหล่งข่าวจากสถาบันการเงินเปิดเผยว่า ภาพรวมอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากช่วงก่อนหน้าอยู่ที่ 30-40% เพิ่มเป็น 50% อย่างไรก็ดี ถ้าเป็นกลุ่มบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท จะอยู่ที่ประมาณ 60-70% ขณะที่กลุ่มราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป ยอดปฏิเสธจะอยู่ที่ประมาณ 10%

แนวโน้มการปฏิเสธสินเชื่อที่ขยับเพิ่มขึ้นมาจาก 2 สาเหตุหลัก คือ 1.ภาระหนี้ครัวเรือนที่ปรับเพิ่มขึ้น และ 2.อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ขอสินเชื่อไม่ผ่านการอนุมัติ เช่น เดิมอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 2% ค่าผ่อนต่องวดอยู่ที่ 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน ปัจจุบันดอกเบี้ยขึ้นมาอยู่ที่ 3% ค่าผ่อนเพิ่มขึ้นเป็น 1.8 หมื่นบาทต่อเดือน หรือคิดเป็นค่างวดที่ปรับเพิ่มขึ้น 3,000 บาทต่อเดือน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 20% ของค่างวดเดิม
กลุ่มเปราะบางที่มีรายได้เฉลี่ยหรือต่ำกว่า 2.5 หมื่นบาทต่อเดือน หรือกลุ่มราคาบ้านต่ำกว่า 3 ล้านบาท มีแนวโน้มการถูกปฏิเสธสินเชื่อมากกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจากเป็นกลุ่มที่อ่อนไหวเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพอิสระ รายได้ไม่ประจำ จะได้รับการปฏิเสธสูงกว่ากลุ่มที่มีรายได้ประจำ

ส่วนกลุ่มที่มีรายได้เกิน 3 หมื่นบาท กลุ่มนี้ยอดอนุมัติจะสูงขึ้นมาอยู่ที่ 60-70% ซึ่งยอดการปล่อยสินเชื่อของแบงก์จะเป็นไปตามเซ็กเมนต์กำลังผ่อนชำระของลูกค้า แต่ภาพรวมยังคงอยู่ในโหมดระมัดระวังอยู่ เพื่อควบคุมคุณภาพสินเชื่อ

ต่ำ 3 ล้านสถิติโอนวูบหนัก

ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ รักษาการผู้อำนวยการ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัญหายอดปฏิเสธสินเชื่อหรือกู้ไม่ผ่าน ในระดับสูง 50-60% กระจุกตัวในกลุ่มกำลังซื้อระดับกลาง-ล่าง เซ็กเมนต์ที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทนั้น

โดยผลสำรวจข้อมูลการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาฯในช่วง 9 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ย. 66) มีหน่วยโอนกรรมสิทธิ์สะสมทั่วประเทศ 270,650 หน่วย ลดลง -2% ในจำนวนนี้พบว่า เป็นการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท สัดส่วน 75% หรือจำนวน 202,399 หน่วย ลดลง -7.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2565

ในด้านมูลค่าโอนกรรมสิทธิ์สะสม ภาพรวมอยู่ที่ 766,971 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.6% เทียบกับช่วงเดียวกันปี 2565 ในจำนวนนี้พบว่า มูลค่าโอนกรรมสิทธิ์ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท มีสัดส่วน 42% มูลค่า 318,350 ล้านบาท ลดลง -6.5% เทียบกับช่วงเดียวกันปี 2565

แสดงให้เห็นถึงบ้านและคอนโดฯ ราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท เป็นเซ็กเมนต์ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง มาจากหลายสาเหตุ ทั้งดีเวลอปเปอร์ชะลอการพัฒนาโครงการใหม่ เพราะมียอดปฏิเสธสินเชื่อสูงที่สุดเมื่อเทียบกับเซ็กเมนต์ 3 ล้านบาทขึ้นไป รวมทั้งกำลังซื้อถูกลดทอนศักยภาพลงเพราะปัญหาแบงก์เข้มงวดสินเชื่อ

เสนอ 4 มาตรการกระตุ้น

ดร.วิชัยกล่าวว่า ที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นเซ็กเมนต์ตลาดกลาง-ล่าง มีดีมานด์สูงมากกว่าราคาอื่น ๆ เพราะมีสัดส่วนหน่วยโอนสัดส่วนสูงถึง 75% ดังนั้นจึงมีข้อเสนอ 4 เรื่องให้รัฐบาลพิจารณาช่วยเหลือให้สินค้าตลาดกลาง-ล่างกลุ่มนี้ มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อและซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง

เรื่องแรก มาตรการลดค่าโอน-จำนองที่กำลังจะหมดอายุวันที่ 31 ธันวาคมนี้ เสนอให้ต่ออายุมาตรการออกไปอีก 1-2 ปี เรื่องที่ 2 ขอให้ผ่อนผันมาตรการ LTV เป็นการชั่วคราว เหมือนกับที่เคยนำมาใช้แล้วในปี 2565

เรื่องที่ 3 รัฐจัดหาซอฟต์โลนสำหรับการซื้อบ้านหลังแรก เพราะพฤติกรรมการซื้อของกลุ่มไม่เกิน 3 ล้าน เป็นลูกค้าเรียลดีมานด์ มีการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงเกือบ 99% เช่น ซื้อห้องชุดไซซ์ 25-26 ตารางเมตร ราคา 1 ล้านบวกลบ หรือทาวน์เฮาส์, บ้านแฝดในต่างจังหวัดที่มีราคา 1-2 ล้านบาทด้วยซ้ำไป

เรื่องที่ 4 ผ่อนปรนเกณฑ์พิจารณาสินเชื่อ หากยังมีประวัติเครดิตติดอยู่ในเครดิตบูโร เพราะปัญหาที่พบส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่น่าจะผ่อนผันได้ เช่น เคยมีประวัติค้างชำระบัตรเครดิต ต่อมาเมื่อมีการชำระหนี้เต็มจำนวน แต่ประวัติเครดิตยังค้างอีก 6 เดือน ทำให้ขาดโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อ

“ผลกระทบหนี้ SM ที่มีต่อตลาดอสังหาฯในภาพรวม เซ็กเมนต์กลาง-ล่างเนื่องจากมีฐานตลาดกว้างที่สุด ดังนั้น ในฝั่งดีเวลอปเปอร์ที่พัฒนาโครงการ เบื้องต้นอาจสามารถทำยอดขายได้ แต่เวลาโอนถ้าแบงก์เข้มงวดพิจารณาสินเชื่อ และมีการปฏิเสธสินเชื่อมากกว่าเดิม ย่อมกระทบกับแผนรายได้ของผู้ประกอบการ มีผลต่อสภาพคล่องในการดำเนินกิจการได้ รวมทั้งซ้ำเติมปัญหาซัพพลายล้นเกินในตลาดอีกด้วย” ดร.วิชัยกล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คอนโด หนี้เสีย (NPL)