เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาน้ำมันวันนี้ (3 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (3 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
โตโยต้า หนุนนักกีฬา ลุย ‘ไอจิ-นาโกยา 2026’
Automotive โตโยต้า หนุนนักกีฬา ลุย ‘ไอจิ-นาโกยา 2026’
สุญญากาศการบินไทย ปลด ‘ชาย เอี่ยมศิริ’ ลุ้นซีอีโอใหม่กู้ วิกฤต
Business สุญญากาศการบินไทย ปลด ‘ชาย เอี่ยมศิริ’ ลุ้นซีอีโอใหม่กู้ วิกฤต
ธุรกิจงัดแผนสำรองรับวิกฤต แรงกว่าปี 54 สะเทือนเศรษฐกิจทั้งประเทศ
Economic ธุรกิจงัดแผนสำรองรับวิกฤต แรงกว่าปี 54 สะเทือนเศรษฐกิจทั้งประเทศ
นายกฯสั่งรับมือฝนถล่มซ้ำ เฝ้าระวังเขื่อนระบายน้ำเพิ่ม
Economic นายกฯสั่งรับมือฝนถล่มซ้ำ เฝ้าระวังเขื่อนระบายน้ำเพิ่ม
“ชัชชาติ” พบ “ดร.เอ้” แลกข้อมูลน้ำท่วมลาดกระบัง–ร่มเกล้า เร่งแก้น้ำนิ่ง–น้ำเน่า ช่วยพื้นที่วิกฤต
News “ชัชชาติ” พบ “ดร.เอ้” แลกข้อมูลน้ำท่วมลาดกระบัง–ร่มเกล้า เร่งแก้น้ำนิ่ง–น้ำเน่า ช่วยพื้นที่วิกฤต
เตือนฝนระลอกใหม่ 11-14 ต.ค. 69 “ลุ่มเจ้าพระยา-กทม.” ระวังฝนแช่ 100 มม.
News เตือนฝนระลอกใหม่ 11-14 ต.ค. 69 “ลุ่มเจ้าพระยา-กทม.” ระวังฝนแช่ 100 มม.
ปี 2569 กรุงเทพฯ น้ำท่วม = ประเทศไทยน้ำท่วม
Business ปี 2569 กรุงเทพฯ น้ำท่วม = ประเทศไทยน้ำท่วม
จับตาเจ้าพ่อสวนน้ำ “ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ” กู้วิกฤต “สวนสยาม” อาณาจักรหมื่นล้าน ในวันธุรกิจร่วงโรย
Business จับตาเจ้าพ่อสวนน้ำ “ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ” กู้วิกฤต “สวนสยาม” อาณาจักรหมื่นล้าน ในวันธุรกิจร่วงโรย
‘คอนโดซ่อนปริศนา’ คว้าชนะเลิศรางวัลชมนาด ครั้งที่ 15 แบงก์กรุงเทพ-ประพันธ์สาส์น หนุนงานเขียนสตรีไทยสู่เวทีโลก
Biz Movement ‘คอนโดซ่อนปริศนา’ คว้าชนะเลิศรางวัลชมนาด ครั้งที่ 15 แบงก์กรุงเทพ-ประพันธ์สาส์น หนุนงานเขียนสตรีไทยสู่เวทีโลก
ดูทั้งหมด

กนง.ย้ำไม่ปักหมุดยืนดอกเบี้ยไว้ พร้อมทบทวน ชี้ จีดีพีโต 2.5-3% ใกล้ระดับศักยภาพ

07 ก.พ. 2567 | 20:47น.
ปิติ ดิษยทัต

กนง.เผยไม่ปักหมุดดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับนี้ พร้อมทบทวนตามข้อมูล-สถานการณ์ที่เปลี่ยนไป หลังเสียงมติคงดอกเบี้ยแตก 5 ต่อ 2 มองไทยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง ควรลดดอกเบี้ย รับเศรษฐกิจไทยปี’67 ขยายตัว 2.5-3% ใกล้เคียงศักยภาพ มองลดดอกเบี้ยช่วยกระตุ้นบริโภคมีข้อจำกัด กระทบเครื่องยนต์หลักทำงานหนัก ระบุพูดคุยกับทุกฝ่ายที่แสดงความคิดเห็น

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2567 นายปิติ ดิษยทัต ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า จากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 5 ต่อ 2 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.50%ต่อปี โดยมีคณะกรรมการ 2 เสียง เห็นควรที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 2.25% ต่อปี

ยันไม่ได้ปักหมุดดอกเบี้ย พร้อมทบทวนจุดยืน

นายปิติกล่าวว่า หากดูบริบทภาคการเงิน ภายใต้ภาพเศรษฐกิจชะลอตัวจากภาคต่างประเทศ และงบประมาณที่มีการเบิกจ่ายล่าช้า แต่อุปสงค์ภายในประเทศยังขยายตัวสูงในช่วง 2-3 ไตรมาสที่ผ่านขยายตัว 7-8% ถือว่าสูงมาก หากมีการลดดอกเบี้ยลงเล็กน้อยก็อาจไม่ได้เกิดประโยชน์ชัดเจน และอีกด้านยังเป็นความไม่สมดุล เพราะเป็นการเร่งเครื่องยนต์หนึ่งของเศรษฐกิจไทยที่ทำงานหนักและเต็มสูบอยู่แล้ว อาจทำให้ไม่มีเสถียรภาพ ซึ่งเปรียบเหมือนเครื่องบินจะยิ่งทำให้การบินไม่สมดุลและอาจจะไม่ยั่งยืน

อย่างไรก็ดี กนง.ไม่ได้ปักหมุดว่าจะยืนอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับนี้ไปเรื่อย ๆ เพราะหากมีข้อมูลเพิ่มเติม ทั้งอัตราการเติบโตจีดีพีในปี 2566 และอัตราเงินเฟ้ออีก 2-3 เดือนข้างหน้า และส่งออก ค่อยมาประเมินว่าการชั่งน้ำหนักจะเปลี่ยนไปหรือไม่ ซึ่ง กนง.พร้อมปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

“การลดดอกเบี้ยลงเล็กน้อยเพื่อกระตุ้นส่วนนี้ มองว่าอาจหวังผลไม่ได้มาก เพราะการบริโภคในปัจจุบันยังอยู่ระดับที่ดี และเป็นเครื่องยนต์ที่ทำงานหนักอยู่แล้ว ผ่านกลไกสินเชื่อ และหนี้เราก็อยู่ระดับสูง เหมือนเราไปเร่งเครื่องยนต์ที่ทำเต็มสูบอยู่แล้ว ดังนั้น อาจ Over Heat (โอเวอร์ฮีต) นึดนึงด้วยซ้ำ เหมือนเป็นการบินที่ไม่ค่อยสมดุล และหากมองในระยะยาวคงไม่ยั่งยืน หากเหยียบไปตรงนั้น ทั้งที่ไม่ได้แก้ที่ตรงจุดในด้านอื่น ๆ ก็อาจไม่มีเสถียรภาพ”

ชั่งน้ำหนัก 2 ปัจจัยคงดอกเบี้ย

นายปิติกล่าวว่า สิ่งที่ กนง.จับตาในการพิจารณานโยบายจะมี 2 ปัจจัยระหว่างแรงส่งเชิงวัฏจักร และปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งหากดูปัญหาเชิงโครงสร้างจะพบว่าไทยเผชิญมานานแล้ว แต่ช่วงที่มีการฟื้นตัวจากโควิด-19 จะมีแรงเชิงวัฏจักรให้การเติบโตต่อเนื่อง แต่อาจจะช้ากว่าคาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ดี กนง.ได้ชั่งน้ำหนักว่าแรงส่งเชิงวัฏจักรกับเศรษฐกิจที่เติบโตช้าจากปัญหาเชิงโครงสร้างอะไรมีผลมากกว่ากัน

เช่น นักท่องเที่ยวในปี 2566 ที่ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 17 ล้านคน หรือการส่งออกที่เริ่มฟื้นตัวดูจากตัวเลข PMI และมองไปข้างหน้าจะยังเป็นตัวมาเสริม แม้ว่าตัวเลขคาดว่าจะกลับมาเร็วกว่านี้ สิ่งเหล่านี้คือแรงส่งเชิงวัฏจักร และหากดูปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การผลิตฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟที่ตลาดมีความต้องการน้อยลง หรือการส่งออกปิโตรเคมีไปประเทศจีนที่ลดลง 20% เนื่องจากจีนมีการพึ่งพาภายใน ดังนั้น จึงเป็นการชั่งน้ำหนักระหว่าง 2 สิ่งว่าอะไรจะมีผลมากกว่ากัน

“หากแรงส่งเชิงวัฏจักรมาช้าหรือไม่มา อาจจะสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งกนง.ก็จะต้องพิจารณาว่าระดับของอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมตามศักยภาพ (Neutral Rate) ควรจะเป็นเท่าไร ซึ่งสะท้อนผ่านคณะกรรมการ 2 เสียง ที่ต้องการให้ปรับลดดอกเบี้ยลงมา เพราะมองว่าเพื่อให้สอดคล้องกับศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต่ำลงจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง”

คาดจีดีพีปี 67 โต 2.5-3% ใกล้ศักยภาพ

สำหรับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่เท่าไรนั้น นายปิติกล่าวว่า มองว่าระดับศักภาพของไทยอยู่ที่ 3% เป็นระดับที่ควรจะเป็น แต่จะเห็นว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตชะลอลงจากในปี 2564 อยู่ที่ 1.6% และปี 2565 อยู่ที่ 2.6% และในปี 2566 คาดว่าจะโตต่ำกว่าระดับ 2-3% หรือต่ำกว่า 2% ด้วยซ้ำ ดังนั้น ในปี 2567 ธปท.คาดการณ์จีดีพีจะขยายตัวในกรอบ 2.5-3% จากเดิมอยู่ที่ 3.2% ซึ่งน่าจะใกล้เคียงกับระดับศักยภาพของไทย

อย่างไรก็ดี ธปท.ไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าศักยภาพเศรษฐกิจควรอยู่ที่เท่าไร และอัตราดอกเบี้ย Neutral Rate อยู่ที่เท่าไร แต่อาจจะต้องวัดด้วยอาการ เพราะอาการจะฟ้องว่าไทยโตต่ำกว่าหรือสูงกว่าศักยภาพ เช่น อาการของเศรษฐกิจที่โตร้อนแรง คนมีเงินซื้อของแต่ไม่มีของ จึงต้องพิจารณาจากเงินเฟ้อ แต่อาจจะไม่ได้ทั้งหมด เนื่องจากเงินเฟ้อประมาณ 80% เคลื่อนไหวตามปัจจัยภายนอก เช่น ราคาน้ำมัน หรืออาหาร ธปท.จึงต้องตัดประเด็นเสียงรบกวนนี้ออก หรือภาคการเงิน หากดอกเบี้ยต่ำเกินไป อาจจะเห็นฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์เช่นในปี 1997 ได้

ทั้งนี้ ภาพเศรษฐกิจไทยปี 2566 ธปท.จะมีการประเมิน และปรับประมาณการใหม่ครั้งหน้า ซี่งต้องรอดูตัวเลขจริงจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ที่จะออกมาในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งยอมรับว่าตัวเลขทั้งปี 2566 อาจจะต่ำกว่าที่ ธปท.ประเมินไว้พอสมควร จากเดิมที่คาดไว้ที่ 2.4% จากปัจจัยภายนอกและภาคการผลิต

เงินเฟ้อติดลบต่อเนื่องไม่ใช่ภาวะเงินฝืด

นายปิติกล่าวว่า แม้อัตราเงินเฟ้อปัจจุบันจะอยู่ระดับต่ำ ไม่ได้สะท้อนว่าเป็นภาวะเงินฝืด เนื่องจากบนคำนิยามของเงินฝืด สินค้าเกือบทุกรายการต้องมีการลดลงอย่างแพร่หลาย และเป็นวงกว้าง และอำนาจซื้อจากประชาชนควรลดลงอย่างยั่งยืน แต่ภาพปัจจุบันยังไม่ได้เกิดขึ้นทั้ง 2 มิติในข้างต้น โดยในตะกร้าสินค้า 400 รายการ ยังพบว่า 75% ราคายังคงปรับตัวสูงขึ้น และมีเพียง 25% ปรับราคาลดลง ซึ่งมองว่าเงินเฟ้อมีแนวโน้มค่อย ๆ เพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้า ไม่ได้ลดลงอย่างยั่งยืน ดังนั้น ไม่สะท้อนอาการของเงินฝืด

“ภาพรวมถือว่าไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่ต่อเศรษฐกิจไทย เพราะอัตราเงินเฟ้อที่ไม่ได้อยู่ในระดับสูง ไม่ได้ไปซ้ำเติมภาระค่าครองชีพของประชาชนเป็นสิ่งที่ดี ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัว ทั้งนี้ มองว่าเงินเฟ้อเดือนมกราคมที่ติดลบ 1.11 % สะท้อนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากมาตรการพลังงานและอาหารที่ลดลง ดังนั้น มองว่าเงินเฟ้อที่ลดลงในระดับต่ำในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นการลดลงอย่างยั่งยืน ไม่ได้บ่งชี้ถึงอุปสงค์ที่อ่อนแองลง แต่มาจากปัจจัยเฉพาะ โดย กนง.ได้มีการจับตาแรงกดดันของราคาด้วย ไม่ใช่เฉพาะตัวเลข CPI อย่างเดียว”

ชี้รับฟังความเห็นทุกฝ่ายทบทวนนโยบาย

สำหรับกรณีที่มีแรงกดดันจากภาคการเมืองที่ต้องการให้ ธปท.ปรับดอกเบี้ยนั้น นายปิติกล่าวว่า เรื่องของอัตราดอกเบี้ยมีการพูดคุยกันหลากหลายมุมมอง และมองได้หลายแง่ และจะต้องพิจารณาอะไรบ้าง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยมีผลกระทบวงกว้าง มีคนได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ ซึ่งในต่างประเทศก็มีการดีเบตกันและแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขว้าง ซึ่งหากมีคนเสนอก็ถือเป็นเรื่องดี เพราะจะได้ทำให้ ธปท.ไม่ลืมว่าลืมประเด็นอะไรหรือไม่

ทั้งนี้ โดยภาพรวมทั้งคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และภาครัฐก็มีจุดประสงค์เดียวกันคือ ต้องการให้เศรษฐกิจขยายตัวเต็มศักยภาพ และยั่งยืน และช่วยให้พื้นฐานเศรษฐกิจขยายตัวในระดับเหมาะสม ส่วนปัจจัยปัญหาเชิงโครงสร้างอาจจะต้องใช้เครื่องมืออื่นในการเข้ามาดูแล เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยไม่สามารถแก้ไขเรื่องความสามารถในการแข่งขัน และปัญหาเชิงโครงสร้างได้ ประกอบกับอุปสงค์ในประเทศยังขยายตัวได้ หากใช้อัตราดอกเบี้ยมากระตุ้นยังมีข้อจำกัด

“นโยบายการเงินและนโยบายการคลัง เรามีการพูดคุยตลอดเวลา เพราะเราเองต้องดูนโยบายด้านอื่น ๆ ด้วยว่าภาครัฐทำอะไรอยู่ และแต่ละเครื่องมือมีความแตกต่างกัน และไม่สามารถแก้ปัญหาได้เฉพาะจุด เช่นเดียวกับภาคการคลัง ซึ่งก็มีเครื่องมือที่ดูแลภาพกว้างได้ และก็เฉพาะจุด ดังนั้น เรามีการพูดคุยกันเสมอ”