เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาน้ำมันวันนี้ (10 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
News ราคาน้ำมันวันนี้ (10 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
ธปท.จับตา ‘เอสเอ็มอี-อสังหา-ครัวเรือน’ ฉุดเศรษฐกิจ
Economic ธปท.จับตา ‘เอสเอ็มอี-อสังหา-ครัวเรือน’ ฉุดเศรษฐกิจ
3 โจทย์ใหญ่ชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก IMF เตือน AI โหมเชื้อไฟเหลื่อมลํ้า
World 3 โจทย์ใหญ่ชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก IMF เตือน AI โหมเชื้อไฟเหลื่อมลํ้า
“ธนกร จินตนาธัญชาติ” ปั้นเครือข่ายห้างท้องถิ่นทั่วไทย เพิ่มแต้มต่อธุรกิจ
Business “ธนกร จินตนาธัญชาติ” ปั้นเครือข่ายห้างท้องถิ่นทั่วไทย เพิ่มแต้มต่อธุรกิจ
สนามบินภูเก็ต ผู้โดยสารทะลุ 17 ล้านคน เร่งขยายเทอร์มินัลอินเตอร์ รองรับเพิ่มอีก 5.5 ล้านคน
เศรษฐกิจภูมิภาค สนามบินภูเก็ต ผู้โดยสารทะลุ 17 ล้านคน เร่งขยายเทอร์มินัลอินเตอร์ รองรับเพิ่มอีก 5.5 ล้านคน
​กางสถิติ Golden Week จีนเข้าเชียงใหม่พุ่ง 37% Gen Z ขึ้นแท่นดันท่องเที่ยวปลายปี
เศรษฐกิจภูมิภาค ​กางสถิติ Golden Week จีนเข้าเชียงใหม่พุ่ง 37% Gen Z ขึ้นแท่นดันท่องเที่ยวปลายปี
ในหลวง พระราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ เนเน่ รอยัล และครอบครัว เฝ้าฯ
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ เนเน่ รอยัล และครอบครัว เฝ้าฯ
ไทย-ติมอร์ฯ เร่งสรุป MOU ค้าข้าว “ศุภจี” เปิดทางเกษตร-อาหารแปรรูปขยายตลาด
Economic ไทย-ติมอร์ฯ เร่งสรุป MOU ค้าข้าว “ศุภจี” เปิดทางเกษตร-อาหารแปรรูปขยายตลาด
ปักหมุด 1 พ.ย. เปิด “มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569” เนรมิตหนองแด 1,030 ไร่ สู่เวทีระดับโลก
Economic ปักหมุด 1 พ.ย. เปิด “มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569” เนรมิตหนองแด 1,030 ไร่ สู่เวทีระดับโลก
พาณิชย์ผนึก 45 พันธมิตร จัดเจ 9 วัน ลดสูงสุด 50% กระจายสินค้า-กดค่าครองชีพ
Economic พาณิชย์ผนึก 45 พันธมิตร จัดเจ 9 วัน ลดสูงสุด 50% กระจายสินค้า-กดค่าครองชีพ
ดูทั้งหมด

เจาะไส้ใน พ.ร.ก.กู้เงินเพิ่ม 5 แสนล้าน เยียวยา “โควิด”

26 พ.ค. 2564 | 08:54น.
คลัง-พ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉิน

แม้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมารัฐบาล ทั้งระดับนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ยืนยันมาตลอดว่ารัฐบาลมีงบประมาณเพียงพอรับมือการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ โดยยืนยันเสียงแข็งมาตลอดว่า ไม่จำเป็นต้อง “กู้เพิ่ม”

แต่ล่าสุด เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2564 ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม พ.ศ.2564 วงเงิน 5 แสนล้านบาท โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค.2564 เป็นต้นไป

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พลังงาน นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง และนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกันแถลงข่าวภายหลังพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดระลอกใหม่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 วงเงินไม่เกิน 500,000 ล้านบาท ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า วงเงิน 5 แสนล้านบาทจะนำมาใช้ดูแลประชาชน ผู้ประกอบการรายย่อย คนทำงานเพื่อสร้างงานให้กับภาคประชาชนในระดับท้องถิ่น หรือโครงการที่เป็นประโยชน์ในการฟื้นฟูจากผลกระทบโควิด-19 เป็นกฎหมายคู่แฝดกับ พ.ร.ก. พ.ร.ก.สินเชื่อฟื้นฟูฯรวม 3.5 แสนล้านบาท

“เราประมาทไม่ได้เลย เราเคยเชื่อว่าควบคุมได้ แต่ก็เกิดการระบาดระลอกใหม่ขึ้นมาเรื่อย ๆ ไม่ได้ล็อกดาวน์เหมือนการระบาดรอบที่ผ่านมา และมี พ.ร.ก.อีก 2 ฉบับเพื่อดูแลทุกมิติ ทุกภาคส่วน เช่น ผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบและภาคประชาชนรวมแล้ว 8.5 แสนล้านบาท เพื่อสำรองไว้ในยามวิกฤต เพื่อให้เราก้าวพ้นและผ่านพ้นช่วงวิกฤตครั้งนี้ไปได้”

นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคโควิด นายกรัฐมนตรีได้กำชับทุกหน่วยงานที่ให้ลงพื้นที่ปฏิบัติการเชิงรุก ควบคู่ไปกับการเร่งฉีดวัคซีน เร่งควบคุมโรคระลอกใหม่ให้ได้อย่างรวดเร็ว และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน นักลงทุนและผู้ประกอบการทุกภาคส่วน

“พ.ร.ก.ให้กระทรวงการคลังกู้เงินเพิ่มเติม 5 แสนล้านบาท ยังมี พ.ร.ก.ช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประกอบการธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อีก 3.5 แสนล้านบาท (ซอฟต์โลน+พักทรัพย์ พักหนี้) และยังมี พ.ร.บ.รักษาเสถียรภาพระบบการเงินและความมั่นคงของเศรษฐกิจของประเทศอีก 4 แสนล้านบาท รวม 1.25 ล้านล้านบาท ได้เตรียมไว้ยามฉุกเฉินในยามวิกฤตครั้งนี้ ซึ่งเทียบกับปีที่แล้วก็ไม่น้อยไปกว่า 1.9 ล้านล้านบาท”

นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า คาดการณ์ว่าจะสามารถควบคุมการระบาดของโควิดได้ในไตรมาสสองของปี’64 เงินกู้ใหม่ 5 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นครึ่งหนึ่งเงินกู้ 1 ล้านล้านบาทในปีที่แล้ว ซึ่งอยู่ในระดับที่เพียงพอรองรับช่วงท้าย ๆ ของโควิด ควบคู่ไปกับการฉีดวัคซีน

“ถ้าไม่ระบาด ไม่เบิก ดีที่สุด ถ้าไม่มีการเบิกใช้ในส่วน 5 แสนล้านบาท จะเป็นเรื่องที่ดีมาก หมายความว่า มีการควบคุมการแพร่ระบาดในระดับสากลดีขึ้น เศรษฐกิจโลกเติบโตขึ้น”

นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า ไม่คิดไปไกลว่า เมื่อถึงเดือนกรกฎาคมแล้วจะต้องกู้เพิ่มหรือไม่ เงินก้อนนี้ (5 แสนล้านบาท) เตรียมไว้สำหรับในอนาคต ปี’65 ในกรณีเกิดความไม่แน่นอน เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่

“เราไม่ได้เร่งใช้มาตรการในส่วนของเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ถูกกระจายไปบางส่วนในปี’64 แล้ว เงินกู้นี้เตรียมไว้เพื่อให้เกิดความมั่นใจกับประชาชนว่ารัฐบาลคิดอย่างรอบคอบ”

นายอาคมกล่าวว่า พ.ร.ก.กู้เงิน เพิ่มเติมวงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท จำนวน 3 แผนงาน เป็นกฎหมายเฉพาะ เนื่องจากจำเป็นเร่งด่วน ความต่อเนื่องและแก้ปัญหาวิกฤตของประเทศ ไม่สามารถตั้งงบฯประจำปีได้ทัน โดยให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เป็นเงินบาทหรือเงินตราต่างประเทศ หรือออกตราสารหนี้รัฐบาลภายใน 30 ก.ย. 65

“กรณีจำเป็น ครม.สามารถอนุมัติปรับแผนงานได้ตามแผนงาน 3 วัตถุประสงค์ เพื่อให้การใช้จ่ายเงินทันกับสถานการณ์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำเรื่องการช่วยเหลือเอสเอ็มอี”

นายอาคมกล่าวว่า พ.ร.ก.กู้เงิน กรอบวงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท ซึ่งจะต้องมีการลงนามในสัญญาเงินกู้ หรือออกตราสารหนี้ภายในวันที่ 30 ก.ย. 65 โดย พ.ร.ก.ฉบับนี้ ออกมาเพื่อเตรียมการการแพร่ระบาดระลอกใหม่ จะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 1.5% จากคาดการณ์เศรษฐกิจในปี 2564 ขยายตัว 1.5-2.5%

“การกู้เงินครั้งนี้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ประมาณการหนี้สาธารณะในเดือน ก.ย. 64 ในอัตรา 58.56% ต่อจีดีพี ซึ่งต่ำกว่ากรอบวินัยการเงินการคลังที่ไม่เกิน 60% ต่อจีดีพี”

นายดนุชากล่าวว่า พ.ร.ก.กู้เงิน วงเงิน 1 ล้านล้านบาท ได้มีแผนการใช้จ่ายครบถ้วนแล้ว ซึ่งการเบิกจ่ายคิดเป็น 79.88% ซึ่งทำให้เกิดการจ้างงาน 163,628 คน ฝึกอบรมทักษะเกษตรกรไปแล้วอย่างน้อย 9 หมื่นราย เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการเบิกจ่ายงบประมาณที่ได้อนุมัติโครงการไปแล้ว 817,000 ล้านบาท ช่วยพยุงเศรษฐกิจและส่งเสริมการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 2%

นายดนุชากล่าวว่า สำหรับเงินกู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนฟื้นฟู 1.7 แสนล้านบาท ประกอบด้วย 3 เรื่องหลัก เรื่องแรก การลงทุนภาครัฐเพิ่มเติมจากงบประมาณรายจ่ายประจำ เช่น โครงการน้ำในชุมชน หรือโครงสร้างพื้นฐานในชุมชน เรื่องที่สองการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เรื่องสุดท้ายพุ่งเป้าช่วยเหลือผู้ประกอบการรายเล็กที่ไม่เป็นนิติบุคคล ผ่านมาตรการคนละครึ่ง รวมถึงผู้ประกอบการระดับกลาง เช่น ร้านอาหาร ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาด

ย้อนวาระคลังวางกรอบกู้เพิ่ม 7 แสนล้าน

ก่อนหน้านี้ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2564 ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังก็มีการเสนอที่ประชุม ครม.พิจารณาเห็นชอบหลักการ “กู้เพิ่ม” อีก 700,000 ล้านบาท โดยจะมีการยกร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดระลอกใหม่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 พ.ศ. …ขึ้นมาอีกฉบับ

เงินหมดเก๊ะ-จำเป็นต้องกู้เพิ่ม

ทั้งนี้ ในการจัดทำ พ.ร.ก.กู้เงิน 7 แสนล้าน ก่อนหน้านี้  กระทรวงการคลังยกสารพัดเหตุผลเพื่ออ้างถึงความ “จำเป็นเร่งด่วน” ที่จะต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับใหม่ จากเดิมที่มี พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาทอยู่แล้ว อาทิ พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท มีวงเงินคงเหลือ ณ วันที่ 11 พ.ค. 2564 เพียง 16,525 ล้านบาท, สถานการณ์โควิดทั่วโลกยังยืดเยื้อ, ความเสี่ยงจากไวรัสกลายพันธุ์ที่ไม่สามารถรับประกันได้ว่ารัฐบาลจะควบคุมการระบาดให้อยู่ในวงจำกัดได้,

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ประเมินว่า จากการระบาดระลอกใหม่ทำให้เศรษฐกิจไทยปี 2564 จะโตเพียง 2.3% ต่ำกว่าเดิมที่คาดไว้ 2.8%

นอกจากนี้ การระบาดของโควิดตั้งแต่ต้นปี 2563 ส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องต่อการฟื้นตัวของการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล โดยในปีงบประมาณ 2563 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 2,387,425 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 343,575 ล้านบาท คิดเป็น 12.5%

ขณะที่ในปีงบประมาณ 2564 นี้สถานการณ์การจัดเก็บรายได้ก็ยังคงได้รับผลกระทบจากปัญหาการหดตัวของเศรษฐกิจในปี 2563 และภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2564 ที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในอนาคต

โดย รัฐบาลมีความจำเป็นเร่งด่วนต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมเพื่อแก้ปัญหาโควิด-19 และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดระลอกใหม่ แต่มีข้อจำกัด

อาทิ การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 ที่ต้องใช้เวลา ซึ่งอาจไม่ทันต่อสถานการณ์การระบาด ประกอบกับวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณในปีงบประมาณ 2565 ที่ตั้งไว้ 700,000 ล้านบาท ก็ใกล้เต็มกรอบวงเงินแล้ว

เปิดช่องกู้โปะเงินคงคลัง

โดยแหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวว่า ขณะนี้แนวโน้มการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลน่าจะออกมาต่ำเป้าต่อเนื่อง ทั้งในปีงบประมาณ 2564 ไปจนถึงปีงบประมาณ 2565 ที่มีการประมาณการรายได้ไว้ที่ 2.4 ล้านล้านบาท เนื่องจากผลกระทบจากการระบาดในปีนี้จะส่งผลกระทบต่อการเก็บรายได้ภาษีในปีหน้าด้วย

“กรอบวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณที่ตั้งไว้ 700,000 ล้านบาท ปีหน้ามีแนวโน้มว่าจะไม่เพียงพอ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการกู้เพิ่ม ซึ่งตาม พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับใหม่จะเปิดช่องให้รัฐบาลสามารถบริหารสภาพคล่องทางการคลัง

หรือกู้มาใส่ในเงินคงคลังได้ในกรณีที่การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลได้รับผลกระทบจากโควิดด้วย โดยสามารถเสนอ ครม.อนุมัติให้ปรับโยกวงเงินมาใช้ได้เมื่อมีความจำเป็น”

ตีกรอบใช้เงิน 3 แผนงาน

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังอยู่ระหว่างยกร่าง พ.ร.ก.ฉบับใหม่ คาดว่าจะออกมาได้เร็ว ๆ นี้ โดยการกู้เงินมีวัตถุประสงค์หลัก คือ เพื่อแก้ปัญหาการระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19, เพื่อช่วยเหลือเยียวยาหรือชดเชยให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากการระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19

และเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดระลอกใหม่ รวมถึงการบริหารสภาพคล่องทางการคลังในกรณีจำเป็น

“ตอนนี้กำลังพิจารณากันว่า จากกรอบ 700,000 ล้านบาทที่ ครม.อนุมัติหลักการไว้แล้ว แต่ถ้าควบคุมการระบาดได้เร็วกิจกรรมทางเศรษฐกิจฟื้นเร็วขึ้น ก็อาจจะใช้เพียง 500,000 ล้านบาท ส่วนอีก 200,000 ล้านบาท ก็เผื่อไว้ก่อน”

ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง ประเมินว่า กรอบวงเงินที่เสนอนี้จะช่วยให้เศรษฐกิจปี 2564 ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากที่ประมาณการไว้อีก 1.5% โดยกรอบการใช้เงินจะอยู่ในบัญชีแนบท้าย พ.ร.ก. แบ่งเป็น 3 แผนงาน คือ

1.แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาการระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 วงเงิน 30,000 ล้านบาท 2) แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเยียวยาหรือชดเชยให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการ

ซึ่งได้รับผลกระทบจากการระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 วงเงิน 400,000 ล้านบาท และ 3) แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 วงเงิน 270,000 ล้านบาท

ดันหนี้สาธารณะทะลุ 60%

คลังยังได้ประเมินผลกระทบต่อหนี้สาธารณะว่า ปัจจุบันหนี้สาธารณะคงค้างณ สิ้นเดือน มี.ค. 2564 อยู่ที่ 8,472,186.98 ล้านบาท คิดเป็น 54.28% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)

ซึ่งการกู้ภายใต้ พ.ร.ก.ฉบับใหม่ 700,000 ล้านบาท จะส่งผลให้หนี้สาธารณะสิ้นปีงบประมาณ 2564 (สิ้น ก.ย. 2564) ปรับขึ้นเป็น 9,381,428 ล้านบาท หรือ 58.56% ยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐที่กำหนดไว้ไม่เกิน 60%

ก่อนหน้านี้ นางสาวพีรพรรณ สุวรรณรัตน์ผู้ชำนาญการงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุนอาวุโส ธนาคารกสิกรไทยวิเคราะห์ว่า การกู้เงิน 700,000 ล้านบาทดังกล่าว จะมีผลกระทบ 4 ด้าน ได้แก่

1) การใช้จ่ายที่สูงขึ้น จะเป็นปัจจัยบวกต่อการบริโภคภาคเอกชน และ GDP โดยรวมในปี 2564-2565 แต่ยังต้องติดตามความรวดเร็วในการฉีดวัคซีนและการควบคุมการระบาดอย่างใกล้ชิด 2) หนี้สาธารณะไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นไปที่ 58.9-59.8% ของ GDP ณ สิ้นปี 2564 และจะเพิ่มขึ้นไปแตะ 63.7% ณ สิ้นปี 2565

3) ปริมาณการออกพันธบัตรรัฐบาลในระยะต่อไปมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยประเมินว่าในปีงบประมาณ 2565 จะสูงถึง 750,000-800,000 ล้านบาท และ 4) แนวโน้มนโยบายการคลังที่ผ่อนคลายอย่างมากจะทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คงดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่เหลือของปี

รัฐจ่อปรับกรอบวินัยการคลัง

ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ว่า การกู้เงินเพิ่มส่งผลให้ระดับหนี้สาธารณะของไทยเข้าใกล้เพดานหนี้ที่ 60% เร็วขึ้น โดยภาครัฐจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะในระยะเวลาอันใกล้ซึ่งยังอยู่ในวิสัยที่สามารถทำได้

ขณะที่ระดับเพดานหนี้สาธารณะที่ 60% เป็นระดับตามกรอบความยั่งยืนทางการคลังที่นิยมใช้ในหลายประเทศ อาทิ สหภาพยุโรป เป็นต้น อย่างไรก็ดี ระดับหนี้สาธารณะที่เหมาะสมของแต่ละประเทศนั้นไม่มีระดับที่ตายตัว และขึ้นอยู่กับบริบทและปัจจัยต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน

ทั้งนี้ หลายฝ่ายต่างยอมรับถึงความจำเป็นที่ต้องมี “กระสุน” ไว้รับมือกับการระบาดของโควิดระลอกใหม่ ๆ ที่อาจเกิดขึ้นอีกได้ ทว่า ก็มีการตั้งคำถามถึงการใช้เงินกู้ว่าคุ้มค่าเพียงใดและมีการมองกันว่าอาจจะเป็นการปูทางหาเสียงเลือกตั้งของพรรครัฐบาลอีกด้วย

แถมมีแผนการอัดงบฯจากเงินกู้นี้ลงไปที่กองทัพจำนวนไม่น้อย ซึ่งรัฐบาลคงต้องอธิบายให้ชัด ตอบเคลียร์ในทุกประเด็น และต้องดำเนินการจัดทำ พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับใหม่อย่างโปร่งใส เพื่อให้ทุกฝ่ายเกิดความเชื่อมั่นได้มากที่สุด

แท็กที่เกี่ยวข้อง

พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้าน