เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (20 ต.ค. 69) ร่วงลง 650 บาท รูปพรรณบาทละ 66,400 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (20 ต.ค. 69) ร่วงลง 650 บาท รูปพรรณบาทละ 66,400 บาท
เรเนซองส์ เปิดตัวคอลเลคชั่นเครื่องดื่มใหม่ ยกระดับประสบการณ์ “Evenings at Renaissance”
Biz Movement เรเนซองส์ เปิดตัวคอลเลคชั่นเครื่องดื่มใหม่ ยกระดับประสบการณ์ “Evenings at Renaissance”
BDMS รุกไบโอเทค ทุ่ม 170 ล้าน ปั้น “ยีนรักษามะเร็ง” หั่นต้นทุนนำเข้า
Business BDMS รุกไบโอเทค ทุ่ม 170 ล้าน ปั้น “ยีนรักษามะเร็ง” หั่นต้นทุนนำเข้า
นายกฯอันวาร์ ยันยังไร้ดีลอุ้มสายการบินแอร์เอเชีย
World นายกฯอันวาร์ ยันยังไร้ดีลอุ้มสายการบินแอร์เอเชีย
ขาย “สวนสยาม” หมื่นล้าน เนื้อหอม ทุนไทย-ต่างชาตินับ 10 รายสนใจซื้อ
Real Estate ขาย “สวนสยาม” หมื่นล้าน เนื้อหอม ทุนไทย-ต่างชาตินับ 10 รายสนใจซื้อ
เบทาโกรเข้าถือหุ้นใหญ่ Freshket รุกขยายธุรกิจฟู้ดเซอร์วิสออนไลน์
Economic เบทาโกรเข้าถือหุ้นใหญ่ Freshket รุกขยายธุรกิจฟู้ดเซอร์วิสออนไลน์
คณะไกล่เกลี่ย UNCLOS หนุนไทย-กัมพูชาฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูต
World คณะไกล่เกลี่ย UNCLOS หนุนไทย-กัมพูชาฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูต
น้ำลดอย่าเพิ่งสตาร์ท! กรมส่งเสริมการเกษตรเปิด 7 วิธีฟื้นเครื่องจักร
Economic น้ำลดอย่าเพิ่งสตาร์ท! กรมส่งเสริมการเกษตรเปิด 7 วิธีฟื้นเครื่องจักร
ปลุก “เงินนอน” เชียงใหม่ 3 แสนล้านปักหมุด Investment Hub ภาคเหนือ
เศรษฐกิจภูมิภาค ปลุก “เงินนอน” เชียงใหม่ 3 แสนล้านปักหมุด Investment Hub ภาคเหนือ
กลุ่มธนบุรี เปิดตัวรถอีวี ‘smart’ 3 รุ่น ประเดิมขายในโชว์รูม ”เบนซ์“ 10 สาขาทั่วประเทศ
Automotive กลุ่มธนบุรี เปิดตัวรถอีวี ‘smart’ 3 รุ่น ประเดิมขายในโชว์รูม ”เบนซ์“ 10 สาขาทั่วประเทศ
ดูทั้งหมด

เศรษฐกิจไทยผ่านวิกฤต แต่คนไทยส่วนใหญ่กำลังวิกฤต

18 พ.ย. 2564 | 14:51น.

หลังจากที่ทั้งโลกและประเทศไทยตกอยู่ในวังวนวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 มาเกือบ 2 ปี แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะผ่านจุดต่ำสุดแล้วเมื่อไตรมาส 3 ที่ผ่านมา แต่ก็ยังอยู่ในภาวะเปราะบาง

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2565 จะเป็นอย่างไร “ประชาชาติธุรกิจ” ขอนำเสนอซีรีส์สัมภาษณ์ 3 นักเศรษฐศาสตร์ไฟแรง จาก 3 สำนักมาวิเคราะห์แนวโน้มและเส้นทางวิบากเศรษฐกิจไทย

ประกอบด้วย ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย

และ ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานวิจัยและหัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา

ฉบับนี้เริ่มต้นด้วย ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย วิเคราะห์เศรษฐกิจไทยปี 2565 ว่า ถ้าดูจากเศรษฐกิจไทยปีที่แล้วติดลบ -6.1% ปีนี้คาดว่าน่าจะโตได้ 0.5-0.7% น้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจที่หดตัวลงมา

เครื่องยนต์ “ท่องเที่ยว” ตัวแปร

ปีหน้าเศรษฐกิจไทยน่าจะเริ่มฟื้นกลับมามีนัยสำคัญมากขึ้น ตัวแปรสำคัญคือ “การท่องเที่ยว” หลังจากทั่วโลกฉีดวัคซีนได้เยอะ เมืองไทยถึงสิ้นปีก็น่าจะได้สัก 60% ของประชากร และปีหน้าจะทยอยดีขึ้น ซึ่งจะสร้างความมั่นใจให้การท่องเที่ยวกลับเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น

แต่ไม่ได้แปลว่านักท่องเที่ยวจะกลับมา 39-40 ล้านคนเหมือนเมื่อปี’62

“เราประมาณว่าปีหน้านักท่องเที่ยวจะอยู่ที่ 5.8 ล้านคน และจีดีพีไทยน่าจะโตได้ 3.9% ในปีหน้า แต่ท่องเที่ยวเป็นตัวแปรเศรษฐกิจที่มีความแกว่งมาก เพราะเราเปิดประเทศแต่ต่างชาติจะมาหรือเปล่ายังไม่รู้”

ขณะที่ความมั่นใจว่านักท่องเที่ยวจะเข้ามาถึง 5.8 ล้านคนก็ยังน้อยมาก และถ้าเกิดระบาดระลอกใหม่ ปีหน้าก็อาจเห็นจีดีพีไทยโตแค่ 2-2% กว่า จะเป็นการโตช้าอีกปี

การเปิดประเทศเหมือนเป็นการซ้อมใหญ่ เพราะการเดินทางระหว่างประเทศยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ขณะที่ตลาดท่องเที่ยวสำคัญของไทย คือ “จีน” ที่มีสัดส่วน 28-29% ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาไทย เชื่อว่าปีหน้าทั้งปีคนจีนไม่น่าจะออกมาเพราะนโยบายของทางการที่ยังควบคุมการเดินทาง

3 สัญญาณอันตรายปี’65

ดร.พิพัฒน์วิเคราะห์ว่า ประเด็นสำคัญเศรษฐกิจปีหน้ามี 3 เรื่องใหญ่ คือ 1.เรื่องสุขภาพ ว่าประเทศไทยจะสามารถคุมโรคระบาดได้มากแค่ไหน ซึ่งจากการเร่งฉีดวัคซีนที่เร็วขึ้น ตรวจ ATK รวมถึงต่างประเทศเริ่มมียารักษาออกมา ก็จะช่วยให้ความรุนแรงของโรคลดลงได้

2.เศรษฐกิจโลก เชื่อว่าค่อย ๆ ฟื้นแต่มีจุดเสี่ยงสำคัญ คือ “เศรษฐกิจจีน” จากกรณีเอเวอร์แกรนด์รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ของจีนเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนคิดเป็นราว 30% ของจีดีพี

ถ้าจัดการไม่ดีจะมีความเสี่ยงการหยุดชะงัก ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจจีนอยู่ในภาวะชะลอตัวอย่างหนักได้ รวมถึงปัญหาขาดแคลนพลังงานและเรื่องโควิด-19 ที่จีนพยายามใช้นโยบาย zero COVID-19

“เรามองเศรษฐกิจจีนน่าจะโตประมาณ 4% ชะลอตัวจากปีนี้ที่โต 6-7% แต่กรณีมีความเสี่ยงรุนแรงจีดีพีอาจเหลือโตแค่ 2% ก็จะเกิด recession ในจีน”

ขณะที่ประเทศไทยส่งออกไปจีนประมาณ 13-14% ดังนั้น ความเสี่ยงส่งออกไทยก็มากขึ้น ทั้งที่ควรจะเป็นเครื่องยนต์สำคัญการฟื้นตัว

ข้อ 3.ความเสี่ยงที่กังวลมากขึ้นเรื่อย ๆ คือ “เงินเฟ้อ” โดยเฉพาะต้นทุนที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ จากปัญหาข้อจำกัดด้านซัพพลายที่ทำให้เงินเฟ้อโลกขยับ โดยเฉพาะราคาน้ำมันขยับขึ้นค่อนข้างสูง ซึ่งกระทบเงินเฟ้อในเมืองไทยเช่นกัน ที่กลายเป็นต้นทุนผู้บริโภค ทำให้เงินที่จะไปซื้ออย่างอื่นก็จะลดลง

คือมีปัญหาทั้ง “ผู้บริโภค” จะมีกำลังซื้อลดลง และ “ผู้ประกอบการ” ก็จะมีปัญหาเหมือนกันเพราะเศรษฐกิจไทยที่ค่อย ๆ ฟื้นมาเจอต้นทุนแพงขึ้น ก็มีปัญหาจะส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้หรือไม่ ก็เป็นความเสี่ยง

ปีหน้าเป็นความท้าทายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพราะเริ่มเห็นสัญญาณเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น แต่เศรษฐกิจยังไม่ดี จะทำอย่างไรกับนโยบายการเงิน เป็นความท้าทายของธนาคารกลางทั่วโลก

ครึ่งแรกปี’65 เศรษฐกิจ “ป๊อกแป๊ก”

ดร.พิพัฒน์มองว่า ในช่วงครึ่งปีแรกอาจจะเห็นเศรษฐกิจฟื้นตัวแบบแผ่ว ๆ เพราะนักท่องเที่ยวยังมาไม่มาก ดังนั้น ครึ่งปีแรกคงยังป๊อกแป๊ก และถ้าครึ่งปีหลังนักท่องเที่ยวยังไม่ดีขึ้น ก็จะยิ่งกระหน่ำความเสี่ยงของเศรษฐกิจ

ปีหน้า “ท่องเที่ยว” จะมาเป็นเครื่องยนต์สำคัญจากเดิมที่เครื่องยนต์นี้ดับไปเลย มาเริ่มสตาร์ตติดช้า ๆ ขณะที่ “ส่งออก” ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เดียวที่ทำงานอยู่ปีนี้ และน่าจะทำงานได้ต่อ แต่ถ้าเศรษฐกิจจีนชะลอตัวหรือเศรษฐกิจจีนกระทบเศรษฐกิจโลกให้ชะลอตัว ถ้าเจอปัญหาแบบนี้ส่งออกก็ไม่น่าเร่งตัวขึ้น

อีกความหวัง คือ การลงทุนภาครัฐที่จะมาช่วยเสริม แต่ พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท สำหรับเยียวยา-กระตุ้นและฟื้นฟู แต่ที่สุดเป็นงบฯฟื้นฟูเพื่อลงทุนไม่ถึง 1 แสนล้าน เพราะการเบิกจ่ายช้าทำให้การลงทุนช้า ต้องทำอย่างไรที่จะหาโปรเจ็กต์และลงทุนให้ถูกจุด และสร้างประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจให้ได้เยอะสุด

ปีหน้าต้องเร่งมาตรการ “ซ่อมสร้าง”

ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า มาตรการสำคัญในปีหน้า ถ้าให้ดีควรจะเป็นมาตรการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนมากขึ้น ความท้าทายของโลกหลังโควิด-19 ของเศรษฐกิจไทย คือ “ต้องซ่อมต้องสร้างอะไรบ้าง”

“ขณะที่การกระตุ้นการบริโภคก็ยังจำเป็น เพราะคิดว่าภาพการฟื้นตัวจะเป็นแบบ uncertain (ไม่แน่นอน) และ Uneven (ไม่สม่ำเสมอ) คือเราคิดว่าน่าจะฟื้นแต่ไม่รู้จะฟื้นจริงหรือเปล่า และ Uneven จะเป็นการฟื้นตัวแบบตัว K ฟื้นตัวอย่างไม่เท่าเทียม

K ขาบน คือ กลุ่มคนที่ WFH ได้มีรายได้เยอะ และมีเงินออมเหลือมาก ไม่ได้ออกจากบ้าน ไม่ได้เติมน้ำมัน ไม่ได้กินข้าวนอกบ้าน ไม่ได้ไปเที่ยวญี่ปุ่น กลุ่มนี้มีความมั่งคั่งเพิ่มมากขึ้น”

แต่อีกฝั่งคนจำนวนมากที่รายได้ย่ำแย่เพราะว่าตกงาน ขาดรายได้ อยู่ในอุตสาหกรรมบริการท่องเที่ยว มีปัญหาหนี้

“ถ้าปีหน้านักท่องเที่ยวกลับมาไม่ถึง 1 ใน 4 ของเดิม การใช้แรงงานก็ไม่กลับไปที่เดิมแน่ ๆ ดังนั้น income shock ยังมีอยู่ จีดีพีไทยก็อยู่ระดับต่ำกว่าก่อนเกิดโควิด-19 กลุ่มนี้ยังเป็นกลุ่มที่ต้องซ่อม balance sheet ตัวเอง”

ดังนั้น ต้องมีการกระตุ้นเพื่อกลุ่ม K ขาบนออกมาใช้ตังค์กัน ขณะเดียวกันก็ต้องช่วยเยียวยาในกลุ่มที่มีปัญหารายได้ ซึ่งรัฐบาลคงดูอยู่ และมาตรการก็คงคล้ายกับที่ทำมา ไม่ว่าจะเป็นไทยเที่ยวไทย เราเที่ยวด้วยกัน หรือว่าคนละครึ่ง

และอีกเรื่องที่มีความจำเป็นต้องซ่อมสร้าง คือ “การศึกษา” เชื่อว่ามีความเหลื่อมล้ำสูงมากระหว่างเกิดโควิด-19 จะทำยังไงไม่ให้เกิด gap year ในการศึกษา ความพร้อมของเด็กลดลงมาค่อนข้างมาก

“นอกจากนี้ เรื่องทักษะการทำงานของคนก่อนโควิด-19 หลังจากไฟไหม้บ้านไป 2 ปี เปิดมาสิ่งแวดล้อมก็เปลี่ยนไปหมดแล้ว ถ้าทำอย่างเดิมเราอาจจะแข่งกับเขาไม่ได้แล้ว”

ศก.ไม่ได้วิกฤตแต่คนส่วนใหญ่อยู่ในวิกฤต

ดร.พิพัฒน์สรุปว่า วันนี้เศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ภาวะวิกฤตแล้ว แต่อยู่ในภาวะโตช้า ส่วนที่เศรษฐกิจจะกลับไปในระดับก่อนโควิด-19 เชื่อว่าต้องรอไปถึงปี 2566

“แต่แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจไม่ได้อยู่ในวิกฤต แต่มีคนส่วนใหญ่ที่กำลังอยู่ในภาวะวิกฤต จากที่โดนกระทบทำให้รายได้ไม่กลับมาเลย”

คำถามคือคนกลุ่มนั้นจะอยู่อย่างไร ในเมื่อรายได้ที่ยังไม่กลับไปเหมือน 2 ปีที่แล้ว