เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (4 ก.ย. 69) พุ่งขึ้น 550 บาท รูปพรรณบาทละ 70,500 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (4 ก.ย. 69) พุ่งขึ้น 550 บาท รูปพรรณบาทละ 70,500 บาท
มท.-กทม. สั่งชะลอโครงการ Data Center ที่ยังไม่ก่อสร้าง รอเคาะมาตรการใหม่
Politics มท.-กทม. สั่งชะลอโครงการ Data Center ที่ยังไม่ก่อสร้าง รอเคาะมาตรการใหม่
เอกนิติ ตั้ง 4 อนุฯ คุมดาต้าเซ็นเตอร์ ออกมาตรฐานขั้นต่ำ เร่งออกนโยบายภายใน ก.ย.
Finance เอกนิติ ตั้ง 4 อนุฯ คุมดาต้าเซ็นเตอร์ ออกมาตรฐานขั้นต่ำ เร่งออกนโยบายภายใน ก.ย.
ดันเชียงใหม่ “Wellness Destination” ชูภูมิปัญญาล้านนา-นวัตกรรมสุขภาพ
เศรษฐกิจภูมิภาค ดันเชียงใหม่ “Wellness Destination” ชูภูมิปัญญาล้านนา-นวัตกรรมสุขภาพ
SJWD ผนึกกรุงไทยเปิดจองหุ้นกู้ดิจิทัล SJWD ชูดอกเบี้ย 2.95-3.20%
Finance SJWD ผนึกกรุงไทยเปิดจองหุ้นกู้ดิจิทัล SJWD ชูดอกเบี้ย 2.95-3.20%
ก.พลังงาน เปิด 4 เกณฑ์คุมไฟ Data Center แยกอัตราเฉพาะ
Politics ก.พลังงาน เปิด 4 เกณฑ์คุมไฟ Data Center แยกอัตราเฉพาะ
การตลาดอินฟลู 2026 TikTok ครองแชมป์แพลตฟอร์มยอดนิยม LGBTQ+ ขึ้นแท่นกลุ่มอิทธิพลสูง
Tech การตลาดอินฟลู 2026 TikTok ครองแชมป์แพลตฟอร์มยอดนิยม LGBTQ+ ขึ้นแท่นกลุ่มอิทธิพลสูง
หุ้นไทยเข้าโซนระวัง! 58% หลุดเส้นสำคัญ โบรกฯแนะเก็บ 6 หุ้นแกร่งสวนตลาด
Finance หุ้นไทยเข้าโซนระวัง! 58% หลุดเส้นสำคัญ โบรกฯแนะเก็บ 6 หุ้นแกร่งสวนตลาด
ทำไมประเทศไทย ขึ้นแท่นฮับดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ ในเอเชียแปซิฟิก
Economic ทำไมประเทศไทย ขึ้นแท่นฮับดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ ในเอเชียแปซิฟิก
รัฐบาลผุดรายการ ‘คุยกับ ครม.อนุทิน’ จัดคิวให้รัฐมนตรีแจงมุมคิด-นโยบายตรง
Politics รัฐบาลผุดรายการ ‘คุยกับ ครม.อนุทิน’ จัดคิวให้รัฐมนตรีแจงมุมคิด-นโยบายตรง
ดูทั้งหมด

โดนใจ-แตกต่าง-สื่อสารชัด คีย์ซักเซส “นันยาง”

05 พ.ค. 2567 | 10:34น.
nanyang
สัมภาษณ์

ตลาดรองเท้านักเรียนเป็นหนึ่งในตลาดที่มีความท้าทายสูงสุดของวงการค้าปลีก ด้วย 2 ความท้าทายใหญ่อย่างฐานลูกค้าที่หดตัวต่อเนื่องทุกปี และการที่ตลาดมีผู้เล่นจำนวนมากกว่า 10 แบรนด์มาแย่งชิงเม็ดเงินกัน ซึ่งทำให้ตลาดมูลค่า 5 พันล้านบาทนี้มีแนวโน้มที่ท้าทายยิ่งขึ้นและแข่งขันดุเดือดขึ้นเรื่อย ๆ เท่านั้น

ท่ามกลางความท้าทายนี้ “นันยาง” หนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่และเก่าแก่ กลับยังสามารถเติบโตในระดับสูงกว่าตลาด รวมถึงมีส่วนแบ่งตลาดถึง 45% ในปี 2566 ที่ผ่านมา และในปี 2567 นี้ยังตั้งเป้าการเติบโตสูงกว่าตลาดเช่นเดิม ด้วยความมั่นใจจากกลยุทธ์เฉพาะตัวที่ไม่เพียงช่วยให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่ได้ แต่ยังสร้างฐานลูกค้าขาประจำต่อเนื่องไปในอนาคตอีกด้วย

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้พูดคุยกับ “ดร.จักรพล จันทวิมล” กรรมการผู้จัดการ บริษัท นันยางมาร์เก็ตติ้ง จำกัด ในงานเปิดตัวแคมเปญ “พอดีไม่เหมือนกัน” ถึงยุทธศาสตร์เบื้องหลังความสำเร็จของการสร้างการเติบโตสูงกว่าตลาดในช่วงที่ผ่านมา และแนวทางการชิงฐานลูกค้ารุ่นใหม่ และสร้างการเติบโตในอนาคต

Q : ตอนนี้และในอนาคตหลังจากนี้ตลาดรองเท้านักเรียนท้าทายมากแค่ไหน

ตลาดรองเท้านักเรียนมีความท้าทายสูงจาก 2 ปัจจัยคือ ฐานลูกค้าลดลงต่อเนื่องตามจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลง ซึ่งเกิดขึ้นทั้งในไทยและหลายประเทศทั่วโลก โดยยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น ขณะที่การใช้งานรองเท้านักเรียนจะเฉลี่ย 1.3 คู่/คน/ปี อีกปัจจัยคือ การแข่งขันดุเดือดระหว่างผู้เล่น 10-15 รายที่ต่างพยายามชิงลูกค้าเพื่อสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจของตน ทำให้ตลาดมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 1-3% ต่อปี

เมื่อปี 2566 ตลาดรองเท้านักเรียนของไทยมีมูลค่าประมาณ 5 พันล้านบาท เติบโต 3% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเนื่องจากเป็นปีแรกหลังโควิด-19 ส่วนปี 2567 นี้คาดว่าตลาดจะกลับมาเติบโตในกรอบค่าเฉลี่ยที่ประมาณ 1-3% ตามปกติ สำหรับสินค้าในตลาดแบ่งสัดส่วนเป็นรองเท้าผ้าใบ 60% รองเท้านักเรียนหญิงหรือรองเท้า PVC 35% และอื่น ๆ เช่น รองเท้าหนัง สนีกเกอร์ รองเท้าแฟชั่นลำลองอีก 5%

อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดจะเติบโตเพียงในกรอบค่าเฉลี่ย แต่นันยางยังสามารถเติบโตสูงกว่าตลาดและสูงกว่าค่าเฉลี่ยได้ โดยปี 2566 รายได้เติบโตถึง 13.7% และมีส่วนแบ่งตลาด 45% จากเดิมมีส่วนแบ่ง 43-44% ส่วนปี 2567 นี้วางเป้ายอดขายเติบโต 3-5%

ทั้งนี้เนื่องจากการใช้กลยุทธ์การตลาดที่ปรับเปลี่ยนให้ตอบโจทย์ของกลุ่มเป้าหมายในแต่ละยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ผู้ปกครองหรือนักเรียน ช่วยให้นันยางเป็นตัวเลือกแรกของผู้บริโภค รวมถึงตรึงผู้บริโภคเอาไว้กับแบรนด์ได้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ระดับเข้าชั้นประถมจนถึงจบมัธยม รวมเป็นระยะเวลานานกว่า 13 ปี และสร้างการเติบโต รวมถึงชิงส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มได้อย่างต่อเนื่อง

Q : กลยุทธ์การตลาดของนันยาง-ทำไมจึงช่วยให้แบรนด์เติบโตสูงกว่าตลาดได้

แนวคิดเบื้องหลังกลยุทธ์ของนันยางแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ต้องมองโจทย์การตัดสินใจซื้อสินค้าของพ่อแม่ผู้ปกครองและเด็กนักเรียนในแต่ละยุคสมัยให้ออก และปรับสินค้า การตลาด รวมถึงการสื่อสารให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงนั้น ๆ ขณะเดียวกันสินค้าและแนวทางการตลาดที่ปรับก็ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่า ผู้บริโภคต้องการฟัง, มีความแตกต่างจากคู่แข่ง รวมถึงต้องเข้ากับตัวตนของแบรนด์ด้วย ซึ่งการปรับต้องอาศัยการหาข้อมูลและพัฒนาอย่างจริงจัง ลงลึกและต่อเนื่อง

ตัวอย่างของความเปลี่ยนแปลง เช่น ในอดีตผู้บริโภคจะสนใจของแถมอย่างของเล่น ต่อมาเป็นฟังก์ชั่นใช้งานอย่างใส่สบาย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นด้านอารมณ์ความรู้สึก เช่น ใส่แล้วเท่, ใส่แล้วเก่ง เป็นต้น

ปัจจุบันผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z หรือเด็ก-วัยรุ่นให้น้ำหนักการตัดสินใจกับจุดยืนที่แบรนด์สะท้อนหรือสื่อออกมาเป็นหลัก ซึ่งจะต้องเป็นประเด็นที่ตอบโจทย์ของสังคม หรือช่วยให้โลกดีขึ้น

ด้วยเหตุนี้ทำให้บริษัทเลือกประเด็นสร้างการรับรู้และหาทางแก้ไขปัญหาการกลั่นแกล้งในโรงเรียน ขึ้นมาเป็นหัวข้อในการสื่อสารของนันยางตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นปัญหาใหญ่ในวงการศึกษาของไทยที่นักเรียนและผู้ปกครองให้ความสนใจ แต่ยังไม่มีแบรนด์อื่นหยิบยกขึ้นมาพูดถึง รวมถึงสามารถเชื่อมโยงกับแบรนด์นันยางที่เป็นรองเท้านักเรียนได้ด้วย

โดยร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งหน่วยงานรัฐ นักวิชาการ นักจิตวิทยา และสถาบันการศึกษา ซึ่งต่างมีเป้าหมายเดียวกันในด้านช่วยเหลือนักเรียน เพื่อศึกษาปัญหานี้อย่างละเอียดและต่อเนื่อง รวมถึงร่วมกันพัฒนาแนวทางแก้ไขก่อนที่จะนำมาพัฒนาเป็นแคมเปญการตลาดที่ตอบโจทย์ทุกฝ่าย

Q : ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของกลยุทธ์นี้เป็นอย่างไร

แคมเปญล่าสุด “พอดีไม่เหมือนกัน” สำหรับช่วงเปิดเทอมปี 2567 นี้ เป็นตัวอย่างของผลลัพธ์จากแนวคิดนี้ โดยมุ่งยุติการสร้างแรงกดดันและความคาดหวังกับตัวเองมากเกินไป หรือนำตัวเองไปเปรียบเทียบกับเพื่อน ๆ เพราะจะนำไปสู่ปัญหาการกดดันเหยียบย่ำตัวเอง หรือ Self-bully

หลังข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตชี้ว่า เยาวชนไทยในช่วงปี 2563-2567 มีความเครียดสูง 24.83% มีภาวะเสี่ยงซึมเศร้า 29.51% และเสี่ยงฆ่าตัวตายสูงถึง 20.35% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าวัยอื่น ๆ ส่วนหนึ่งเกิดจากความเครียด ความเหนื่อยล้า

บริษัทเปิดแพลตฟอร์ม “ดูใจตน วอลเล็ต” ช่องทางในการรับฟัง เข้าใจ และให้คำแนะนำแก่ผู้ที่กำลังเผชิญหน้ากับการกดดันตนเอง ให้กลับมาใจดีกับตัวเองให้มากขึ้น อาศัยแบบประเมินทางจิตวิทยาเพื่อสำรวจความใจดีกับตัวเอง แบ่งปันข้อความปลอบประโลมใจ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ ส่งเสริมสุขภาวะที่ดี ป้องกันปัญหาสุขภาพใจ และช่วยให้นักเรียนรู้สึกเบากับความรู้สึกและปัญหาที่ต้องเผชิญมากขึ้น สามารถใช้งานได้ผ่าน www.พอดีไม่เหมือนกัน.com และมีตู้ถ่ายภาพรอยเท้า เพื่ออวดรอยเท้าพอดีไม่เหมือนกันของทุกคน ที่ลิโด้ สยามสแควร์ ถึงวันที่ 5 พฤษภาคม รวมถึงเพลงพอดีไม่เหมือนกัน ที่มีเนื้อหาให้กำลังใจและหันกลับมาดูแลใจตัวเอง

ส่วนกลุ่มผู้ปกครองซึ่งเป็นอีกฐานลูกค้าสำคัญสำหรับรองเท้านักเรียนระดับประถมนั้น ยังคงให้น้ำหนักกับความสะดวกและความปลอดภัย สะท้อนจากยอดขายของรองเท้านักเรียนนันยางรุ่น Have Fun ซึ่งออกแบบสำหรับนักเรียนประถม ด้วยจุดเด่นไม่ต้องผูกเชือกรองเท้า ตอบโจทย์ด้านความสะดวก และสุขอนามัยของเด็กและพ่อแม่ผู้ปกครอง

ทั้งนี้รองเท้านักเรียนนันยางรุ่น Have Fun ยังมีส่วนสำคัญในการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในอนาคตด้วย เนื่องจากธรรมชาติของเด็กนักเรียนไทยนั้น จะใส่รองเท้ายี่ห้อเดิมต่อเนื่องตลอดตั้งแต่ประถมไปจนถึงจบชั้นมัธยม ทำให้หากสามารถชิงสร้างฐานผู้ใส่ตั้งแต่ระดับประถมได้ จะรักษาฐานลูกค้าต่อเนื่องได้นานถึง 13 ปี ช่วยให้ได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาว ท่ามกลางแนวโน้มการหดตัวของฐานลูกค้า

กลยุทธ์เหล่านี้ช่วยให้นันยางสามารถสร้างการเติบโตที่สูงกว่าตลาดได้ ทั้งในช่วงที่ผ่านมาและในอนาคตหลังจากนี้ ซึ่งปี 2567 นี้วางเป้ายอดขายเติบโต 3-5% หลังปี 2566 รายได้เติบโตถึง 13.7%

แท็กที่เกี่ยวข้อง

นันยาง รองเท้านักเรียน