สงครามชิงคนเก่งปี 2566 ไอที-ตลาดดิจิทัล-ฝ่ายขายเนื้อหอม

บริษัท อเด็คโก้ประเทศไทย HR agency ระดับโลกด้านการให้บริการทรัพยากรบุคคลแบบครบวงจร เปิดตัว Salary Guide 2023 คู่มืออัตราเงินเดือนประจำปี ซึ่งเป็นข้อมูลเงินเดือนเริ่มต้น และสูงสุดกว่า 800 ตำแหน่ง ใน 8 อุตสาหกรรม ที่รวบรวมจากการจ้างงานผ่านอเด็คโก้ของบริษัทชั้นนำในประเทศไทย

ตลาดแรงงานปี 2566 ฟื้นตัว

“ธิดารัตน์ กาญจนวัฒน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท อเด็คโก้ประเทศไทย กล่าวว่า ปี 2565-2566 ตลาดแรงงานในประเทศไทยเริ่มกลับมามีความคึกคักขึ้นมาก เมื่อเทียบกับช่วง 2-3 ปีผ่านมาที่มีการระบาดหนักของโควิด-19 ซึ่งเป็นผลพวงมาจากเศรษฐกิจประเทศที่เริ่มฟื้นตัว

อ้างอิงจาก GDP ของไทยในไตรมาส 3 ปี 2565 เติบโต 4.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนพบว่ามีการจ้างงานเพิ่มขึ้นในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมการผลิต การขนส่ง การค้าขาย FMCG การเงินการธนาคาร (FinTech)

ธิดารัตน์ กาญจนวัฒน์
ธิดารัตน์ กาญจนวัฒน์

ตลอดช่วงปี 2563-2564 โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อความไม่แน่นอนในตลาดแรงงาน จนทำให้เงินเดือนเริ่มต้นของเด็กจบใหม่ขยับลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 15,000 เหลือ 12,000 ทั้งยังเคยลดลงถึง 10,000 บาท/เดือน แต่ปีนี้เงินเดือนเริ่มต้นของเด็กจบใหม่กลับขึ้นมาแตะ 15,000 บาทอีกครั้ง และพบว่าเงินเดือนเฉลี่ยของคนทำงานที่มีประสบการณ์ 0-3 ปีเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 24,000-38,000 บาท และสูงสุดอยู่ที่ 80,000 บาท

โดยเฉพาะสายงานนักวิเคราะห์ความปลอดภัยทางข้อมูล (information security analyst) และผู้ตรวจสอบคุณภาพซอฟต์แวร์ (software tester) รองลงมา เจ้าหน้าที่ประสานงานกับธุรกิจที่ต้องการใช้ระบบ ERP (ERP consultant), front end developer, programmer, วิศวกรกระบวนการผลิต (process engineer), นักโภชนาการ (nutritionist) และเจ้าหน้าที่ประเมินสินเชื่อ (credit analyst)

Advertisment

“เงินเดือนที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นตำแหน่งที่ต้องการทักษะเฉพาะด้าน และมีความเป็นผู้เชี่ยวชาญในงาน เช่น ทักษะด้านไอที ดิจิทัล การเงิน และการวิเคราะห์ เป็นต้น ตรงนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของ hard skills ที่คนทำงานจำเป็นต้องมี และต้องพัฒนาถึงระดับที่รู้จริง และเชี่ยวชาญ

แต่ทั้งนี้การจะได้รับเงินเดือนสูง ผู้สมัครหรือคนทำงานจำเป็นต้องมีทักษะอื่น ๆ ควบคู่กันไปด้วย เช่น ทักษะด้านภาษาและการสื่อสาร รวมถึงทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งเป็นส่วนช่วยเติมเต็มความสามารถ และทำให้ผู้จ้างยินดีที่จะจ่ายเงินเดือนที่สูงขึ้นกว่าระดับทั่วไป”

นอกจากนั้น ด้วยการจ้างงานที่ครึกครื้นขึ้นในช่วงปี 2022 ทำให้เงินเดือนเริ่มต้นของพนักงานออฟฟิศในระดับซีเนียร์ และระดับผู้จัดการ ในช่วงปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน โดยระดับซีเนียร์เพิ่มจาก 15,000 บาท เป็น 18,000 บาท และระดับผู้จัดการเพิ่มจาก 20,000 บาท เป็น 30,000 บาท

สายอาชีพมาแรงโดนแย่งตัว

“ธิดารัตน์” กล่าวเพิ่มเติมว่า สายอาชีพมาแรงที่สุดในปีนี้ ยังคงหนีไม่พ้นงานด้าน IT งานด้าน supply chain management และงานด้าน sales & marketing เนื่องจากเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตตามยุคดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการของคนในปัจจุบัน,

Advertisment

การขนส่งที่เป็นหัวใจสำคัญของ e-Commerce ซึ่งเป็นเทรนด์การจับจ่ายของผู้บริโภคยุคใหม่ที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง หรือการทำการตลาดที่ต้องเชื่อมระหว่างออฟไลน์ และออนไลน์ให้โดดเด่นและมีประสิทธิภาพ เพื่อแข่งขันกับผู้เล่นในตลาดเป็นจำนวนมาก

ทำให้คนที่อยู่ในสายงานเหล่านี้เป็นที่ต้องการของตลาดในแทบจะทุกอุตสาหกรรม โดยนายจ้างยินดีให้เงินเดือนสูงเพื่อรั้งคนเก่งไว้ในองค์กร หรือดึงดูดผู้สมัครที่มีความสามารถมาร่วมงาน

“หากมองภาพรวมตลาดแรงงานในปี 2565 ที่ผ่านมา ต้องเรียกว่าเป็นปีที่หลาย ๆ บริษัทเริ่มฟื้นตัวจากโควิด-19 โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 1 และ 2 มีตำแหน่งเปิดรับสมัครเป็นจำนวนมากในหลากหลายอุตสาหกรรม รวมทั้งมีการโยกย้ายงานของเหล่า talent ที่มี skillset จนทำให้เห็นคนเหล่านี้เข้าไปอยู่ในหลายสายงาน”

จากรายงาน Global Workforce of the Future 2022 ของ Adecco ปีผ่านมาระบุว่า พนักงานกว่า 1 ใน 4 ตัดสินใจลาออก หรือย้ายงานเพื่อให้ได้ผลตอบแทน สวัสดิการ หรือมีนโยบายเรื่องการทำงานที่ตอบโจทย์ตนเองมากกว่า ในขณะที่คนเก่งมีจำนวนจำกัด และไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด (talent shortage) ทำให้คนทำงานเหล่านี้มีสิทธิเลือกมากขึ้น

“จนเกิดการแข่งขันกันระหว่างองค์กรที่ต้องการรักษาพนักงานเก่ง ๆ ไว้ และองค์กรที่ต้องการดึงคนเก่งเข้ามาร่วมงาน หรือเรียกกันว่า talent war สะท้อนออกมาในภาพของอัตราเงินเดือนเฉลี่ยที่สูงขึ้นจากปีก่อน ซึ่งไม่เพียงเป็นการปรับตามอัตราเงินเฟ้อเท่านั้น

แต่เป็นกลยุทธ์ในการดึงดูดคนเก่งให้อยู่ หรือเข้ามาร่วมงานกับองค์กรอีกด้วย ดังนั้น คนได้เปรียบที่สุดคือผู้สมัครที่มีความพร้อมรอบด้าน เพราะมีอำนาจในการต่อรองทั้งในแง่เงินเดือน และประโยชน์อื่น ๆ โดยสามารถเลือกทำงานกับบริษัทที่ตอบโจทย์ความต้องการของตนเองได้มากที่สุด”

สำหรับข่าว lay-off พนักงานของหลายบริษัทในปีผ่านมา อาจทำให้หลายคนรู้สึกกังวลใจ มองว่าบางกรณีเกิดขึ้นเพราะธุรกิจหรืออุตสาหกรรมนั้น ๆ อาจอยู่ในช่วงขาลงจริง เช่น ธุรกิจสิ่งพิมพ์ หรือทีวี เป็นต้น

แต่ในกรณีของการลดคนของบริษัทด้านเทคโนโลยีส่วนใหญ่เกิดจากบริษัทจ้างงานเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับดีมานด์ของสินค้าบริการที่มีมากเป็นพิเศษในช่วงโควิด แต่เมื่อสถานการณ์กลับมาเป็นปกติ ความต้องการแรงงานในส่วนงานนี้อาจลดลง ในแง่องค์กรมองว่านี่เป็นโอกาสที่จะได้ talent pool ที่เต็มไปด้วยคนที่มีความสามารถ และมองหาคนที่ใช่เพื่อรับเข้ามาร่วมงานกับองค์กรได้

ปรับวัฒนธรรมองค์กรรับ Gen Z

“ธิดารัตน์” กล่าวเพิ่มเติมว่า คำแนะนำสำหรับองค์กรในปีนี้คือ HR และผู้นำองค์กรควรทำความเข้าใจกับพนักงานในองค์กรให้มากขึ้น โดยใช้ data มาวิเคราะห์ในการวางแผนกำลังคน วางแผนการจัดการและพัฒนาความสามารถของพนักงาน รวมทั้งทำความเข้าใจลักษณะของคน Gen Z ซึ่งกำลังก้าวเข้ามาเป็นกลุ่มสำคัญในองค์กร

ดังนั้น ควรหาวิธีการปรับองค์กรให้พร้อมรับกับคนกลุ่มนี้ เช่น ช่วยเตรียมความพร้อมให้เหล่าผู้จัดการที่จะต้องทำงานกับ Gen Z ปรับวิธีทำงานให้เปิดกว้างเพื่อพร้อมรับฟังไอเดียใหม่ ๆ ปรับนโยบายการทำงานให้มีความยืดหยุ่นทั้งในแง่สถานที่ และเวลา

“รวมทั้งให้ความสำคัญกับการสร้างวัฒนธรรม เพื่อให้คนที่มีความแตกต่างหลากหลาย ทั้งในเรื่องอายุ เพศสภาพ ศาสนา และอื่น ๆ สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น บริษัทใดที่สามารถทำได้ก่อนก็จะนำหน้าผู้อื่นไปหนึ่งก้าว”

สิ่งสำคัญที่สุดในฐานะผู้สมัครงานคือการไม่หยุดพัฒนา hard skills และ soft skills โดยจะต้องมีความเป็น T-shape skill อยู่ในตัว ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงความสามารถในสายงานที่ทำ แต่ยังต้องมีทักษะการสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น มีความสู้แบบไม่ถอดใจ หรือที่เรียกว่า resilience ที่พร้อมปรับตัว และแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานไม่ว่าอาชีพใดก็ตาม

ไซม่อน แลนซ์
ไซม่อน แลนซ์

APAC ขาดแรงงานสาย STEM

“ไซม่อน แลนซ์” รองประธานอาวุโสและหัวหน้าฝ่ายสรรหาทรัพยากรบุคคล อเด็คโก้เอเชีย-แปซิฟิก กล่าวถึงภาพรวมการตลาดแรงงานในระดับภูมิภาคว่า ตลาดแรงงานทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกยังคงขาดแคลนทาเลนต์ โดยเฉพาะในสายอาชีพ STEM (science, technology, engineering and math) รวมถึงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง ในขณะที่อุตสาหกรรมที่เติบโตทั่วภูมิภาคยังเป็นอุตสาหกรรมด้าน life sciences, healthcare & biotechnology และ renewable energy

ดังนั้น ในปี 2566 น่าจะเห็นการเติบโตด้านธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม และการบริการเช่นเดียวกัน รวมถึงการโยกย้ายงานข้ามประเทศในภูมิภาคจะมีแนวโน้มสูงขึ้น ดังนั้นเมื่อมาตรการการควบคุม และป้องกันโควิด-19 ผ่อนคลายลง จึงเป็นช่วงส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านการสร้างความหลากหลายของพนักงานในองค์กรให้เกิดขึ้นด้วย

“อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของการจ้างงานชาวต่างชาติที่มีความสามารถ ยังเป็นเรื่องของการลงทุนที่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงสำหรับบางบริษัท รวมถึงยังเป็นความท้าทายของคนทำงานในการเตรียมความพร้อมเพื่อปรับตัวให้ทำงานในท่ามกลางวัฒนธรรมที่แตกต่าง และหลายบริษัทตอนนี้เริ่มเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของการจ้างงานแบบข้ามภูมิภาค (offshoring) และการจ้างงานแบบในภูมิภาค (nearshoring)

ขณะที่บางบริษัทเริ่มปรับมาใช้ shared service center เช่น IT hub หรือ designer hub ในประเทศใดประเทศหนึ่ง เพื่อให้บริการในส่วนงานนั้น ๆ โดยเฉพาะกับสาขาของบริษัทในประเทศอื่น ๆ เกิดการใช้ทรัพยากรบุคคลที่มีอย่างคุ้มค่า เพราะเป็นอีกวิธีจัดการกับปัญหาการขาดแคลนคนทำงาน หรือค่าแรงสูงตามอัตราเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ”