เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“NCC” ยกระดับงานจัดเลี้ยง ดัน “PET EXPO” สู่มาร์เก็ตเพลซ
Business “NCC” ยกระดับงานจัดเลี้ยง ดัน “PET EXPO” สู่มาร์เก็ตเพลซ
ในหลวง พระราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล 50 วัน พระราชทานพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล 50 วัน พระราชทานพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ
ซมโปะ ประกันภัย ไว้อาลัย “ฮลุน โซโล่” ขอจ่ายค่าเคลื่อนย้ายร่างกลับไทยทั้งหมด
Finance ซมโปะ ประกันภัย ไว้อาลัย “ฮลุน โซโล่” ขอจ่ายค่าเคลื่อนย้ายร่างกลับไทยทั้งหมด
สื่อเกาหลีใต้ชี้ นักท่องเที่ยวไทยวูบ 35.8% แต่คนเกาหลีแห่เที่ยวไทยเพียบ
World สื่อเกาหลีใต้ชี้ นักท่องเที่ยวไทยวูบ 35.8% แต่คนเกาหลีแห่เที่ยวไทยเพียบ
ธอส. นำร่อง “B-YOND” เอไอเอเจนต์ ยกระดับการอนุมัติสินเชื่อให้รวดเร็ว แม่นยำ
Finance ธอส. นำร่อง “B-YOND” เอไอเอเจนต์ ยกระดับการอนุมัติสินเชื่อให้รวดเร็ว แม่นยำ
กรมทรัพย์สินทางปัญญา แจงแนวทางคุ้มครอง วิดีโอในยูทูป ‘ฮลุน โซโล่’
News กรมทรัพย์สินทางปัญญา แจงแนวทางคุ้มครอง วิดีโอในยูทูป ‘ฮลุน โซโล่’
SET ปิดตลาดร่วง 26.36 จุด ถูกกดดันจาก Tech Sell-off ผสมแรงขายหุ้นใหญ่ “DELTA” กดดัชนี 21 จุด
Finance SET ปิดตลาดร่วง 26.36 จุด ถูกกดดันจาก Tech Sell-off ผสมแรงขายหุ้นใหญ่ “DELTA” กดดัชนี 21 จุด
‘จอร์เจีย’ เครื่องยนต์เศรษฐกิจ ท่องเที่ยวแสนล้าน
World ‘จอร์เจีย’ เครื่องยนต์เศรษฐกิจ ท่องเที่ยวแสนล้าน
ในหลวงทรงเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกต จากฤดูร้อนเป็นฤดูฝน
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวงทรงเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกต จากฤดูร้อนเป็นฤดูฝน
LPN ชี้อสังหาฯชะลอตัว คนลังเลซื้อบ้านดันตลาดเช่าโต ยีลด์พุ่ง 7.5%
Real Estate LPN ชี้อสังหาฯชะลอตัว คนลังเลซื้อบ้านดันตลาดเช่าโต ยีลด์พุ่ง 7.5%
ดูทั้งหมด

ปฏิบัติการจีโนมิกส์ ถอดรหัสพันธุกรรมรักษาโรค

16 ก.พ. 2567 | 17:01น.

Sustainable Development Goals (SDGs) เป้าหมายที่ 3 คือสร้างหลักประกันการมีสุขภาวะที่ดี และส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีสำหรับทุกคนในทุกช่วงวัย มีขึ้นเพื่อเรียกร้องให้ผู้นำนานาประเทศร่วมกันป้องกันความทุกข์ทรมาน โดยไม่จำเป็นจากโรคที่ป้องกันได้ และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร โดยมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายหลักที่ส่งเสริมสุขภาพของประชากรโดยรวมของประเทศ

ทั้งนี้ แผนปฏิบัติการบูรณาการจีโนมิกส์ประเทศไทย (พ.ศ. 2563-2567) หรือโครงการจีโนมิกส์ประเทศไทย (Genomics Thailand) เป็นฉันทมติทางวิทยาศาสตร์ที่เกิดขึ้นใหม่เกี่ยวกับสุขภาพ ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้ถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์

เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยความเสี่ยงของการเจ็บป่วยที่ซับซ้อนหลายอย่าง เพื่อช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัย และรักษาตรงจุด ทั้งยังเพิ่มโอกาสการรอดชีวิต ซึ่งจะเห็นได้ว่าแผนดังกล่าวมีความสอดคล้องกับความยั่งยืนทางด้านสุขภาพ ตามเป้าหมาย SDGs 3

Genomics Thailand เป็นการมุ่งสร้างฐานข้อมูลพันธุกรรมของคนไทย ในผู้ป่วย 5 หมื่นคนใน 5 กลุ่มโรค คือ กลุ่มโรคมะเร็ง กลุ่มโรคเรื้อรัง กลุ่มโรคติดเชื้อ กลุ่มโรคหายาก และเภสัชพันธุศาสตร์ ขณะนี้แผนดังกล่าวเดินทางมาถึงปีสุดท้าย

ด้วยเหตุนี้ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางในการขับเคลื่อนแผนงานจึงจัดกิจกรรม “ปฏิบัติการจีโนมิกส์ (ประเทศไทย) สู่การเป็นฐานข้อมูลจีโนมคนไทย” ด้วยการลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี เพื่อสำรวจดอกผลที่เกิดขึ้น พร้อมจัดเสวนาทบทวนการจัดโครงการว่าผ่านอะไรมาบ้าง ก่อนก้าวต่อไปในอนาคต

นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์

“นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์” ผู้อำนวยการ สวรส. กล่าวว่า จุดแข็งของประเทศไทยคือมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการดูแลสุขภาพประชาชนที่ดีมากพอ ไม่น้อยหน้าชาติใดบนโลก โดยมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าติดอันดับ 5 ของโลก อย่างไรก็ตาม หากมองไปที่ปัจจัยการให้บริการด้านสุขภาพ

ข้อเท็จจริงคือปัจจัยนี้มีผลต่อสุขภาพของมนุษย์เพียงแค่ 10% เท่านั้น นอกนั้นเป็นปัจจัยด้านพันธุกรรม (Genetics) ถึง 30% พฤติกรรมบุคคล 40% และปัจจัยทางสังคมและสิ่งแวดล้อม 20%

ดังนั้น แผนปฏิบัติการบูรณาการจีโนมิกส์ประเทศไทยจึงเป็นตัวที่เข้าไปสนับสนุนปัจจัยอื่น ๆ ได้ และนำไปสู่การให้บริการการแพทย์แม่นยำสำหรับคนไทย อีกทั้งยังต่อยอดในด้านเศรษฐกิจของประเทศได้ด้วย ทั้งนี้ การแพทย์แม่นยำสำหรับคนไทยจะเกิดขึ้นจริงได้ จำเป็นต้องใช้ข้อมูลทางพันธุกรรมของคนไทยเท่านั้น ไม่สามารถใช้ข้อมูลทางพันธุกรรมของคนชาติอื่นมาแทนได้

เพราะสารพันธุกรรมของที่กำหนดลักษณะภายนอกอย่างรูปร่างหน้าตา และความเสี่ยงต่อการเกิดโรคของคนกว่า 8 พันล้านคนบนโลกนี้ ไม่มีใครเหมือนกันเลย จึงเป็นที่มาว่าทำไมต้องสร้างองค์ความรู้ทางพันธุกรรมของคนไทยเอง

“สำหรับพันธกิจหลักภายใต้โครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการแพทย์จีโนมิกส์ของไทย มี 6 ด้าน ได้แก่ หนึ่ง การวิจัยและพัฒนา สอง ด้านบริการ สาม การวิเคราะห์และจัดการข้อมูล สี่ จริยธรรมและกฎระเบียบ ห้า การผลิตและพัฒนาบุคลากร และหก ส่งเสริมพัฒนาอุตสาหกรรม ซึ่งดำเนินไปพร้อมกับการสร้างฐานข้อมูลทางพันธุกรรมของคนไทย โดย 5 ปีแรกของแผนนี้ เราถอดรหัสพันธุกรรมแล้วกว่า 25,000 ราย

ทั้งยังเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอจากอาสาสมัครไทยเกือบครบ 25,000 คน ตอนนี้เหลือเพียงดำเนินการถอดรหัสดีเอ็นเอให้ครบตามเป้าหมายทั้งหมด 5 หมื่นคน คาดว่าภายในปี 2567 จะเสร็จตามกำหนด และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้มากยิ่งขึ้น”

บุญยวีร์ เอื้อศิริวรรณ
บุญยวีร์ เอื้อศิริวรรณ

“บุญยวีร์ เอื้อศิริวรรณ” ผู้จัดการงานวิจัย สวรส. กล่าวเสริมว่า กระบวนการสร้างฐานข้อมูลพันธุกรรมของคนไทยภายใต้แผนจีโนมิกส์ประเทศไทยจะมีทั้งหมด 5 กระบวนการ ประกอบด้วย 1.การหาผู้ป่วยอาสาสมัครใน 5 กลุ่มโรค 2.การเก็บตัวอย่างเลือดและนำไปสกัดเป็นดีเอ็นเอ (DNA) โดยศูนย์สกัดสารพันธุกรรม ภายใต้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.)

3.ถอดรหัสสารพันธุกรรม โดยศูนย์บริการทดสอบทางการแพทย์จีโนมิกส์ ตั้งขึ้นภายในคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ที่จัดจ้างร่วมกับกิจการไทยร่วมค้าไทยโอมิกส์ 4.ข้อมูลลำดับสารพันธุกรรมที่ได้จะถูกส่งไปจัดเก็บ และประมวลผลที่ธนาคารชีวภาพแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ 5.ผลดังกล่าวจะถูกนำไปวิเคราะห์และส่งคืนให้กับแพทย์ หรือต่อยอดไปสู่งานวิจัยต่อไป

“สวรส.ได้สนับสนุนงบประมาณผ่านการวิจัย โดยให้นักวิจัยมุ่งเป้าไปที่ 5 กลุ่มโรค เพื่อให้ได้กลุ่มตัวอย่างตามจำนวนที่กำหนดไว้ และทำให้เกิดเครือข่ายหน่วยเก็บตัวอย่างเลือดกว่า 40 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงสนับสนุนกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ในการตั้งศูนย์สกัดสารพันธุกรรม

ตลอดจนการจัดจ้างบริษัทที่จะมาถอดรหัสสารพันธุกรรม ที่เดิมเราต้องส่งไปทำที่ต่างประเทศเท่านั้น และสุดท้ายคือการหนุนเสริม สวทช. ในการเก็บรวบรวมประมวลผลข้อมูลพันธุกรรมคนไทยทั้งหมด เพื่อพร้อมสำหรับนำไปใช้ประโยชน์”

นพ.ภาสกร วันชัยจิระบุญ
นพ.ภาสกร วันชัยจิระบุญ

“นพ.ภาสกร วันชัยจิระบุญ” ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านศูนย์ความเชี่ยวชาญระดับสูง สาขามะเร็ง ศูนย์ความเป็นเลิศด้านมะเร็ง โรงพยาบาลพระปกเกล้า จ.จันทบุรี กล่าวว่า ตอนที่ทางโรงพยาบาลพระปกเกล้าทราบว่า ครม.มีการอนุมัติแผนจีโนมิกส์ประเทศไทย เมื่อปี 2562 ทางโรงพยาบาลก็ติดต่อไปขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแผนทันที เพราะเล็งเห็นถึงประโยชน์มาใช้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งของโรงพยาบาลที่มีราว 2 หมื่นคนต่อปี โดยผู้ป่วยครึ่งหนึ่งอยู่ทางฝั่งภาคตะวันออกของประเทศไทย

“โรงพยาบาลพระปกเกล้ามีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านโรคมะเร็ง และเราตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ป่วยมะเร็งใน จ.จันทบุรี ที่อายุต่ำกว่า 45 ปี ส่วนใหญ่เป็นโรคมะเร็งเต้านม แต่ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด และปัจจุบันมียอดผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่เพิ่มมากขึ้นในจังหวัด 2,000 คนต่อปีจากเดิม 1,000 คนต่อปี ซึ่งเทคโนโลยีการตรวจลำดับสารพันธุกรรมจะช่วยไขคำตอบดังกล่าวได้

รวมถึงเพิ่มโอกาสในการรักษาที่ตรงจุดให้กับผู้ป่วยมะเร็งในภาคตะวันออก สวรส. จึงอนุมัติให้โรงพยาบาลพระปกเกล้าเป็นหน่วยรับเจาะเลือดผู้ป่วยในโครงการจีโนมิกส์ประเทศไทยในปี 2564 นับตั้งแต่นั้น เราส่งตัวอย่างเลือดของผู้ป่วยไปแล้วกว่า 1,000 ราย ใน 2 กลุ่มโรค คือ กลุ่มโรคมะเร็ง และกลุ่มโรคอื่นที่ไม่ใช่มะเร็ง เช่น โรคหัวใจ”

ทั้งนี้ การเข้าร่วมของแผนระดับประเทศทำให้เราต้องเตรียมพร้อมเรื่องกำลังคนมากขึ้น และมีการฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ให้มีทักษะที่จำเป็น รวมถึงการให้ทุนสนับสนุนบุคลากรห้องปฏิบัติการไปเรียนต่อเฉพาะด้าน เพื่อที่กลับมาแล้วจะมาร่วมทำงานตามแผน Genomics Thailand

จนทำให้โรงพยาบาลพระปกเกล้ามีการต่อยอดไปสู่การจัดตั้งห้องปฏิบัติการจีโนมิกส์พระปกเกล้า (Phrapokklao Genomic Lab) ในปี 2564 ซึ่งเป็นศูนย์จีโนมิกส์แห่งเดียวในภาคตะวันออกที่ให้บริการด้านการแพทย์จีโนมิกส์ครบจบในที่เดียว ตั้งแต่การเจาะเลือด สกัดดีเอ็นเอ และถอดลำดับสารพันธุกรรม แต่เป็นไปในลักษณะยีนเฉพาะโรค รวมถึงการตรวจยีนแพ้ยา และการตรวจยีนกลุ่มโรคดาวน์ซินโดรมในเด็กแรกเกิด เป็นต้น

ที่สำคัญ บริการทั้งหมดอยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท)

สุกัญญา วัฒนาโภคยกิจ
สุกัญญา วัฒนาโภคยกิจ

“สุกัญญา วัฒนาโภคยกิจ” นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้าศูนย์สกัดพันธุกรรม สถาบันชีววิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ อธิบายเพิ่มเติมว่า บทบาทหลักของกรมวิทยาศาสตร์ คือการสกัดเลือดให้กลายเป็นดีเอ็นเอ โดยจะมีการดูแลตั้งแต่กระบวนการจัดส่งเลือดจากหน่วยต่าง ๆ ให้ได้คุณภาพ และต้องจัดส่งภายใน 48 ชั่วโมง หลังการจัดเก็บเลือด

“หลังได้รับตัวอย่างเลือดมาแล้ว กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จะตรวจคุณภาพเลือดอีกครั้ง ก่อนจะนำไปสกัดเป็นดีเอ็นเอโดยใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง จากนั้นจะมีการตรวจสอบคุณภาพของดีเอ็นเอที่ได้อีกครั้งเพื่อให้ได้ดีเอ็นเอที่สมบูรณ์และมีคุณภาพ และส่งต่อไปที่บริษัท ไทยโอมิกส์ เพื่อทำการถอดรหัสสารพันธุกรรมต่อไป ฉะนั้น ผู้ป่วยที่เข้าร่วมเป็นกลุ่มตัวอย่างมั่นใจได้ว่าเลือดทุกหยดที่เสียสละในครั้งนี้จะได้รับการดูแลอย่างดี และจะเกิดประโยชน์กับประเทศในอนาคตอย่างแน่นอน”

ดร.ศิษเฎศ ทองสิมา
ดร.ศิษเฎศ ทองสิมา

“ดร.ศิษเฎศ ทองสิมา” ผู้อำนวยการธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ สวทช. กล่าวว่า ด้านความรับผิดชอบของ สวทช. ซึ่งเป็นขั้นตอนเกือบสุดท้ายคือการนำข้อมูลที่ได้จากการถอดรหัสพันธุกรรมมาแปลงรูปแบบเอาส่วนที่เป็นสาระสำคัญให้แพทย์สามารถนำไปใช้แปรผล และใช้วางแผนในการป้องกัน ดูแล และรักษาผู้ป่วยได้ รวมถึงการสร้างระบบสารสนเทศ เพื่อบริหารจัดการควบคุมคุณภาพของข้อมูลทั้งหมดที่เป็นลำดับสารพันธุกรรมของกลุ่มตัวอย่างภายใต้แผนจีโนมิกส์ประเทศไทย

“ในส่วนนี้เป็นกลไกที่ค่อนข้างยากพอสมควร เพราะเรากำลังพูดถึงข้อมูลขนาด 128 GB ถูกย่อยออกมาเป็นการกลายเป็นประมาณ 1 แสนตำแหน่ง และในจำนวนนี้ตำแหน่งไหนที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรค ฉะนั้น กระบวนการที่สามารถทำให้ข้อมูลที่สำคัญเหล่านี้จนแพทย์สามารถวินิจฉัยได้จึงซับซ้อนค่อนข้างมาก”

ศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์
ศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์

“ศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์” อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านเวชพันธุศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวสรุปปิดท้ายว่าถ้าทุกคนเห็นว่าการเอกซเรย์ และกล้องจุลทรรศน์เป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์และสร้างการเปลี่ยนแปลงการแพทย์ของโลกได้ มั่นใจได้เลยว่าเทคโนโลยีการถอดลำดับสารพันธุกรรมนี้จะเปลี่ยนอนาคตของการแพทย์ของโลกได้อย่างแน่นอน

“การจะบอกว่าเทคโนโลยีการถอดลำดับสารพันธุกรรมจะเปลี่ยนแปลงการแพทย์ของโลกในอนาคตได้หรือไม่ ถูกกำหนดโดย 2 ระยะ คือ 1.การรู้ว่าแต่ละคนมีสารพันธุกรรมอะไร และ 2.รู้แล้วจะทำอะไรต่อ ตอนนี้โลกกำลังอยู่ในช่วงที่ 2 และจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกคนต้องมาร่วมมือกันเพื่อสร้างองค์ความรู้ตรงนี้ให้เกิดขึ้น ที่จะนำไปสู่ประโยชน์ที่ไม่ได้เกิดแค่ประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่หมายถึงทั้งโลก”

ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างดอกผลบางส่วนที่เกิดขึ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเรียกได้ว่าไทยมาไกลกว่าหลายประเทศในโลกพอสมควร เพราะหากนับเฉพาะแค่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทยเป็นประเทศที่สองต่อจากประเทศสิงคโปร์ ที่มีโครงการถอดรหัสพันธุกรรมระดับประเทศขนาดนี้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

จันทบุรี สาธารณสุข