เมื่อทุนเลือกข้างความยั่งยืน

คอลัมน์ : CSR TALK
ผู้เขียน : พิพัฒน์ ยอดพฤติการณ์
สถาบันไทยพัฒน์

บ่อยครั้งที่ผู้ดูแลงานความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ (CSR) มักจะมีคำถามเกิดขึ้นในทำนองว่า CSR เป็นขององค์กร และเมื่อดำเนินงานแล้ว ผลที่ได้ ซึ่งมักอ้างอิงไปถึงเรื่องความยั่งยืน จะตกอยู่กับใคร

หลายท่านอาจจะงงว่ามีคำถามอย่างนี้ด้วยหรือ ? ก็ต้องเรียนว่าใช่ และคำตอบก็มีอยู่ 2 แบบด้วย

คำตอบแบบแรก การทำ CSR คือการดำเนินความรับผิดชอบของกิจการที่มีต่อสังคม ฉะนั้น ผลที่เกิดขึ้นก็ต้องเป็นไปเพื่อ “ความยั่งยืนของสังคม” โดยรวม เช่น การช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสให้มีคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในรูปของการบริจาคสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นเฉพาะหน้า

รวมทั้งการพัฒนาอาชีพเพื่อสร้างรายได้ให้เลี้ยงตัวเองได้ในระยะยาว หรือการดูแลบำบัดน้ำเสีย ของเสีย อากาศเสีย ก่อนปล่อยออกนอกโรงงาน เพื่อมิให้ชุมชนได้รับผลกระทบต่อสุขภาพและสามารถอาศัยอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข ฯลฯ

คำตอบแบบที่สอง ในเมื่อการทำ CSR เป็นขององค์กร เป็นการใช้ทรัพยากรของกิจการ ดังนั้น ผลที่องค์กรควรจะได้รับคือ “ความยั่งยืนขององค์กร” จากการที่กิจการได้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบที่มีต่อสังคม พูดอีกนัยหนึ่งคือสังคมให้การยอมรับสิ่งที่องค์กรดำเนินการ ทำให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีข้อขัดแย้ง หรือเกิดปัญหากับสังคม

Advertisment

เช่น การปฏิบัติตามกฎหมายท้องถิ่น การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลลูกค้า การไม่เอารัดเอาเปรียบคู่ค้า จริยธรรมและความโปร่งใสในการให้บริการ ฯลฯ

อันที่จริง ถ้าเราไม่ได้คิดอะไรมาก ไม่ว่าจะเป็นคำตอบแบบใด การที่องค์กรได้ทำ CSR ในทั้งสองกรณี ก็ต้องถือว่าดีอยู่แล้ว เพราะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่องค์กรได้รับผิดชอบต่อกลุ่มเหล่านั้น ได้รับประโยชน์สมตามเจตนารมณ์

แต่ในภาพใหญ่ ผลรวมของการทำ CSR ที่มาจากองค์กรต่าง ๆ ซึ่งพิจารณาได้ตั้งแต่ระดับชุมชน ระดับประเทศ ไปจนถึงระดับโลก ยังมีข้อถกเถียงว่าจะนำไปสู่ความยั่งยืนของสังคม หรือความยั่งยืนขององค์กรมากกว่ากัน

ข้อถกเถียงในประเด็นนี้ ยิ่งมีการขยายวงมากขึ้น เมื่อกระแสเรื่อง ESG (environmental, social and governance) ได้เข้ามามีบทบาทต่อการดำเนินงานขององค์กรในปัจจุบัน เนื่องจากภาคธุรกิจได้ขานรับเอาแนวคิด ESG มาใช้เป็นภาษากลางในการขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืน

Advertisment

แต่ต้องเข้าใจก่อนว่า คำว่า ESG ปรากฏอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 2004 ในเอกสารรายงานชื่อ “Who cares wins” ที่สนับสนุนแนวคิดของการบูรณาการปัจจัยสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ในตลาดทุน

ซึ่งเชื่อกันว่าไม่เพียงนำไปสู่ผลลัพธ์ทางสังคมที่ดีขึ้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ตัวตลาดทุนเอง ด้วยการทำให้ตลาดทุนมีความยั่งยืนมากขึ้น

รายงานฉบับนี้ เป็นผลพวงที่เกิดขึ้นจากการที่ “นายโคฟี อันนัน” ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติในขณะนั้น ได้เขียนจดหมายถึงบรรดาซีอีโอของสถาบันการเงินชั้นนำ 55 แห่ง เพื่อให้ช่วยหาวิธีในการผนวกเรื่อง ESG เข้ากับตลาดทุน ฉะนั้น ต้นเรื่องแนวคิด ESG จึงมาจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เป็นกลุ่มผู้ลงทุนสถาบัน

การผลักดันการผนวกเรื่อง ESG จึงถูกดำเนินการผ่านบริษัทที่ลงทุน (investees) นั่นก็คือบรรดาบริษัทจดทะเบียนในตลาดทุนทั่วโลก ซึ่งหากบริษัทที่ลงทุนไม่สนใจหรือไม่ขานรับเรื่อง ESG ไปดำเนินการ ผู้ลงทุนอาจจะมีมาตรการในระดับขั้นที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การลดน้ำหนักการลงทุน การลดการถือครอง ไปจนถึงการขายหลักทรัพย์ออกจากพอร์ตการลงทุน

นี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ผู้ลงทุนมีความโน้มเอียงที่จะใช้คำ ESG ในการสานสัมพันธ์กับบริษัท มากกว่าที่จะใช้คำ CSR เนื่องจากยูนิเวิร์สของผู้ที่เกี่ยวข้องกับ CSR ในแง่ของการได้รับประโยชน์คือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม ขณะที่ยูนิเวิร์สของผู้ที่จะได้รับประโยชน์จาก ESG คือกลุ่มผู้ลงทุนเป็นหลัก

ทีนี้ ในแง่ของการใช้ ESG เป็นเครื่องมือสำหรับการตัดสินใจลงทุน ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้ลงทุนย่อมต้องการผลตอบแทนที่น่าพอใจ ก็เลยกลายเป็นว่าการคำนึงถึงปัจจัย ESG แทนที่จะให้น้ำหนักกับผลกระทบจากการดำเนินงานของบริษัทที่มีต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม (people และ planet)

ในลักษณะมุ่งไปภายนอก (outwards) กลับกลายเป็นการคำนึงถึงปัจจัยด้านสังคม และสิ่งแวดล้อมที่กระทบผลประกอบการของบริษัท (profit) ในลักษณะมุ่งมาภายใน (inwards) เพื่อที่จะกำกับดูแลให้บริษัทมีการส่งมอบผลตอบแทนที่น่าพอใจให้กับการลงทุนของตน

พัฒนาการในเรื่องนี้ ได้มาถึงจุดที่มีการต่อเติมเครื่องมือการวิเคราะห์สารัตถภาพ (materiality analysis) ซึ่งเป็นการค้นหา และระบุประเด็นความยั่งยืนที่เป็นสาระสำคัญที่บริษัทจำเป็นต้องดำเนินการ อันถือเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน

จากเดิมที่ใช้เกณฑ์ผลกระทบที่เกิดจากองค์กรทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม (แบบ outwards) เพิ่มมาเป็นใช้เกณฑ์ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่เกิดกับองค์กร (แบบ inwards) ร่วมด้วย เรียกว่าเป็นหลักการทวิสารัตถภาพ หรือ double materiality principle

โดยปรากฏอย่างเป็นทางการครั้งแรกในเอกสารแนวทางการรายงานข้อมูลที่มิใช่ตัวเลขทางการเงิน : ส่วนเสริมของการรายงานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ ซึ่งคณะกรรมาธิการยุโรปเป็นผู้เสนอ เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2019

ปัจจุบันคณะที่ปรึกษาการรายงานข้อมูลทางการเงินแห่งยุโรป (EFRAG) เป็นผู้จัดทำร่างข้อกำหนดการรายงานข้อมูลความยั่งยืนของกิจการ (CSR Directive) รวมถึงหลักการทวิสารัตถภาพ แก่คณะกรรมาธิการยุโรป เพื่อเสนอต่อสภายุโรปให้บังคับใช้ ซึ่งคาดว่าจะมีผลในปี ค.ศ. 2024 (สำหรับการรายงานในรอบบัญชีปี ค.ศ. 2023)

กระทั่งสำนักประเมินข้อมูลและจัดทำดัชนีระดับโลกยังใช้เครื่องมือประเมินในแบบ inwards เพื่อตอบโจทย์ผู้ลงทุน โดยพิจารณาปัจจัยด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่จะส่งผลต่อบรรทัดสุดท้ายของกิจการ มากกว่าการให้น้ำหนักต่อผลกระทบที่กิจการก่อขึ้นกับผู้คนและผืนโลก (อ่านเพิ่มเติมใน The ESG Mirage)

ไม่เป็นที่สงสัยว่าทุนได้เลือกข้างความยั่งยืนไปเรียบร้อยแล้ว แต่จะเป็นความยั่งยืนของสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือเป็นความยั่งยืนของกำไรและองค์กร

คำตอบของคำถามนี้ ไม่เคยเปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่ระบบทุนนิยมได้ถือกำเนิดขึ้น