WTTC แนะวาง “แนวปฎิบัติ” เปิด Travel Bubble ฟื้นท่องเที่ยว

ในขณะที่ประเทศไทยยังลังเลกับการเปิด “แทรเวลบับเบิล” (travel bubble) หวั่นการแพร่ระบาดระลอก 2 อยู่นั้น ในหลายประเทศทั่วโลกเริ่มเดินหน้าเปิดประตูสู่กันและกัน เช่นเดียวกับ WTTC หรือ World Travel and Tourism Council ที่เดินหน้าเสนอแนะให้ทุกชาติเปิดพรมแดน เลิกกักตัว 14 วัน และหันมาใช้การติดตามที่มีประสิทธิภาพ พร้อมเปิดแทรเวลบับเบิลเพื่อฟื้นการท่องเที่ยวให้เร็วที่สุด

“ไนเจล เดวิด” ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกและตะวันออกกลาง สภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก(World Travel and Tourism Council : WTTC) ให้ข้อมูลว่า จากการคาดการณ์เชื่อว่าหากสถานการณ์โควิด-19 เลวร้ายที่สุดจะส่งผลกระทบรายได้ทางการท่องเที่ยวทั่วโลก5.54 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 62% จากปี 2562และหากการเดินทางภายในประเทศเริ่มได้เดือนกันยายน และการเดินทางระหว่างประเทศเริ่มได้เดือนพฤศจิกายน จะทำให้มีผู้สูญเสียตำแหน่งงานมากกว่า 197.5 ล้านตำแหน่ง หรือลดลง 60% จากปีก่อน โดยแบ่งเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 73% และนักท่องเที่ยวในประเทศลดลง 64%

แต่ถ้าหากเป็นสถานการณ์ที่ไม่เลวร้ายที่สุด คาดว่าการเดินทางระหว่างประเทศระยะสั้นกลับมาได้ในเดือนกรกฎาคม ก่อนจะเปิดการเดินทางระยะไกลในเดือนกันยายน (การเดินทางท่องเที่ยวในประเทศกลับมาแล้วในมิถุนายน) โลกจะสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยว3.43 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 39% จากปีก่อนและสูญเสียการจ้างงาน 121.1 ล้านตำแหน่ง หรือลดลง 37% จากปีก่อน โดยส่งผลกระทบให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 53% และนักท่องเที่ยวในประเทศลดลง 34%

ในขณะที่การคาดการณ์ที่ดีที่สุดเชื่อว่า การเดินทางระหว่างประเทศจะเริ่มได้ในเดือนสิงหาคม จะทำให้กระทบต่อรายได้ทางการท่องเที่ยวเพียง2.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือลดลง 30% จากปีก่อน และจะสูญเสียตำแหน่งงานราว98.2 ล้านตำแหน่ง ลดลง 30%เช่นกัน โดยจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 41% และนักท่องเที่ยวในประเทศลดลง 26%

“ยิ่งการแพร่ระบาดของโควิดยืดเยื้อแค่ไหนก็จะยิ่งส่งผลกระทบต่อรายได้จากการท่องเที่ยวทั่วโลก รวมถึงการสูญเสียงานของผู้คนในภาคการท่องเที่ยวที่คิดเป็นกว่า 1 ใน 10 ของการจ้างงานทั่วโลก การสร้างความมั่นใจและสร้างโปรโตคอลร่วมกันเพื่อให้นักท่องเที่ยวออกเดินทางอีกครั้งจึงมีความสำคัญ และจะช่วยให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลกไม่ต้องประสบกับสถานการณ์เลวร้ายที่สุดที่คาดไว้”

“ไนเจล เดวิด” เชื่อว่า หากต้องการฟื้นการท่องเที่ยวให้เร็วที่สุด แต่ละประเทศต้องประสานงานกันเพื่อเปิดพรมแดนใหม่อีกครั้ง โดยเฉพาะในประเทศที่มีสถานการณ์การควบคุมการแพร่ระบาดที่ใกล้เคียงกัน ยกเลิกการแบน หรือแจ้งเตือนการเดินทางที่ไม่จำเป็น พร้อมติดตามการเดินทางของนักท่องเที่ยวจากอีกจุดไปอีกจุดอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับการป้องกันโรคไปพร้อม ๆ กับการอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้นักท่องเที่ยวต่างชาติและขอให้แต่ละชาติให้การยอมรับโปรโตคอล หรือแนวทางการปฏิบัติด้านสุขภาพและความปลอดภัยระดับโลกที่กำหนดโดยภาคการท่องเที่ยวและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ รวมถึงภาครัฐทั้งนี้ เพื่อให้ความมั่นใจแก่นักเดินทางท่องเที่ยวว่ามีความปลอดภัยในการเดินทางอีกครั้ง

นอกจากนั้นยังแนะให้ภาครัฐให้การสนับสนุนทางด้านสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการและคุ้มครองแรงงานในภาคท่องเที่ยว

“ถ้าจะเพิ่มความมั่นใจให้นักท่องเที่ยวเราจำเป็นจะต้องมีโปรโตคอลระดับโลกให้ทุกประเทศได้ใช้อย่างสอดคล้องกันและเราต้องเริ่มลดอุปสรรคในการเดินทางเปลี่ยนจากระบบการกักตัว 14 วัน เป็นการติดตามนักท่องเที่ยวที่มีประสิทธิภาพแทน พร้อมเปิดพรมแดมใหม่ โดยให้แต่ละหน่วยงานของรัฐสามารถขอแบ่งปันรายละเอียดการเดินทาง และการติดตามนักท่องเที่ยวแทนที่การห้ามเดินทาง”

พร้อมกันนี้ “ไนเจล เดวิด” ยังได้เสนอโปรโตคอลของ WTTC ด้วยว่าประกอบด้วย 4 เสาหลัก ได้แก่ 1.การเตรียมความพร้อมการปฏิบัติงานและบุคลากร 2.การสร้างประสบการณ์ปลอดภัย 3.การสร้างความไว้ใจใหม่ และ 4.การสร้างความเชื่อมั่นให้กับนโยบายเปิดท่องเที่ยว

โดยทาง WTTC ก็ได้ออกตรา สัญลักษณ์ SAFETRAVEL ให้กับสถานประกอบการท่องเที่ยวที่มีมาตรฐานตรงกับโปรโตคอลของ WTTC เช่นกัน นอกจากนั้น WTTC เชื่อว่าการเปิดประเทศในรูปแบบ “แทรเวลบับเบิล” จะสามารถช่วยให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวฟื้นตัวเร็วขึ้น โดยมีหลายกลุ่มประเทศทั่วโลกที่กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อเปิดบับเบิลให้มีการเดินทางขึ้น ทั้งในกลุ่มการแพทย์ การเมือง และการท่องเที่ยว อาทิ ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ที่อยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อเปิดชายแดน โดยในอนาคตมีแผนจะขยายบับเบิลให้ครอบคลุมกลุ่มเกาะในแปซิฟิก ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และอินโดนีเซีย รวมถึงกลุ่มประเทศจีน-เกาหลีใต้-ญี่ปุ่น ซึ่งจีนและเกาหลีใต้ตัดสินใจเปิดเลนพิเศษสำหรับนักธุรกิจ และผู้ต้องการความช่วยเหลือด้านสุขภาพบริเวณด่านตรวจคนเข้าเมือง โดยมีแผนจะขยายครอบคลุมสิงคโปร์ในอนาคต

เช่นเดียวกันกับกลุ่มยุโรป-สหราชอาณาจักร (UK) ที่มีหลายประเทศ อาทิ เยอรมนี-สเปน เป็นต้น ที่อยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อเปิดการเดินทางระหว่างกัน และเปิดไปแล้วเช่นกัน

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ