“กรมท่าอากาศยาน” เดินหน้าแผนยุทธศาสตร์มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการบินภูมิภาค

นายดรุณ แสงฉาย อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.) เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานของกรมท่าอากาศยานในปีนี้จะดำเนินงานในเชิงรุก เพื่อให้เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์กรมท่าอากาศยานปี 2560-2564 ทั้งในด้านการพัฒนาท่าอากาศยานให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ และสามารถรองรับการเติบโตด้านคมนาคมทางอากาศ ดำเนินงานท่าอากาศยานให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล และบริหารจัดการองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเป้าที่จะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการบินภูมิภาค

“วันนี้กรมท่าอากาศยาน มีภารกิจเร่งด่วนในการเดินหน้าพัฒนาองค์กรแห่งนี้เชิงรุกโดยได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์เพื่อให้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการจะยกระดับอุตสาหกรรมการบินให้ก้าวสู่การเป็นฮับการบินในภูมิภาคอาเซียน” นายดรุณกล่าว

สำหรับแผนการบูรณาการบริหารสนามบินทั้ง 28 แห่งที่อยู่ภายใต้การดูแลของกรมท่าอากาศยานนั้นจะครอบคลุมทั้งด้านการพัฒนาสนามบิน และการเพิ่มศักยภาพการบริหารงาน และบุคลากร ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับกรมท่าอากาศยานจากเดิมที่ถือว่ามีจุดแข็งและความได้เปรียบในด้านการมีท่าอากาศยานที่กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค มีความพร้อมต่อการรองรับการพัฒนาโครงข่ายเชื่อมโยงการเดินทางทำให้มีผู้ใช้บริการในภาคส่วนต่างๆ รวมถึงผู้ประกอบการสายการบินที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี

ทั้งนี้ สำหรับแผนการพัฒนาสนามบินแบ่งเป็นแผนพัฒนาระยะที่ 1 (2560-2564) จะใช้งบประมาณ 29,154.75 ล้านบาท โดยจะดำเนินการพัฒนาท่าอากาศยานที่มีศักยภาพ อาทิ ท่าอากาศยานกระบี่, นครศรีธรรมราช, ขอนแก่น, ตรัง และสุราษฎร์ธานี

โดยปัจจุบันสนามบินดังกล่าวมีผู้โดยสารใช้บริการเกินขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารของสนามบินไปแล้ว ส่วนแผนพัฒนาระยะที่ 2 (2565-2569) จะใช้งบประมาณ 9,407.03 ล้านบาท ดำเนินการพัฒนาท่าอากาศยานอุบลราชธานี, อุดรธานี, ร้อยเอ็ด, สกลนคร, เลย และหัวหิน

ส่วนแผนการเพิ่มศักยภาพงานบริหารและบุคลากรนั้น ถือเป็นปีแรกที่กรมท่าอากาศยาน ได้มีการปรับโครงสร้างการทำงานของ 28 ท่าอากาศยานในสังกัด โดยจัดตั้งเป็นหน่วยธุรกิจ (Business Unit) เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและการแข่งขันในเชิงธุรกิจ ทำให้ทราบว่าท่าอากาศยานไหนมีผลประกอบการเป็นอย่างไรบ้าง และให้เกิดการแข่งขันกันเอง ขณะเดียวกันด้านบุคลากรก็ได้มีการจัดตั้งหน่วยงานทีมการตลาดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า

“ปีนี้ถือเป็นปีแรกที่ได้มีการปรับโครงสร้างการทำงานของท่าอากาศยานทั้ง 28 แห่ง โดยเปลี่ยนเป็นหน่วยธุรกิจเพื่อให้เกิดการแข่งขันและการหารายได้เอง มีการตั้งทีมงานการตลาดเพื่อหาช่องทางการเพิ่มรายได้จากเดิมให้มากขึ้น รวมถึงหาช่องทางการเพิ่มรายได้อื่นๆ

ทั้งนี้ จากข้อมูลด้านการเงินเบื้องต้นทำให้ทราบว่ามีหลายท่าอากาศยานที่มีผลประกอบการมีกำไร อาทิ ท่าอากาศยานกระบี่, นครศรีธรรมราช, อุบลราชธานี, สกลนคร, น่าน, อุดรธานี, ขอนแก่น, สุราษฎร์ธานี, ตรัง, นครพนม และเลย” นายดรุณกล่าว

อธิบดีกรมท่าอากาศยานกล่าวต่อไปอีกว่า วันนี้กรมท่าอากาศยานพร้อมแล้วที่จะเป็นหนึ่งในการร่วมพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวไกลในทุกๆ ด้าน ทั้งการคมนาคมทางอากาศ การขนส่งสินค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจ เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาลให้เป็นประเทศไทย 4.0 มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาท่าอากาศยานทั่วประเทศไทย อย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้ทุกท่าอากาศยานเป็นทุกโอกาสและเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ

ซึ่งหลังจากที่โครงการพัฒนาท่าอากาศยานแล้วเสร็จ จะทำให้ท่าอากาศยานสามารถที่จะรองรับผู้โดยสารได้ตรงตามเป้าหมาย โดยจะสามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 30 ล้านคนต่อปี ในปี 2568 และรองรับได้ถึง 58 ล้านคนต่อปี ในปี 2578 โดยเป็นไปตามมาตรฐาน ICAO

Previous articleนักสิทธิทั่วโลกไว้อาลัย “หลิว เสี่ยวโป” นานาชาติร้องจีนปล่อยตัวภรรยาของเขาเป็นอิสระ
Next articleคปภ.แจงเหตุบัสนักท่องเที่ยวชาวจีนเบรกแตกพลิกคว่ำ จ.ภูเก็ต