ประชาชาติธุรกิจ
เศรษฐกิจในประเทศ

วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2560

สัญญาณเศรษฐกิจปี 56แผ่ว "ลงทุน-บริโภค-ส่งออก" วูบยกแผง

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 05 พ.ย. 2555 เวลา 08:00:12 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

จับตาสัญญาณอันตรายเศรษฐกิจปี"56 เข้าสู่ภาวะถดถอย ทั้งตัวเลขลงทุนภาคเอกชน-การบริโภค และภาคส่งออก ฉุดการเติบโตเศรษฐกิจต่ำกว่าปีนี้ ธปท.ชี้ส่งออกไปภูมิภาคเอเชียเริ่มชะลอตัว ตาม

สหรัฐ-ยุโรป กระทบมูลค่าส่งออกไทยแตะจุดต่ำสุด ลากยาวไปอีก 3-6 เดือน ลุ้น "ลงทุนภาครัฐ" ความหวังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สศค.เชื่อมั่นปีหน้าลงทุนภาครัฐโต 16.9%


ภาวะที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากวิกฤตต่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อมูลค่าส่งออก จึงต้องฝากความหวังการลงทุน การบริโภคในประเทศเป็นตัวกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจแทน แต่จากข้อมูลเศรษฐกิจที่ได้เปิดเผยออกมาล่าสุด ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนภาคเอกชน การบริโภค ที่อยู่ในภาวะถดถอย ได้สะท้อนถึงแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่อ่อนแรงลง

การลงทุนเอกชน-บริโภคแผ่วลง

โดยข้อมูลของ ธปท. ณ สิ้นเดือน ก.ย. และไตรมาส 3/55 การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวอยู่ที่ 12.0% เทียบกับ 13.8% ในเดือน ส.ค. และ 18.9% ในไตรมาส 2/55 แสดงให้เห็นการเติบโตที่ชะลอลงของการลงทุนเอกชนที่ขยายตัวได้ดีในช่วงที่ผ่านมา ตามการลงทุนเพื่อฟื้นฟูภาคการผลิตที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยในปลายปี 2554 

ขณะที่การบริโภคยังขยายตัวได้ 4.7% และ 5.3% ในเดือน ก.ย. และไตรมาส 3 เมื่อเทียบกับ 4.1% และ 4.9% ในเดือน ส.ค. และไตรมาส 2/55 ตามลำดับ แต่ก็มีการคาดการณ์ว่าจะมีการปรับตัวลดลงจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคถูกกระทบจากภาพรวมเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ลง ด้านการส่งออก ณ เดือน ก.ย.ติดลบ 0.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และหากไม่นับรวมการส่งออกทองคำ จะทำให้ตัวเลขส่งออกหดตัวถึง 7.9% เป็นการหดตัวในทุกหมวดสินค้า




ธปท.ชี้ส่งออกไปเอเชียทรุด

นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจและการเงิน ธปท. กล่าวว่า ขณะนี้เห็นการชะลอมากขึ้นของการส่งออกไปยังตลาดที่เดิมเคยขยายตัวได้อย่างเอเชีย จีน และประเทศอาเซียน อย่างไรก็ตาม มองว่าการส่งออกไทยในขณะนี้น่าจะถึงจุดต่ำสุดแล้ว โดยมูลค่าการส่งออกน่าจะทรงตัวอยู่ที่ระดับ 1.9-2 หมื่นล้านเหรียญต่อเดือนไปอีก 3-6 เดือน ก่อนจะค่อย ๆ เริ่มฟื้นตัวในไตรมาส 2/56 และฟื้นชัดเจนมากขึ้นในครึ่งหลังปี 2556 ซึ่งหากเป็นไปตามที่คาดจะทำให้การส่งออกปีหน้าขยายตัวได้ที่ 9%

ทั้งนี้สัญญาณที่แสดงถึงความน่ากังวลว่าการส่งออกระยะต่อไปจะแผ่วลงมากจนต้องเร่งองค์ประกอบอื่นของเศรษฐกิจมาชดเชยนั้นคือ การตัดสินใจลดดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 2.75% ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แบบเหนือความคาดหมายของตลาดในวันที่ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา

โดย ธปท.ได้เปิดเผยรายงานการประชุม กนง.(ฉบับย่อ) ว่า กนง.เห็นว่าเศรษฐกิจโลกส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยมากกว่าที่คาด มูลค่าการส่งออกและผลผลิตของอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกจึงหดตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกเริ่มได้รับผลกระทบ การลงทุนในอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกจึงมีแนวโน้มชะลอตัวมากกว่าอุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อตลาดในประเทศ

ขณะที่เครื่องชี้ล่วงหน้าภาคการส่งออก เช่น ยอดสั่งจองสินค้า ชี้ว่าอาจจะยังไม่ฟื้นตัวภายในปีนี้ แม้ในไตรมาสสุดท้ายของปีการส่งออกจะสูงขึ้นตามฤดูกาลก็ตาม

ฉุดจีดีพีปี 2556 ต่ำกว่าปีนี้

ก่อนหน้านี้ ธปท.ได้รายงานภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2556 มีแนวโน้มที่จะอ่อนตัวลงมากกว่าที่ ธปท.คาดไว้ จึงได้ปรับประมาณการเติบโตเศรษฐกิจปี 2556 เหลือ 4.6% ส่วนปี 2555 ยังคงประมาณการไว้ที่ 5.7% แม้จะปรับลดประมาณการส่งออกเหลือ 4.4% โดยเหตุผลที่ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปีหน้ามาจาก 3 ปัจจัยเสี่ยงคือ ความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก, การลงทุนของภาคเอกชนที่มีการใช้จ่ายระดับสูงหลังน้ำท่วมปรับตัวลดลงสู่ภาวะปกติเร็วกว่าที่คาด และความเสี่ยงจากแรงกระตุ้นจากภาครัฐมีแนวโน้มน้อยกว่าที่คาด

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า มีความเป็นไปได้ที่ตัวเลขจีดีพีของไทยในไตรมาส 3/2555 จะต่ำกว่าที่คาดการณ์เบื้องต้นที่ร้อยละ 3.9 ซึ่งเป็นการย้ำภาพการชะลอตัวจากไตรมาส 2 อยู่ที่ร้อยละ 4.2 ท่ามกลางความซบเซาของเศรษฐกิจในหลายภูมิภาคของโลก และสัญญาณที่คลุมเครือของเศรษฐกิจโลก ทำให้แรงกดดันที่ภาคส่งออกของไทยได้รับถูกส่งต่อมาที่การผลิตภาคอุตสาหกรรม โดยเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าภาคการส่งออกและการผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวลง 0.4% และ 4.8% ตามลำดับ

ลงทุนภาครัฐหัวหอกสำคัญปีหน้า

นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ภายใต้ประมาณการการเติบโตของจีดีพีปีนี้ 5.3% บล.ภัทรได้ประเมินการส่งออกไว้ต่ำที่ 3% อยู่แล้ว ดังนั้นการชะลอตัวของการส่งออกทั้งที่ส่งไปประเทศขนาดใหญ่ที่มีปัญหาในขณะนี้อย่างสหรัฐ ยุโรป รวมถึงจีน อาเซียน ที่เดิมเคยขยายตัวได้ จึงไม่ใช่ภาวะที่เหนือความคาดหมาย ซึ่งการที่ ธปท.ระบุว่าการส่งออกชะลอมากกว่าคาดนั้น ก็ยิ่งตอกย้ำภาพความน่ากังวลว่า ธปท. หน่วยงานที่มีข้อมูลมากที่สุดและได้พูดคุยกับผู้ประกอบการได้รู้ถึงแนวโน้มยอดคำสั่งซื้อที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย 

"ปีหน้าเราประมาณการเติบโตของส่งออกไว้ที่ 10% แต่สถานการณ์ตอนนี้ไม่ได้ดีขึ้นเลย คาดว่าคงต้องมีการปรับลดประมาณการเร็ว ๆ นี้"

นายศุภวุฒิกล่าวว่า ในระยะต่อไปการบริโภคและลงทุนคงเริ่มแผ่วลง เพราะมาตรการกระตุ้นต่าง ๆ จะสิ้นสุดลง การลงทุนเพื่อซ่อมแซมความเสียหายน้ำท่วมก็ทำไปมากแล้ว ดังนั้น การลงทุนภาครัฐต้องทำให้ได้ตามเป้าหมาย โดย บล.ภัทรคาดว่าปี 2556 จีดีพีไทยจะขยายตัวได้ 4.5% แต่ทั้งหมดอยู่ภายใต้ประมาณการว่าการลงทุนภาครัฐ โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำมีการลงทุนเต็มที่ตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2556 เป็นต้นไป หากมีความล่าช้าออกไปก็คงมีการทบทวนปรับลดการเติบโตลง

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าเป็นห่วงที่รัฐบาลควรให้ความระมัดระวังอยู่คือโครงการรับจำนำข้าวที่ต้องรีบระบายสต๊อกข้าวออกให้ได้มากที่สุดอย่างที่ตั้งเป้าไว้ เพื่อให้ได้สภาพคล่องเข้ามา ก่อนที่จะต้องรับซื้อข้าวรอบใหม่ ซึ่งคาดว่าจะต้องมีการรับซื้อจำนวนมากอีก แล้วสต๊อกเก่าระบายไม่ได้อาจทำให้รัฐบาลมีปัญหาสภาพคล่องชอร์ตระยะสั้นได้

ขณะที่แหล่งข่าวอดีต รมว.คลัง เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้ต้องจับตาผลกระทบจากเงินทุนไหลเข้าที่เกิดจากมาตรการ QE3 ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการอัดฉีดเดือนละ 4.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ด้วยความหวังว่าจะไปกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้แบงก์ปล่อยกู้เพื่อเกิดการจ้างงาน แต่ในความเป็นจริงแบงก์ไม่กล้าปล่อยกู้ แต่ไปลงทุนอย่างอื่น เงินก็จะไหลมาเอเชีย ลงในหุ้น พันธบัตรและทองคำ แต่เวลาจะไหลกลับก็จะกลับเร็ว ตรงนี้แหละที่น่ากลัว 

แหล่งข่าวกล่าวว่า ถ้ารัฐบาลสามารถทำให้จีดีพีโตได้ 5% ก็ถือว่าเก่งแล้ว เพราะภาคส่งออกที่มีสัดส่วนถึง 70% ของจีดีพี ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก อย่างไรก็ดี ประเทศไทยคงต้องหันมาเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในประเทศให้มากขึ้น แต่ก็คงต้องใช้เวลาพอสมควร ที่จะทำให้การลงทุนมีสัดส่วนเพียงพอที่จะมาทดแทนการส่งออกได้ นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2549 ประเทศไทยขาดดุลทุกปี ปีละ 3-4 แสนล้านบาท เพื่อที่จะรักษาการเติบโตของเศรษฐกิจได้ให้ 5% ต่อปี แต่ไปเน้นเรื่องการบริโภคไม่ได้สนับสนุนการสร้างเศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน ปีหน้าจึงจำเป็นต้องเร่งลงทุนอย่างแท้จริง

หนุนปีหน้าลงทุนภาครัฐโต 16.9% 

นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า สศค.ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2556 จะขยายตัว 5.2% โดยการลงทุนภาครัฐจะเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ในภาวะที่ภาคส่งออกยังขยายตัวไม่สูงนัก ซึ่งประเมินว่าปีหน้าลงทุนภาครัฐจะขยายตัวได้ถึง 16.9%

"สัญญาณอย่างหนึ่งที่ชัดเจนว่ารัฐจะเร่งลงทุนก็คือ การออกกฎหมายกู้เงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้สามารถเร่งรัดเบิกจ่ายได้โดยเร็ว แต่มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ได้เร่งรัดเรื่องนี้ และขณะนี้ก็เริ่มสรุปแล้วว่าจะมีโครงการอะไรบ้าง ในวงเงิน 2 ล้านล้านบาท" นายสมชัยกล่าว

"นอกจากนี้ยังมีการลงทุนโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ที่ปีนี้เม็ดเงินยังไม่ค่อยออก แต่จะต้องเร่งเบิกจ่ายให้เรียบร้อยในเดือน มิ.ย. 2556 ก็จะเป็นอีกส่วนที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสิ่งที่จะตามมาคือการลงทุนของเอกชน เพราะรัฐบาลลงทุนทั้งหมดไม่ได้ ต้องมีการลงทุนร่วมกันในรูปแบบ PPP ตรงนี้เป็นอีกส่วนที่รัฐบาลกำลังเร่งออกกฎหมาย PPP เพื่อให้สอดรับกัน" นายสมชัยกล่าว

ทั้งนี้ การลงทุนภาครัฐในปีหน้า จะมีทั้งเม็ดเงินลงทุนที่จะมาจากงบประมาณประจำปี 2.4 ล้านล้านบาท งบฯลงทุนรัฐวิสาหกิจอีกประมาณ 3 แสนล้านบาท งบฯลงทุนบริหารน้ำอีก 3.5 แสนล้านบาท และอีกประมาณ 3 แสน ล. จากเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท 

"ทั้งหมดต้องเบิกจ่ายให้ได้ตามเป้า เพื่อหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจปีหน้า ทุกโครงการต้อง พร้อม เตรียมทีโออาร์ให้ชัด ส่วนแผนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท เริ่มต้นนานแล้ว โดยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม กำลังเร่งเรื่องนี้"