โตสวนวิกฤตโควิด ซี.พี.ส่งออกข้าวขึ้นแท่นเบอร์ 2

สุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ซี.พี.อินเตอร์เทรด จำกัด (ซีพีไอ)
สัมภาษณ์

แม้ว่าภาพรวมการส่งออกข้าวของไทยในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้จะมีปริมาณลดลง 31% หรือ 1,458,982 ตัน ผู้ส่งออกทุกรายต้องกัดฟันฝ่าปัจจัยเสี่ยงทั้งการแข่งขันราคาที่รุนแรง และต้นทุนค่าระวางเรือที่ปรับสูงขึ้นหลายเท่าตัว ทำให้ผู้ส่งออกหลายรายยอดส่งออกหดตัวลงตามภาพรวมของประเทศ

แต่เป็นที่น่าสังเกตว่ามีเพียง “กลุ่ม ซี.พี.” เท่านั้นที่ประคองยอดส่งออกจนทำให้ไต่ระดับแซงกลุ่มนครหลวงค้าข้าวขึ้นเป็นท็อปอันดับ 2 ด้วยยอดส่งออกเดือนเมษายน 30,951.90 ตัน รวมสะสม 4 เดือน 159,417.32 ตัน เข้าใกล้อันดับ 1 อย่างกลุ่มเอเซีย โกลเด้น ไรซ์ ที่มียอดส่งออก 31,224.46 ตัน รวม 4 เดือน 203,594.04 ตัน

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์พิเศษ นายสุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ซี.พี.อินเตอร์เทรด จำกัด (ซีพีไอ) ผู้ส่งออกและผู้ผลิตข้าวถุงตราฉัตร

ส่งออกเพิ่มขึ้นจนขยับอันดับ

ตลาดภาพรวมมันตกต่ำลง เราไม่ได้ส่งออกเพิ่มขึ้น การส่งออกของ ซี.พี.อินเตอร์เทรด ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเยอะมากเรามีการส่งออกแต่ละปีนิดเดียว แต่การขยับอันดับที่เกิดขึ้นเพราะว่าผู้ส่งออกบริษัทอื่น ๆ ยอดตก เช่น กลุ่มนครหลวง ซึ่งเป็นเบอร์หนึ่ง เบอร์สองเคยส่งออกได้ 1.5-1.7 ล้านตัน เมื่อสามถึงสี่ปีก่อน แต่ปัจจุบันลดลงมาเหลือ 600,000-700,000 ตัน แล้ว 4 เดือนแรกก็ลดลงมาเยอะ ซึ่งก็เป็นสัดส่วนเทียบเท่ากับตัวเลขการส่งออกข้าวของไทยที่ลดลง

ทั้งนี้ เราจะเห็นว่าภาพรวมการส่งออกข้าวปี 2563 ในกลุ่มสมาชิกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยได้ 5.5 ล้านตัน (ถ้ารวมกับผู้ส่งออกนอกกลุ่มสมาชิก ส่งออกได้ 5.7 ล้านตัน) ส่วนเวียดนามส่งออกได้ 6 ล้านตัน และอินเดียได้ 10 ล้านตัน

Advertisment

เหตุไทยส่งออกข้าวลดลง

1) ราคาข้าวนึ่งข้าวขาว 5% ของเราสู้อินเดียไม่ได้ อย่างล่าสุด 4 เดือนแรกของปีนี้ ไทยส่งออกได้ 1.5-1.6 ล้านตัน เวียดนามได้ 1.7-1.8 ล้านตัน อินเดียไปได้ถึง 8 ล้านตันแล้ว ทั้งปีนี้ ผมว่าอินเดียจะไปได้ถึง 14-15 ล้านตัน ส่วนไทยได้ 5 ล้านตันก็เก่งแล้ว

“ราคาข้าวนึ่ง ข้าวขาว และปลายข้าวขาวของเราสู้อินเดียไม่ได้ อินเดียถูกมาก แม้ว่าจะมีปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ของอินเดียก็ไม่ได้กระจายไปทุกเมืองที่เป็นเมืองสามารถปลูกข้าวได้ ผลผลิตในอินเดียยังเป็น surplus supply ก็ยังต้องขายออกมา”

2) ปัญหาตู้คอนเทนเนอร์ชอร์ต ตู้เรือชอร์ตทำให้ออร์เดอร์ที่รับไว้ไม่มีตู้เรือสำหรับส่งออก โดยเฉพาะตู้เรือไปที่สหรัฐราคาขยับขึ้นไปเป็น 10,000 เหรียญ สมมุติหาออร์เดอร์มาได้ 100% เราหาเรือได้แค่ 30% ขาดตู้อีก 70% แต่ปัญหานี้ยังดีที่ทุก ๆ ประเทศราคาต้นทุนค่าเรือก็ขยับขึ้นสูงเหมือนกันหมด เวียดนามก็แพง ไทยก็แพง

แต่อินเดียจะได้เปรียบเพราะถ้าเป็นตลาดส่งออกแอฟริกาจะอยู่ใกล้อินเดียมากกว่า ส่วนเราต้องส่งออกไปทางแหลมมลายู ทำให้อินเดียได้เปรียบเรื่องต้นทุนค่าขนส่งจะถูกกว่าไทย

Advertisment

3) ปัจจัยจากสถานการณ์ราคาคอมโมดิตี้โลก ซึ่งปีนี้ราคาธัญพืชในตลาดโลก ข้าวสาลีและข้าวโพดแพง ข้าวเราถูกกว่าเยอะ กลายเป็นว่าข้าวเป็นคอมโมดิตี้ที่ถูกมาก และราคาต่ำที่สุดแล้ว

ส่งออกลด ซี.พี.ยังยืนได้

เพราะว่า ซี.พี.ทำข้าวหอมมะลิปลายข้าวหอมมะลิ ซึ่งเป็นข้าวเกรดพรีเมี่ยม ข้าวหอมมะลิยังไปได้ ทำเทนเดอร์ญี่ปุ่นได้ 4 แสนตัน อย่างไรก็ตาม ในแต่ละปีซีพีไอส่งออกเฉลี่ยปีละ 500,000 ตัน ภาพรวมที่เกิดขึ้นกับตลาดข้าวส่งออกลดลง จึงไม่กระทบถึงเรา

ปัจจุบันตลาดส่งออกของซีพีไอ หลัก ๆ คืออเมริกาเหนือและแคนาดา คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 25% ส่วนใหญ่เป็นข้าวหอมมะลิ รองลงมาคือสหภาพยุโรป ตะวันออกกลาง โอเชียเนีย ฮ่องกง และสิงคโปร์ และมีปลายข้าวไปที่แอฟริกาบ้างไม่มาก

“การจับกลุ่มลูกค้าพรีเมี่ยมซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 กลุ่มนี้มีกำลังซื้อดี ส่วนใหญ่จะเน้นข้าวหอมมะลิและปลายข้าวหอมมะลิจะมีข้าวนึ่งบ้างเล็กน้อย โดยข้าวหอมมะลิพรีเมี่ยมจะมีราคาสูงกว่าปกติประมาณตันละ 15-20 เหรียญแต่ลูกค้ากลุ่มนี้ไม่ได้รับผลกระทบยังคงบริโภคเหมือนเดิม”

แนวโน้มราคา

“สถานการณ์ราคาที่ขายแบบเอฟโอบีปรับลดลง แต่ถ้ารวมค่าเฟรตขยับขึ้น ตู้หนึ่งเป็น 10,000 เหรียญ ถ้าบรรจุตู้ขนาด 20 ตัน เฉลี่ยตันละ 500 เหรียญสหรัฐแล้ว แต่พอไปถึงตลาดราคาขายปลีกยังไปได้ เพราะตลาดที่ส่งออกเราพรีเมี่ยม และประเทศคู่แข่งก็เจอต้นทุนขยับขึ้นเหมือนกัน แต่สิ่งที่เราห่วงจะเป็นปัญหาขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์มากกว่าตู้ชอร์ตทำให้ส่งไปได้แค่ 30% ของออร์เดอร์ เราคิดว่าปัญหานี้จะอยู่กับเราไปถึงปลาย ๆ ปี”

แนวโน้มราคาตลาดข้าวโลกมีแนวโน้มลดลง การที่อินเดียมีผลผลิตมากก็ต้องระบายขายดัมพ์ออกมา ไม่เช่นนั้นรัฐบาลก็จะไม่มีโกดังสำหรับเก็บข้าวฤดูกาลใหม่

ขณะที่จีนแม้ว่าจะมีการนำเข้าตามความตกลงองค์การการค้าโลกเฉลี่ย 2 ล้านตันต่อปี แต่ก็กระจายนำเข้าจากทั้งเวียดนาม กัมพูชา พม่า และไทย และที่สำคัญ ยังมีแนวโน้มที่จะส่งเสริมให้มีการบริโภคข้าวที่ผลิตได้ในประเทศมากขึ้น ซึ่งเทรนด์นี้ทุกประเทศก็ทำเหมือนกัน

แนะเร่งปรับโครงสร้างเกษตร

“การที่ราคาข้าวลดลงก็จะทำให้เราส่งออกมากขึ้น แต่ก็ใช่ว่าชาวนาจะดีใจ เพราะนั่นมันสะท้อนเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ”

สิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการเร่งด่วนคือการปรับโครงสร้างภาคเกษตรของประเทศไทย โดยเฉพาะการปลูกข้าว ซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่อยู่ประมาณ 50 ล้านไร่ อนาคตต้องปรับโครงสร้างโดยเฉพาะการส่งเสริมให้ปลูกพืชหรือธัญพืชชนิดอื่น เช่น ข้าวโพด หรือถั่วเหลือง ในนาข้าว

เพราะตอนนี้สถานการณ์ราคาธัญพืชปรับตัวสูงขึ้น ไทยจำเป็นต้องนำเข้า หากมีการปรับเปลี่ยนมาปลูกถั่วเหลืองในนาก็จะทำให้ลดการนำเข้า แต่นั่นก็ต้องใช้เวลาอีกหลายปี ดังนั้นควรเริ่มปีนี้ เพราะกว่าจะเห็นผลก็อีกหลายปี

ตลาดข้าวถุงในประเทศ

ปัจจุบันเราทำตลาดภายใน 40% และตลาดส่งออกสัดส่วน 60% กำลังซื้อในประเทศก็น่าเป็นห่วง เพราะสถานการณ์ราคาข้าวมีแนวโน้มลดลง เช่น ปีก่อนราคาส่งออกเกิน 1,000 เหรียญสหรัฐต่อตัน คิดเป็นข้าวเปลือกแห้ง กก.ละ 16-18 บาท

แต่มาปีนี้ราคาข้าวลดลงเหลือตันละ 800 เหรียญสหรัฐ ราคาข้าวเปลือกแห้งก็ปรับลดลงเหลือ กก.ละ 11 บาท ซึ่งนั่นจะทำให้รัฐบาลจะต้องจ่ายประกันรายได้มากขึ้น และหากรายได้จากการท่องเที่ยวไม่กลับมาอีก น่าจะทำให้กำลังซื้อลดลงไปอีก

เป้าหมายของปีนี้

ซีพีไอยังคาดการณ์ว่าปีนี้เราจะส่งออกข้าวได้ 5 แสนตัน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60% และขายในประเทศได้ 300,000 ตัน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ซึ่งโดยเฉลี่ยตลาดข้าวก็จะเติบโตประมาณ 5-10%

รุกธุรกิจใหม่

ปัจจุบันพอร์ตธุรกิจของเราเน้นการผลิตและแปรรูปข้าวเป็นสัดส่วนถึง 90% แต่ปีนี้ก็เริ่มมีการทำธุรกิจอาหาร มีสัดส่วนประมาณ 10% ซึ่งเป็นนโยบายของเครือ เพื่อที่จะตอบโจทย์ผู้บริโภคที่หันมาให้ความสนใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น หลังจากที่เกิดปัญหาการแพร่ระบาดของโควิดจึงมองว่าปีนี้เป็นจุดที่เหมาะสมที่จะต้องมีการทำการตลาด และส่วนหนึ่งเป็นการกระจายความเสี่ยงด้วย

“ในส่วนของอาหารตอนนี้มีสินค้าหลักที่ออกมาสู่ตลาด 3 ตัว คือ กลุ่มเครื่องดื่ม จะเป็นน้ำผลไม้ผสมวิตามิน Vita one ผลิตภัณฑ์ขนมกรุบกรอบจากปลายข้าวหอมมะลิ Rio และน้ำมะพร้าวแบรนด์ RU COCO”

ตอนนี้กระบวนการผลิตเรายังใช้โรงงานโออีเอ็ม ยังไม่ได้มีการลงทุนขยายโรงงานใหม่ ส่วนช่องทางการตลาด เราก็มีการขายภายในประเทศเป็นหลัก โดยเน้นไปที่ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ เซเว่นอีเลฟเว่น บิ๊กซี โลตัส รวมถึงร้านค้าปลีกโชห่วย

เป้าหมายการวางตลาดในปีแรกก็ยังคาดว่าภาพรวมของกลุ่มเลยน่าจะเติบโต 5-10% โดยมีมูลค่ายอดขาย 100 ล้านบาท