รพ.เกษมราษฎร์ “ทุกโรงต้องโตดับเบิลดิจิต”

ยังเป็นธุรกิจที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องสำหรับธุรกิจโรงพยาบาล จากความต้องการที่มีมากขึ้น รวมทั้งโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปจากปัจจัยการเติบโตของสังคมเมือง การเพิ่มขึ้นของกลุ่มผู้มีรายได้ระดับกลาง รวมถึงประชากรผู้สูงอายุที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการโรงพยาบาลหลาย ๆ ราย มีแผนจะเพิ่มการลงทุนเพื่อขยายสาขาและเครือข่าย รวมทั้งการขยายการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านที่ประชากรมีดีมานด์และมีกำลังซื้อ แต่ระบบสาธารณสุขและการรักษาที่ยังมีข้อจำกัด

ล่าสุด นายแพทย์เฉลิม หาญพาณิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์พิเศษ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงภาพรวมของธุรกิจโรงพยาบาลและทิศทางการดำเนินงานของบริษัทในช่วงจากนี้ไป

Q : ขณะนี้ภาพรวมเศรษฐกิจไม่ดีจะกระทบกับธุรกิจโรงพยาบาลอย่างไรหรือไม่

อย่างที่รู้กันว่าตอนนี้ เศรษฐกิจในภาพรวมไม่ค่อยดี เริ่มจากการส่งออกที่เป็นผลกระทบมาจากสงครามการค้า เงินบาทที่อาจจะแข็งค่าไป แถมงบประมาณปี 2563 ก็มาสะดุดอีก และอาจจะทำให้ระยะเวลาการใช้งบฯเหลือเพียง 6 เดือน เดิมที่เคยคาดหวังกันว่าจะมีเม็ดเงินจากการลงทุนภาครัฐมาเป็นตัวกระตุ้นก็ไม่ได้แล้ว ซึ่งหลายคนก็ยังหวังว่าจะมีเม็ดเงินจากภาคท่องเที่ยวมากระตุ้น แต่พอมาเจอไวรัสสายพันธุ์ใหม่ หรือไวรัสอู่ฮั่น งานนี้เม็ดเงินจากท่องเที่ยวจีนที่เคยทำรายได้เข้าประเทศประมาณ 5.5 แสนล้านบาท ก็จะหายไปจำนวนหนึ่ง เท่ากับว่า เครื่องยนต์เศรษฐกิจหลัก ๆ มีปัญหาทุกตัว จะเรียกว่านิ่งสนิทก็คงไม่ผิดนัก

อีกประเด็นหนึ่ง กรณีผลกระทบจากไวรัสอู่ฮั่น จริง ๆ แล้วในเซ็กเตอร์เฮลท์แคร์ โดยรวม ๆ ตลาดบ้านเราลูกค้าคนจีนถือว่าน้อยมาก

ช่วงหลัง ๆ มานี้ ลูกค้าคนจีนที่เข้ามาส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการรักษาภาวะการมีบุตรยาก หรือไอวีเอฟ แต่โรงพยาบาลหรือคลินิกที่เปิดไอวีเอฟ ก็ไม่ได้รับคนจีน 100% เพราะทุกที่ก็จะมีลูกค้าคนไทยและอื่น ๆ ด้วย

ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีคนจีนเข้ามาใช้บริการตรวจสุขภาพ (เช็กอัพ) และเอนไทเอจจิ้ง แต่ตอนนี้ลูกค้าคนจีนที่เข้ามาใช้บริการในบ้านเราน้อยลงมาก หากจะกระทบก็ไม่มาก เพราะลูกค้าคนจีนมีไม่มาก หากกระทบก็จะเป็นเพียงระยะสั้น ๆ เท่านั้น

แต่จริง ๆ แล้ว แม้เศรษฐกิจจะไม่ดี แต่สำหรับเรื่องเฮลท์แคร์นั้นถือเป็นปัจจัย 4 และเป็นเรื่องจำเป็น เมื่อเจ็บป่วยก็ต้องรักษา ต้องหาหมอ ต้องเข้าโรงพยาบาล ยิ่งตอนนี้ภาวะมลพิษทางอากาศมาก โดยเฉพาะฝุ่นพีเอ็ม 2.5 จากการมอนิเตอร์พบว่า คนเจ็บป่วย เป็นหวัด เป็นโรคระบบทางเดินหายใจมากขึ้น จากปกติคนจะเป็นหวัด เป็นโรคทางเดินหายใจในช่วงหน้าฝน แต่ปีนี้เป็นกันมากตั้งแต่ต้นปีเลย

Q : ในภาวะเช่นนี้ บางกอก เชนฯ วางยุทธศาสตร์ไว้อย่างไร

ปกติในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี เมื่อเจ็บป่วยต้องเข้าโรงพยาบาล ถ้าเป็นคนที่มีเงิน หรือกลุ่มตลาดบน คนกลุ่มนี้ก็จะยังใช้จ่ายตามปกติ ขณะที่คนกลุ่มกลางหรือต่ำลงมา ส่วนใหญ่จะเลือกจ่ายให้น้อยลง

แต่สำหรับบางกอก เชน ไม่ได้กังวลกับสิ่งนี้ เพราะเรามีโปรดักต์ที่ครอบคลุมทุกตลาด เริ่มจาก “เกษมราษฎร์” เจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลาง รับทั้งลูกค้าเงินสดและประกันสังคม ขณะที่ “เกษมราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล” รองรับกลุ่มคนไข้ทั่วไประดับกลางบน ส่วน “เวิลด์เมดิคอล” รองรับกลุ่มคนไข้ระดับบนและลูกค้าต่างประเทศ และการุญเวช รองรับลูกค้าประกันสังคม ทำให้คนไข้สามารถเลือกได้ว่าจะต้องการใช้บริการที่ไหน ในราคาที่เขารับได้ หรือถ้ามีประกัน เขาก็ใช้ประกัน หากมีประกันสังคมก็ใช้ประกันสังคม

ล่าสุด บางกอก เชน กลุ่มมีจำนวนผู้ประกันตนมากกว่า 9 แสนราย (3,956 บาท/ราย) นี่จะเป็นตัวขับเคลื่อนรายได้ที่สำคัญ นอกจากนี้ หลายสาขาของเราก็ยังเป็นศูนย์ที่สามารถรักษาจบได้ในที่เดียว ทั้งโรคซับซ้อน ผ่าตัดหนัก ฯลฯ ทำได้เองหมด ครบวงจร ไม่ต้องส่งต่อไปที่อื่น และตามแผนปลายปีนี้จะมีการลงทุนเพิ่ม เพื่อเปิดโรงพยาบาลมะเร็ง เกษมราษฎร์ พยายามจะทำให้เสร็จให้เร็ว ไม่ปลายปีนี้ก็ต้นปีหน้า

Q : ปีนี้ยังมีแผนจะลงทุนขยายสาขาเพิ่มต่อเนื่อง

ปีที่ผ่านมาเรามีการอัพเกรดโรงพยาบาลไปหลายสาขา ให้เป็นโรงพยาบาลระดับ 3 (ตติยภูมิ) มีการลงทุนเรื่องเทคโนโลยี บุคลากร คณะแพทย์ ส่งผลให้ภาพรวมรายได้ที่เป็นเงินสดเติบโตค่อนข้างดี ยอดต่อบิลเพิ่มขึ้น และทำให้มีกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ เข้ามามากขึ้น

ปีนี้หลัก ๆ ยังเป็นการลงทุนต่อเนื่อง โดยปีนี้จะมีโรงพยาบาลใหม่ที่สร้างเสร็จและเปิดให้บริการ 3 โรง เริ่มจากช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม เปิดเกษมราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล อรัญประเทศ ถัดไปเป็น เกษมราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล เวียงจันทน์ จะเสร็จประมาณกันยายน-ตุลาคม และปลายปี 2563 จะมีเกษมราษฎร์ ปราจีนบุรี (รับประกันประกันตน) เบ็ดเสร็จสิ้นปีนี้ บางกอก เชน จะมีสาขารวม 16 แห่ง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

สำหรับโรงพยาบาลมะเร็ง เรามีที่อยู่แล้ว ข้าง ๆ เวิลด์เมดิคอล (ถนนแจ้งวัฒนะ) เป็นตึกแยกต่างหาก ประกอบด้วยการฉายรังสี เคมีบำบัด และจะลงเครื่องเพท/ซีทีสแกน ที่มีประสิทธิภาพสูงในการตรวจวินิจฉัยโรค เป็นบริการครบจบที่เรา รวมเบ็ดเสร็จคาดว่าจะไม่เกิน 200 ล้านบาท (ไม่รวมค่าที่) เพื่อรองรับผู้ประกันตนที่เรามีใกล้ ๆ จะครบล้านราย และไม่จำเป็นต้องส่งต่อไปรักษาที่อื่น และในอนาคตก็ยังสามารถจะรองรับคนไข้จากโรงพยาบาลอื่นๆ ที่จะส่งต่อมาที่เราด้วย ปลายปีนี้หรือต้นปีได้เห็นแน่นอน จากเดิมที่มีในเรื่องของศูนย์หัวใจ ที่ทำได้ครบจบในตัวเราเอง ไม่ซื้อข้างนอก

นอกจากนี้ยังจะมีการลงทุนเพิ่มเพื่ออัพเกรดในส่วนของแบรนด์การุญเวช จะเริ่มจากการุญเวช ปทุมธานี และมีแผนจะขยายพื้นที่ให้ใหญ่ขึ้น จากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็น “เกษมราษฎร์ ปทุมธานี” จะยกระดับขึ้น ค่อย ๆ ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ กับทุกสาขา

ส่วนเวิลด์เมดิคอล ตอนนี้อยู่ตัวแล้ว ทำกำไรได้ค่อนข้างเร็ว พอจบ 16 โรง เฟสถัดไปเราขึ้นอีก 3 โรงทันที และที่ทำอย่างนี้ได้เพราะเราไม่มีหนี้ แต่การขยับขยายเราต้องรอบคอบ ค่อยเป็นค่อยไป แต่ละโรงต้องรักษาอัตราการเติบโต 2 ดิจิตทุกปี

Q : ตลาดต่างประเทศนอกจากเวียงจันทน์ แล้วสนใจหรือมองที่ไหนต่อไป

การเปิดที่อรัญประเทศซึ่งใกล้กัมพูชามาก และต่อไปต้องการไปเปิดที่กัมพูชา อาจจะกลางพนมเปญ ซึ่งมีศักยภาพทั้งในแง่ของประชากรและกำลังซื้อของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เพียงแต่ต้องรอความพร้อมในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะคณะแพทย์ เพราะนโยบายของเรา คือ ใช้ทีมแพทย์จากไทยทั้งหมด

ส่วนเมียนมาก็น่าสนใจ แต่อาจจะต้องรอให้การเมืองนิ่งกว่านี้ก่อน หรือเวียดนามก็เคยเข้ามาศึกษาตลาดมาบ้างแล้ว แต่ก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ