เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“พิพัฒน์” ร่วมยินดี “วัดพระมหาธาตุฯ” ขึ้นทะเบียนมรดกโลก เร่งโครงข่ายคมนาคมเชื่อม “เส้นทางแห่งศรัทธา” รับนักท่องเที่ยวทั่วโลก
Politics “พิพัฒน์” ร่วมยินดี “วัดพระมหาธาตุฯ” ขึ้นทะเบียนมรดกโลก เร่งโครงข่ายคมนาคมเชื่อม “เส้นทางแห่งศรัทธา” รับนักท่องเที่ยวทั่วโลก
จับตา 3 ส.ค. ศาลแพ่งไต่สวนคดีฟ้อง “Meta” สภาผู้บริโภคจี้แพลตฟอร์มร่วมรับผิดภัยโฆษณาปลอม
News จับตา 3 ส.ค. ศาลแพ่งไต่สวนคดีฟ้อง “Meta” สภาผู้บริโภคจี้แพลตฟอร์มร่วมรับผิดภัยโฆษณาปลอม
‘เท้ง’ ย้ำ ’ปชน.‘ ไม่มีแนวคิดล้มโครงการ 30 บาท ยันหนุนแก้เพื่อความยั่งยืน-ไม่ลดสิทธิประชาชน
Politics ‘เท้ง’ ย้ำ ’ปชน.‘ ไม่มีแนวคิดล้มโครงการ 30 บาท ยันหนุนแก้เพื่อความยั่งยืน-ไม่ลดสิทธิประชาชน
“จักรภพ” หนุน PMAT ดันร่าง พ.ร.บ.วิชาชีพ HR ยกระดับการบริหารคนสู่มาตรฐานสากล
HR “จักรภพ” หนุน PMAT ดันร่าง พ.ร.บ.วิชาชีพ HR ยกระดับการบริหารคนสู่มาตรฐานสากล
‘ปกรณ์’ เผย กฎหมายเนรเทศฉบับใหม่ ต่างด้าวทำ ‘วิปริต’ ให้กลับประเทศได้ทันที
Politics ‘ปกรณ์’ เผย กฎหมายเนรเทศฉบับใหม่ ต่างด้าวทำ ‘วิปริต’ ให้กลับประเทศได้ทันที
Synology เตือนภัย Agentic AI เขย่าไซเบอร์ชู ISO 27001 รับมือความเสี่ยงองค์กร
Tech Synology เตือนภัย Agentic AI เขย่าไซเบอร์ชู ISO 27001 รับมือความเสี่ยงองค์กร
ยกระดับด่านสะเดาแห่งใหม่ หนุนการค้า-เที่ยวชายแดน
Economic ยกระดับด่านสะเดาแห่งใหม่ หนุนการค้า-เที่ยวชายแดน
เชียงใหม่รับมือเศรษฐกิจซบ ดึง ‘Wellness Summit’ ปลุกเมืองท้ายปี
Economic เชียงใหม่รับมือเศรษฐกิจซบ ดึง ‘Wellness Summit’ ปลุกเมืองท้ายปี
ส่งออกครึ่งปีหลังเหนื่อย รับมือ ‘ม.301-สงครามรอบใหม่’
Economic ส่งออกครึ่งปีหลังเหนื่อย รับมือ ‘ม.301-สงครามรอบใหม่’
ทุ่มเวนคืน 8.8 พันล้าน เร่ง ‘วงแหวนรอบ 3’ ฝั่งตะวันออก  
Real Estate ทุ่มเวนคืน 8.8 พันล้าน เร่ง ‘วงแหวนรอบ 3’ ฝั่งตะวันออก  
ดูทั้งหมด

LTV-ผังเมือง-ภาษีที่ดินรุมเร้า บ้านแนวราบมีปัจจัยบวกน้อยมาก (2)

11 ธ.ค. 2565 | 08:48น.
อิสระ บุญยัง

งานสัมมนาส่งท้ายปีเสือต้อนรับปีเถาะหัวข้อ “Housing Market Outlook Opportunities & Challenges-ปัจจัยบวกและปัจจัยลบต่อตลาดบ้านจัดสรรปี 2566” จัดโดยสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เมื่อเร็ว ๆ นี้

“อิสระ บุญยัง” เลาะตะเข็บปัจจัยบวกและปัจจัยลบที่ผู้ประกอบการจะต้องเผชิญในปี 2566 ดูเหมือนปัจจัยบวกมีอยู่น้อยนิด ในขณะที่ปัจจัยลบตามมาหลอกหลอนอีกเพียบ จึงเป็นปีที่ท้าทายสำหรับการพัฒนาโครงการบ้านแนวราบทั้งบ้านเดี่ยว-บ้านแฝด-ทาวน์เฮาส์ ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศทั้งในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล และต่างจังหวัด โดยมีรายละเอียด ดังนี้

“อิสระ บุญยัง” นายกกิตติมศักดิ์และที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กรรมการผู้จัดการ บริษัทในเครือกานดา พร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า ปัจจัยบวกและปัจจัยลบต่อตลาดที่อยู่อาศัย โฟกัสกฎหมายและการกำกับดูแล จริง ๆ มีเป็น 10 ข้อ อสังหาริมทรัพย์ก็เป็นเรียล เป็นของจริงหมดเลย จากปัจจัยที่เห็นเป็นลบ 8-9 ข้อ ปัจจัยบวกมีนิดเดียว

มองต่างมุมเกี่ยวกับมาตรการยกเลิกการผ่อนปรน LTV สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรก็พยายามตอบคำถามของธนาคารแห่งประเทศไทยตลอดในเรื่องต่าง ๆ ทำข้อมูลไปค่อนข้างครบถ้วน ในมุมมองของภาคเอกชนเองก็เกรงข้อครหาเหมือนกันว่าจะไปช่วยคนรวย

เราก็ขอไปว่าบ้านราคาไม่เกิน 10 ล้านแล้วกัน แต่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยก็มีความชัดเจนในเชิงนโยบายว่าผ่อนคลายให้ในราคาบ้านที่เกิน 10 ล้านด้วย เพราะจะเป็นประโยชน์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวม ตัวเลขจริง ๆ ของตลาดบ้าน 10 ล้าน จำนวนหน่วยไม่มาก แต่เรื่องมูลค่ามีสัดส่วนถึง 30%

อิสระ บุญยัง นายกกิตติมศักดิ์และที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กรรมการผู้จัดการ บริษัทในเครือกานดา พร็อพเพอร์ตี้

ชำแหละใส้ใน “ยอดกู้ไม่ผ่าน”

ข้อมูลของธนาคารกรุงไทย คอมพาส ที่ออกมาวิเคราะห์ว่า ถ้าหากไม่ต่อ (LTV) แล้วจะมีผลแค่ไหน เขาบอกว่าจะมีผลทำให้สินเชื่อลดลงอย่างน้อย 1 หมื่นล้าน หรือ 2% จากประมาณการเดิม ในเรื่องสัญญาที่ 1 ที่ 2 เมื่อย้อนกลับไปว่า สัญญาที่ 1 (สินเชื่อซื้อบ้านหลังแรก) ไม่กระทบเลย เพราะว่าก่อนโควิดเล็กน้อยธนาคารแห่งประเทศไทยมีการผ่อนคลายมารอบหนึ่งแล้ว

กล่าวคือ เงินกู้สัญญาที่ 1 กู้ได้ 100% บวกสินเชื่อ top up 10% (ซื้อเฟอร์นิเจอร์ และตกแต่งต่อเติม) ด้วย ไม่ว่าจะเงินกู้ซื้อคอนโดมิเนียมหรือบ้านแนวราบ

สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรมีการสำรวจจากผู้ซื้อ 927 ราย ในจำนวนนี้โดนปฏิเสธสินเชื่อ 42% ถ้าเป็นอาคารชุดยอดปฏิเสธสินเชื่อน่าจะมากกว่านี้ ในเดือนมิถุนายน-ธันวาคม 2563 ช่วง 6 เดือน 927 ราย ทั้งกรุงเทพฯ*-ปริมณฑล และต่างจังหวัด โดยต่างจังหวัดสำรวจแค่ชลบุรีและภูเก็ต ใน 42 ราย มีคนกลุ่มหนึ่งอาจทำให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนไปเพราะว่าเข้าไม่ถึงสินเชื่อเลย ก็คือกลุ่ม 20%

ตัวเลขแต่คร่าว ๆ ก็คือว่า ยอดปฏิเสธสินเชื่อใน 42% แบ่งเป็น กลุ่มแรกถูกปฏิเสธสินเชื่อ อีกกลุ่มใน 42% ถูกยกเลิกโดยสาเหตุอื่น ๆ เช่น ลูกเจ็บป่วย พ่อไม่สบาย เกิดการเปลี่ยนแปลงของครอบครัว เพราะงั้นเพียว ๆ เลยของ 42% ก็ยังมีอีก 30% ที่ถูกปฏิเสธสินเชื่อด้วยเหตุผลต่าง ๆ

ตัวเลขที่น่าสนใจคือปัญหาผู้กู้ร่วมมียอด 23% ที่หาผู้กู้ร่วมไม่ได้ กลุ่มนี้ก็จะเข้าไม่ถึงสินเชื่อเลย แล้วตัวเลขก็จะไม่ไปปรากฏที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่ไปปรากฏในแบงก์ไหนเลย แต่โดยรวมน่าจะเป็นสัดส่วน 9% ของสินเชื่อรวมทั้งหมดใน 23%

มีการสัมภาษณ์ด้วยว่ามาจากสาเหตุอะไร เช่น ผู้กู้ร่วมไม่อยากมีความผูกพันไปถึง 20-30 ปี ผู้กู้ร่วมไม่ต้องการถือกรรมสิทธิ์ร่วมเพราะว่าธนาคารพาณิชย์จะให้ผู้กู้ร่วมต้องเซ็นร่วมเลย แล้วก็เป็นผู้กู้ร่วมแต่ไม่ได้ถือกรรมสิทธิ์ร่วม และผู้กู้ร่วมต้องกลายเป็นสัญญาที่ 2 ทันที เมื่อตนเองจะซื้อบ้าน ก็ไม่ใช่ผู้ค้ำ

ก็มีการแลกเปลี่ยนกับเราว่า ทำยังไงที่จะต่อรองให้ผู้กู้ร่วมกลายเป็นผู้ค้ำประกันสินเชื่อได้ไหม เพราะเขาจะได้ไม่เป็นสัญญาที่ 2 (เมื่อต้องการซื้อบ้านหลังแรกของตนเอง) เพราะฉะนั้น ตัวเลขส่วนหนึ่งจะไม่ไปเรากฎที่ไหนเลย เพราะเขาซื้อไม่ได้

เศรษฐกิจไทย
Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

ประเด็นหลักแบงก์เข้มปล่อยกู้

เรามาดูข้อเท็จจริงในการพิจารณาสินเชื่อของสถาบันการเงินก่อน เรื่องแรก แน่นอนว่าสถาบันการเงินทุกแห่งจะพิจารณาสินเชื่อรวดเร็วมากเลย ถ้ามีรายได้ประจำสำหรับทำงานในหน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ รองลงมาคือหน่วยงานเอกชนที่มีคอนแทร็กต์อยู่กับแบงก์ในการหักเงินเดือน พิจารณาเร็วมากประมาณ 3 วันหรือวันนี้ก็ตอบได้เลยว่าอนุมัติสินเชื่อหรือเปล่า

ประเด็นที่ 2 ผู้มีรายได้น้อย-ปานกลางเข้าถึงสินเชื่อยาก มักจะต้องมีผู้กู้ร่วมซึ่งเป็นบุคคลในครอบครัวหรือมีฐานะการเงินแข่งแรงกว่า

ประเด็นที่ 3 โครงสร้างรายจ่ายไม่เหมือนกันแม้ว่าจะกู้ 100% ก็จะเห็นว่าไม่เหมือนกันในแต่ละประเทศ ของไทยมีค่าธรรมเนียมโอน ค่าจดจำนอง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกตอนที่มีการผ่อนคลาย มีภาษีธุรกิจเฉพาะ ค่าใช้จ่ายมิเตอร์น้ำ-ไฟ ต้องมีจ่ายค่าส่วนกลางอย่างน้อย 2-3 ปี

บางประเทศทำเสร็จปุ๊บไม่ต้องจ่ายล่วงหน้าเพราะว่าเทศบาลรับไปดูแลทั้งหมดเลย ทั้งสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะในโครงการ อาทิ สโมสร สระว่ายน้ำ แต่โครงสร้างของบ้านเราไม่เหมือนกัน ค่าใช้จ่ายไม่เหมือนกัน

แล้วก็ของเราการซื้อขายบ้านจะเป็นนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาเสียภาษีเต็มทุกทอด ในขณะที่หลายประเทศเป็น Capital Gain คือเสียแค่ส่วนต่าง เช่น ซื้อบ้านราคา 3 ล้านเป็นบ้านมือ 2 ขายไปราคา 4 ล้าน ก็เสียภาษีแค่ 1 ล้าน แต่ของเราขาย 4 ล้านก็คิดภาษีเต็ม 4 ล้าน โครงสร้างของรายจ่ายมันไม่เหมือนกันในแต่ละประเทศ ก็เลยไม่อยากให้มองว่าในส่วนของให้กู้ 100% มันเยอะเกินไป เพราะมันมีรายจ่ายไม่เหมือนกัน

ประเด็นที่ 4 ทำไมปัจจัยสถาบันการเงินต้องการผู้กู้ร่วม แบงก์เดี๋ยวนี้ตอบได้ คือ

4.1 ผู้กู้ร่วมรายได้ก็อาจจะปริ่ม ๆ นิดนึงที่จะผ่อนบ้าน แต่ว่าในอีก 1-2 ปีข้างหน้าก็จะแข็งแรงขึ้นที่จะสามารถพึ่งพาตัวเองได้ กลุ่มนี้แบงก์เขาต้องการผู้กู้ร่วมแน่นอน

4.2 เกณฑ์ของแบงก์พาณิชย์หรือแบงก์รัฐทุกแห่งก็คือ อาจจะเป็นพวก startup จดทะเบียนมาไม่ถึง 1-2 ปีแล้วแต่แบงก์ ถ้ากู้ไม่ได้ก็ต้องหาผู้กู้ร่วมทั้งที่ประกอบธุรกิจมากแล้ว 1-2 ปี ก็มีหลายเกณฑ์

4.3 ผู้กู้ที่ทำอาชีพอิสระจะขายของตลาดนัด ขับรถรับจ้าง ก็เข้าถึงสินเชื่อยากเพราะไม่มีรายได้แน่นอน มีรายได้ประจำแต่เป็นเงินสดกลุ่มนี้แบงก์ก็ต้องการผู้กู้ร่วมเหมือนกัน

4.4 กลุ่มผู้ที่ทำงานฟรีแลนซ์ทั้งหลาย ซึ่งแนวโน้มของสังคมไทยจะเป็นลักษณะนี้มากขึ้น แม้จะเป็นวิศวกรหรือสถาปนิก กรณีนี้แบงก์ก็อยากหาผู้กู้ร่วมที่มีรายได้ประจำอยู่ดี กลุ่มที่ค้าขายออนไลน์วันนี้สรรพากรเปิดโอกาสให้ใช้คอนโดมิเนียมเป็นที่ตั้งแล้วก็สามารถออก vat ได้ แต่ปกติก็ใช้บ้านเป็นสำนักงานได้อยู่แล้ว โดยทั่วไปจดทะเบียนการค้าได้ กลุ่มนี้ก็มีมากขึ้นเรื่อย ๆ

ผมคิดว่าในอนาคตโครงสร้างพิจารณาสินเชื่อของสถาบันการเงิน อันนี้ก็ไม่เกี่ยวกับธนาคารแห่งประเทศไทย อาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง คนกลุ่มนี้มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ในสังคมไทย

ทั้งหมดนี้เป็น 4 ข้อที่อยากสะท้อนให้เห็นเท่านั้นเองในการพิจารณาสินเชื่อของสถาบันการเงิน

25-1เศรษฐกิจไทย

กำลังซื้อระดับล่างเข้าไม่ถึงสินเชื่อ

ประเด็นคือเข้าใจดีว่า LTV เป็นเรื่องผลกระทบของภาพโดยรวม แต่กลุ่มผู้กู้ที่ผมพูดมาทั้งหมดเข้าไม่ถึงสินเชื่อเลย และซื้อบ้านไม่ได้เลย แล้วก็รวมถึงบ้านบีโอไอด้วย (บ้านราคาถูกสำหรับผู้มีรายได้น้อย) เพราะว่าในสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรมีคนทำบ้านบีโอไอด้วย ที่ชลบุรีมีทำเยอะมากเลย เขาบอกว่าปฏิเสธสินเชื่อเกินกว่าครึ่งหนึ่ง แต่ก็ยังมีดีมานด์กลุ่มนี้สูงมาก

และกลุ่มนี้ไม่มีทางที่จะมีเงินดาวน์ได้ เพราะปัจจุบันเช่าอยู่ เขาไม่มีทางที่จะดาวน์บ้านพร้อมกับเช่าอพาร์ทเมนต์ได้ เป็นไปได้ไหมที่จะลดความถี่ของช่วง LTV เช่น กลุ่มขอสินเชื่อซื้อราคาต่ำกว่า 5 ล้านลงมา

ซึ่งเป็นสินค้าจำเป็น กลุ่มราคา 5-10 ล้านเป็นยังไง กลุ่มราคา 10 ล้านขึ้นไปเป็นยังไง เพื่อว่าถ้าธนาคารแห่งประเทศไทยพอจะพิจารณาทบทวนได้เฉพาะกลุ่มที่มีความจำเป็น แล้วก็ตอบโจทย์เรื่องบ้านล้านหลังด้วย ตอบโจทย์เรื่องบ้านบีโอไอด้วย

ซึ่งบ้านบีโอไอก็เข้าใจว่าทางธนาคารอาคารสงเคราะห์พยายามที่จะขอบีโอไอขยับราคาขึ้นไป ไม่เช่นนั้นบ้านบีโอไอไม่สามารถที่จะอยู่บ้าน 70 ตารามเมตร 3 ห้องนอน 1 ครอบครัวได้เลย บ้านราคา 1 ล้านเศษ ๆ ไม่มีในตลาดแล้ว แล้วถูกทดแทนด้วยคอนโดมิเนียมแค่ 20 กว่าตารางเมตรเท่านั้นเอง อันนี้คือคุณภาพชีวิต พูดในเชิงสังคมด้วย

และผมเชื่อว่าในอีก 1-2 ปีข้างหน้า ด้วยแรงกดดันต่าง ๆ ที่จะพูดถึงต่อไปนี้ จะทำให้ บ้าน 2 ล้านบาทที่เป็นทาวน์เฮาส์จะไม่มีในตลาดด้วย แล้วก็จะถูกทดแทนด้วยคอนโดมิเนียม 30 ตารางเมตร ซึ่งอยู่เป็นครอบครัวไม่ได้ ผมคิดว่าเป็นโครงสร้างที่เกิดขึ้นแน่นอน แล้ววันนี้บ้านล้านหลังเกือบทั้งหมดเป็นคอนโดมิเนียม

เพราะงั้นราคาเฉลี่ยของคอนโดมิเนียมที่ปรากฎตัวในในศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธอส. ปีนี้เปิดเพิ่มขึ้นเป็น 100% แต่ว่าเทียบจากฐานที่ต่ำที่สุดในรอบ 17 ปี แล้วก็ราคาคอนโดมิเนียมก็ต่ำลงด้วย บ้านล้านหลังที่เป็นคอนโดมิเนียมเหมือนกัน

ผมเชื่อว่าถ้าธนาคารแห่งประเทศไทยยังผ่อนคลาย (LTV) ต่อไปแต่ตัวเลขปฏิเสธสินเชื่อปีนี้ไม่ได้สำรวจจริง ถามทุกคนที่เจอเลยว่าสินเชื่อเยอะไหม ทุกคนพูดตัวเลขที่ไม่ต่างจากปี 2563 ก็คือ 40-50% กว่า รวมถึง Pre approve ด้วย เพราะถ้า Pre approve ไม่ผ่านก็ไม่มาขอสินเชื่อ

ผมคิดว่าที่สถาบันการเงินเข้มงวด ยอดปฏิเสธสินเชื่อก็สะท้อนว่าแม้จะผ่อนคลายเกณฑ์ LTV แล้วสถาบันการเงินก็ยังมีความเข้มงวด รอบครอบ ระวังในการปล่อยสินเชื่ออยู่ดี เพื่อไม่ให้กระทบต่อตัวการกันสำรองของแบงก์เอง ถ้าหนี้เสียแบงก์ก็ต้องกันสำรองเยอะ

ปีนี้ก็ 3 ไตรมาสแรกสินเชื่อก็ขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปีในช่วงโควิดก็ยังเป็นปัจจัยที่ยังท้าทายอยู่แม้ว่าผู้บริหารกระทรวงการคลัง หรือท่านรองนายกรัฐมนตรีบางท่านให้สัมภาษณ์ว่า จะมีการต่อมาตรการนี้ ซึ่งได้กล่าวถึงเรื่องนี้เป็นระยะ ๆ มาแล้ว แต่ว่าก็ยังมีความไม่แน่นอนอยู่

กลุ่มลูกค้าที่มีการซื้อขายอสังหาฯ ได้คอมมิตไว้แล้วในเรื่องของการลดหย่อนค่าโอน ค่าจดจำนอง ก็จะมีความผูกพันกับผู้ประกอบการต่อไปถ้าเกิดมาตรการลดค่าโอน-จดจำนองไม่ต่ออายุให้

LTV ดันบ้านมือสองโตก้าวกระโดด

ผมคิดว่าปี 2564 มีปัจจัยบวกแค่ 2 เรื่อง คือ

1.มาตรการผ่อนปรน LTV กับเรื่องลดค่าโอน-จดจำนอง ผลจากตรงนี้ผมคิดว่าไม่ได้มีผลกับการซื้อขายบ้านใหม่ แต่ตัวเลขของศูนย์ข้อมูลฯ มีชัดเจนว่าบ้านมือสองเติบโตแบบก้าวกระโดดในปี 2564 ที่ผ่านมา

ผมคิดว่าน่าจะมาจาก 2 ปัจจัยเช่นเดียวกัน ไม่ใช่แค่ผู้ซื้อ ไม่ใช่แค่ผู้ประกอบการ ยังเป็นเรื่องของการแก้ปัญหาหนี้ในภาคครัวเรือนในการที่จะต้องขายบ้านออกไปเพื่อชำระหนี้

การยกระดับคุณภาพชีวิตก็เป็นเรื่องหนึ่ง จะขายบ้านเก่า ซื้อบ้านใหม่ แล้วได้ลดค่าธรรมเนียม กู้ได้เต็ม 100% ขายบ้านมือสองได้ง่ายขึ้น เพราะปีที่แล้วก็เป็นปีเดียวที่อายุมาตรการนี้ที่ได้ลดค่าโอน-จำนองให้กับบ้านมือสองด้วย ก่อนหน้านี้ไม่ได้

การโตแบบก้าวกระโดดของบ้านมือสองสะท้อนอีกภาพหนึ่งในภาพแมโครก็คือ เป็นช่วงเวลาที่สถาบันการเงินสามารถจะปรับโครงสร้างหนี้กับหนี้ที่มีบ้านเป็นหลักประกัน ทำให้บ้านมือสองโตแบบก้าวกระโดด มันก็เป็นผลถึงภาพรวมเศรษฐกิจของสถาบันการเงินด้วยเหมือนกัน ถ้าหากจะมีการผ่อนคลายไปอีกสักระยะหนึ่ง

ปัจจัยกดดัน-ราคาประเมินที่ดินใหม่

อัตราดอกเบี้ยสูงสุดอยู่ที่ 3.5% ตอนเดือนตุลาคม 2554 อันนี้ก็เป็นความท้าทายแน่นอน ผมเรียกว่าดอกเบี้ยชี้นำว่าดอกเบี้ยแท้จริงจะเป็นยังไง มีธนาคารอาคารสงเคราะห์ประกาศว่าจะตรึงดอกเบี้ยไปจนถึงมกราคม 2566 นอกนั้นแบงก์ต่าง ๆ ก็ทยอยปรับแล้ว

สำหรับราคาประเมินที่ดินที่ปรับในรอบ 7 ปี เพราะทุกวันนี้เรายังใช้บัญชีราคาประเมินของปี 2559 อยู่ ราคาประเมินสะท้อนใน 2 เรื่องด้วยกัน

1.สะท้อนในเรื่องเงินโอนกรรมสิทธิ์ที่ต้องเพิ่มสูงขึ้น ในรอบ 7 ปี ถ้าราคาปรับแล้วโดยเฉลี่ยกรุงเทพฯ-ปริมณฑลก็ปรับ 10% ต้น ๆ แน่นอนว่าแต่ละพื้นที่ก็ปรับไม่เท่ากัน จะเป็นคอสต์ขึ้นมาแน่นอนในปี 2566 ข้างหน้านี้

2.ราคาประเมินจะมีผลต่อการไปปรับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดทั่วประเทศ สิ่งที่เราเคยเสียอยู่ก็ต้องเสียภาษีนี้มากขึ้นแน่ ๆ

แรงงาน

“ค่าแรงขั้นต่ำ” ปัญหาโลกแตก

เรื่องค่าแรงขั้นต่ำมีการปรับไปแล้วตั้งแต่ตุลาคม 2565 ในภาคอสังหาฯ เราทราบดีว่าค่าแรงเหตุผล 1 ใน 3 ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยพูดถึง ก็คือเรื่องของอัตราจ้างดีขึ้น แต่เราก็เข้าใจกันดีว่าในภาคอสังหาริมทรัพย์จริงๆ แม้จะขายได้แต่ก็มีปัญหาเรื่องการขาดแคลนแรงงาน การนำเข้าอะไรต่าง ๆ อาจไม่ติดเกณฑ์ในบ้านเรานัก แต่ติดเกณฑ์ที่ประเทศต้นทางซึ่งจะเป็นอุปสรรคอยู่ดีในเรื่องของแรงงาน

ทั้งนี้ เรากำลังจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2566 ถ้าค่าแรงปรับขึ้นไปแบบนั้น (นโยบายหาเสียงวันละ 600 บาท) จริง ผมคิดไม่ออก เพราะเราเคยเผชิญปัญหา รปภ. 9,000 บาทเพิ่มเป็น 18,000 บาทกันมาแล้วแต่เก็บค่าส่วนกลางเพิ่มขึ้นไม่ได้ มันคือตัวเลขจริงที่มันเกิดขึ้นทุกบริษัท

ผมคิดว่าถ้าเศรษฐกิจมันแก้ง่ายขนาดนั้น ทำไมไม่ไปที่ค่าแรงขั้นต่ำ 1,000 บาทเลย

ราคาวัสดุ “ทรงตัวสูง”

ในด้านราคาน้ำมันมี 2 ปัจจัย คือ ใช้เป็นปัจจัยผลิตทางตรง และใช้เป็นปัจจัยผลิตทางอ้อม อย่างค่าขนส่ง วัสดุก่อสร้างเราหนักทุกชนิด จะมีผลตั้งแต่เรื่องค่าถมดิน อิฐ หิน ดิน ทราย ปูน ทำถนน จนกระทั้งถึงคอนสตรักชั่นคอสต์เรต กระทบกับการขนส่ง ยังไม่ได้พูดถึงรัสเซีย-ยูเครน หรือสินค้าที่ทำให้ราคาสูงขึ้น น้ำมันดีเซลที่รัฐบาลตรึงราคาอยู่ที่ 34.94 บาท ผมเช็คราคา วันที่ 2 ธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะแบกรับหรือกองทุนน้ำมันฯจะแบกรับต่อไปยังไง เป็นสิ่งที่ท้าทายแน่ ๆ ว่าวัสดุก่อสร้างยังไงก็ลงยาก

ถ้าเกิดว่าราคาน้ำมันยังทรงตัวในราคาสูง ดิน 1 คัน 500 บาท แต่ดินที่มาถึงเรา 3,000 บาท บวกเป็นค่าขนส่งหมดเลย ราคาวัสดุอ่อนตัวลงมาบ้างถ้าเทียบเดือนต่อเดือนที่ผ่านมา แต่ยังทรงตัวในราคาสูงทุกรายการ เป็นสิ่งที่เราต้องเผชิญหน้ากับมัน

พื้นที่ส่วนกลางแบกภาษีที่ดิน

ประเด็นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งราคาประเมินที่ดินปรับแน่นอน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาพอสังหาริมทรัพย์เรื่องที่

1. เราต้องการสาธารณูปโภค ที่ดินเป็นสาธารณูปโภค ก่อนหน้านี้ทุกคนเข้าใจว่าได้รับยกเว้น สำหรับบ้านจัดสรรที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคได้รับการยกเว้น แต่ซุ้มโครงการ ที่ตั้งนิติบุคคล ไม่ได้รับการยกเว้น

2.บริการสาธารณะ สโมสร สระว่ายน้ำ ไม่ได้รับการยกเว้น ในการเก็บภาษีที่ดิน 3 ปีที่ผ่านมา รัฐผ่อนคลายโดยลด 90% เลยไม่รู้สึกว่ากระทบอะไร แต่ปี 2565 หลายท่านทราบแล้วว่าทำไมภาษีมันขึ้นไปเยอะจัง สโมสร สระว่ายน้ำหลายแห่งคิดค่าภาษี บรรทัดฐานแต่ละท้องถิ่นไม่เท่ากัน เพราะบางเทศบาล บางอบต.บอกว่า ตัวสโมสร สระว่ายน้ำใช้ประโยชน์ร่วมกันก็คือไม่คิดภาษีเลย

แต่หน่วยงานการปกครองส่วนท้องถิ่นบอกว่าคิดเต็มจากฐานภาษีประเภทอื่น ๆ ล้านละ 3,000 บาท ไม่ใช่ฐานภาษีที่อยู่อาศัยที่จ่ายล้านละ 200 บาท

ผมเข้าใจว่าทั้ง 4 สมาคมได้ลงนามเรื่องนี้เพื่อขอให้แก้ไขให้ประเมินภาษีประเภทที่อยู่อาศัย และส่งผ่านไปที่หอการค้า ซึ่งอาจจะเป็นการคลาดเคลื่อนกันตอนร่างกฎหมาย

3.ถนนที่ใช้เป็นทางเข้าออกโครงการที่ไม่ใช่สาธารณประโยชน์ ถนนได้รับการยกเว้นเพราะมีกฎกระทรวงบอกว่าพื้นผิวถนนได้รับการยกเว้น พื้นผิวถนนของปั๊มน้ำมันไม่ได้รับการยกเว้นที่เป็นคอนกรีตเพราะถือว่าใช้ประกอบการ แต่ที่ดินอันเป็นที่ตั้งของทางเข้าออกไม่ได้รับการยกเว้น ก่อนหน้านี้เขาเก็บล้านละ 3,000 บาท นั่นคือจัดเก็บฐานภาษีประเภทอื่น ๆ

แต่เรื่องนี้ในปี 2564 ได้มีวินิจฉัยอุทธรณ์แล้วว่า ที่ดินที่ใช้เป็นทางเข้าออกโครงการจัดสรร และอาคารชุด ที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัย ไม่ให้เก็บล้านละ 3,000 บาท ให้เก็บล้านละ 200 เพราะถือว่าเกี่ยวเนื่องกับที่อยู่อาศัย ถือเป็นบรรทัดฐานที่ดีที่จะวินิจฉัยต่อไปได้ว่า สโมสร สระว่ายน้ำ ใช้เกี่ยวเนื่องกับที่อยู่อาศัย ไม่คิดภาษีล้านละ 3,000 บาทได้ไหม คิดแบบที่อยู่อาศัยได้ไหม

ผมคิดว่าระหว่างที่กฎหมายยังไม่ได้แก้หรือยังไม่ได้ออกเราก็ปรับตัวก่อนแล้วกัน คือทุกสโมสร สระว่ายน้ำที่ในอดีตมันจะอยู่ในแปลงจำหน่าย จริง ๆ จัดสรรให้ไปแก้ได้ ให้เป็นสาธารณูปโภคก็ได้ ให้เป็นบริการสาธารณะก็ได้ ตอนนี้เริ่มมีหลายโครงการที่ออกแบบให้สระว่ายน้ำเป็นสาธารณูปโภค

ข้อเสียมีแค่ว่าสาธารณูปโภคนั้นจัดเก็บเงินไม่ได้ แต่ว่าไม่ต้องเสียภาษีที่ดินตรงนั้น แล้วตอนนี้เริ่มมีนิติบุคคลปฏิเสธการรับโอนสโมสร สระว่ายน้ำ เขาบอกต้องเสียภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง

คุณชรินทร์ สัจจามั่น ท่านได้ให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อ เมษายน 2565 เรื่องบริการสาธารณะสโมสรมันน่าจะเกี่ยวเนื่องกับที่อยู่อาศัย มันน่าจะวินิจฉัยเป็นแบบที่อยู่อาศัยได้ ไม่ใช่ล้านละ 3,000 บาท แต่ว่ายังเป็นแค่ความเห็นของท่าน ทั้งหลายทั้งปวงต้องไปเข้าคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีที่ดินฯ ชุดใหญ่ ต้องมีคนเสนอไปถึงจะมีวินิจฉัย

ที่ดิน

“แลนด์แบงก์” ภาษีแพงเท่าตัว

มันมีประเด็นว่า ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอาคารชุด ที่ดินที่เป็นสาธารณูปโภค บริการสาธารณะของอาคารชุดไม่ต้องเสียภาษีเลย สโมสร สระว่ายน้ำไม่เสียภาษีเพราะใช้คำว่าทรัพย์สินส่วนกลาง และสโมสร สระว่ายน้ำ ศูนย์เด็กเล็ก อะไรก็แล้วแต่ของการเคหะแห่งชาติได้รับการยกเว้นหมด

ผมคิดว่านี่อาจจะเป็นความคลาดเคลื่อนตอนที่ร่างกฎหมาย เพราะตอนร่างกฎหมายภาษีที่ดินฯ เอาบ้านจัดสรรไปพิจารณาร่วมกับนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะของนิคมอุตสาหกรรมมัมมีประโยชน์ หาประโยชน์ได้ ตอนนั้นผู้ร่างให้สัมภาษณ์แบบนี้ว่า ได้ประโยชน์ เก็บเงินได้ ในนิคมอุตสาหกรรมอาจมีบำบัดน้ำเสียซึ่งเก็บเงิน มีโรงไฟฟ้าเก็บเงิน มีประปาเก็บเงิน แต่บ้านจัดสรรไม่มีอะไรได้เก็บเงินเลย

สิ่งที่เราจะปรับตัวก่อนคือ 1 อย่ารีบขอเลขบ้านเร็ว คู่มือขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นบอกว่า บ้านที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ ไม่ถือว่าอยู่ในฐานภาษี ประเด็นของเราคือสต๊อกหลังจากพ้น 3 ปีแล้ว ปัจจุบันภาษีให้คิดล้านละ 3,000 บาท ไม่ได้เก็บแบบที่อยู่อาศัยด้วย สต๊อกสินค้าอื่นไม่ได้เสียภาษี ผมเข้าใจว่าคำขอเรื่องนี้ขอให้พิจารณาด้วย

ข้อสังเกตที่สำคัญคือเรามีการผ่อนคลายในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เพราะฉะนั้น ที่ดินรกร้างว่างเปล่าเสียภาษีนิดเดียว แต่อย่าลืมว่าปี 2565 นี้ภาษีที่รกร้างคิดเต็มจำนวน และปีหน้านับเป็นปีที่ 4 ค่าใช้จ่ายที่เคยเสียจาก 10,000 บาทจะกลายเป็น 100,000 บาทในปี 2565 และกลายเป็น 200,000 บาทในปี 2566 อันนี้เป็นข้อควรระวังสำหรับแลนด์แบงก์ทั้งหลายที่ปล่อยให้ที่ดินรกร้างว่างเปล่า

ทางกระทรวงมหาดไทยประกาศเลื่อนเวลาแล้วทุกอย่าง 2 เดือน ใครที่จะเสียภาษีเมษายนก็เลื่อนไปมิถุนายน ผ่อนชำระได้ 3 งวดจนถึงสิงหาคม แล้วก็สิ่งที่ คกร.พยายามเสนอรัฐบาลคือเรื่องเบี้ยปรับ ถ้าเขาทวงแล้วไม่ไปจ่ายคิดเป็น 40% เงินเพิ่มก็ร้อยละ 12 ต่อปี

ผมเห็นข่าวว่าบริษัทใหญ่ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ที่ทำโรงแรมก็ออกมาเรียกร้องรัฐบาลให้ช่วยโรงแรมเล็ก เพราะว่ายังไม่ฟื้น ฟื้นแต่โรงแรมขนาดใหญ่ โรงแรมขนาดใหญ่เคยได้ค่าห้องคืนละ 20,000 บาท ตอนนี้ก็เหลือคืนละ 10,000 บาท แต่โรงแรมขนาดเล็กเขาไม่ฟื้น อันนี้คือข้อที่จะเป็นคอสต์ต่อไปในปี 2566

ผังเมืองนนทบุรี-เข้มสุดในประเทศ

ผมมาเตะเรื่องของกฎหมายสั้น ๆ ข้อกำหนดจัดสรรกรุงเทพฯ เปลี่ยนแปลงไม่มาก แค่ต้องใช้หลอดไฟ LED ซึ่งก่อนหน้านี้เราใช้อยู่แล้ว แต่การไฟฟ้านครหลวงไม่ยอมรับ ตอนนี้ก็เป็นนโยบายแล้ว 2.ต้องมีกล้องวงจรปิด CCTV ที่เพิ่มขึ้นไป แล้วก็ใช้คำว่าทางเข้าออกและจุดที่เหมาะสม

เดิมผมเห็นว่าตัว CCTV ควรจะเป็นบริการสาธารณะ ไม่ใช่สาธารณูปโภคเพราะมันซ่อมได้ เสียได้ มีหลายรุ่น มีหลายแบบ แต่ว่าออกมาแล้วว่าเป็นสาธารณูปโภคเราก็ต้องยอมรับตามนี้เพราะว่าเป็นกฎหมายแล้วปีนี้

ส่วนนนทบุรีมีการแก้ไขตั้งแต่ปี 2563 แล้ว เป็นตัวแบบของกรุงเทพฯ นนทบุรีน่าจะเข้มข้นที่สุดในประเทศไทยแล้ว เพราะนนทบุรีมีการเพิ่มจุดทิ้งขยะรวมไว้ในโครงการด้วย

คุณวสันต์ (เคียงศิริ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร) ก็พยามยามต่อสู้เรื่องนี้เต็มที่แล้ว จุดทิ้งขยะของกรุงเทพฯ ก็ยังไม่ผ่านการพิจารณา ก็คุยกันทั้งคืนว่าจุดทิ้งขยะรวมไม่ว่าที่ไหนหรือโครงการไหนก็ไม่มีใครชอบ เพราะว่ามันเป็นแหล่งก่อมลภาวะในโครงการ ถ้าเรื่องจุดคัดแยกขยะเราเห็นด้วย แต่นนทบุรีถูกบังคับใช้ไปแล้ว

เกณฑ์ถนนของนนทบุรีก็เปลี่ยนจาก 8 เมตรเป็น 9 เมตรเหมือนกรุงเทพฯ ที่จอดรถหน้าอาคารพาณิชย์เปลี่ยน

วีซ่าระยะยาว-ดึงต่างชาติได้ผล

เรื่องต่างชาติเข้ามาซื้อที่ดิน จริง ๆ ไม่ต้องพูดเรื่องกฎหมายแล้วเพราะว่าเรื่องมันผ่านไปแล้ว  ผมว่ารัฐบาลคงไม่กล้าหยิบยกในช่วงของการเลือกตั้งที่จะถึงในปี 2566 นี้ เพียงแต่จะอัพเดตเป็นข้อมูลข้อเท็จจริงก็แล้วกันว่า กฎกระทรวงที่ให้ชาวต่างชาติมาลงทุน 40 ล้านบาท ซื้อบ้านที่อยู่อาศัยไม่เกิน 1 ไร่ มีมาตั้งแต่ปี 2545 มีมาตลอด 20 ปี

แต่ว่าคนที่จะเข้าถึงมันเข้าถึงยาก เพราะว่าลงทุน 40 ล้านบาทต้องทำเรื่องมีหลักฐานรับรองจากหน่วยงานที่ตัวเองไปลงทุน ก็ต้องทำเรื่องถึงอธิบดีกรมที่ดิน จากนั้นต้องนำความเห็นเสนอต่อรัฐมตรีมหาดไทย เพราะงั้นในตลอด 20 ปีมานี้มีคนใช้ช่องทางนี้เพียง 10 ราย ในจำนวนนี้ 2 รายได้สัญชาติไทยไป มันเลยเท่ากับว่ามีคนต่างชาติใช้ช่องทางนี้แค่ 8 รายเท่านั้นเอง ถึงจะออกมาก็ไม่ใช่ปัจจัยบวกอะไร เพียงแต่คนคิดว่ามันน่าจะดี

ส่วนการถือครองโดยทางอ้อมอันนี้เราไม่พูดถึงกัน ก่อนหน้านั้นก็มีข่าวตั้งแต่สิงหาคม 2565 ว่ารัฐบาลขายชาติ เซ็นบีโอไอออกมาให้มีที่ตั้งสำนักงาน ให้มีที่ตั้งบ้านพักคนงานอะไรต่าง ๆ กฎหมายนี้มีมาตั้งแต่ปี 2544 แล้ว ลงนามคนแรกโดย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ลงนามกันมาเรื่อย ๆ เขียนเหมือนกันทุกข้อ เพียงแต่ว่ามันเป็นประเด็นทางการเมืองไปแล้ว

จริง ๆ นี้นโยบายดึงดูดกำลังซื้อต่างชาติที่มีศักยภาพสูงเป็นนโยบาลรัฐบาลที่พูดมาตลอด 2 ปี การจำกัดกลุ่มเป้าหมายก็เป็นเรื่องดี อย่างกลุ่มต่างชาติมั่งคั่งและผู้เชี่ยวชาญ 4 กลุ่มเราก็ต้องการเยอะนะ

แต่ผมว่าข้อที่จะได้ประโยชน์มากที่สุดคือ Long Term Visa เพราะว่าได้ถึง 10 ปี เปิดตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2565 ที่ผ่านมา มีชาวต่างชาติสนใจเยอะ น่าจะเป็นปัจจัยบวกสำหรับอาคารชุด ซึ่งชาวต่างชาติซื้อได้ 49% นั่นคือนโยบายรัฐมีทั้งบวก และลบ

นักท่องเที่ยวต่างชาติ

ส่อง TOD รอบสถานีรถไฟฟ้า

เรื่องของ TOD-Transit Oriented Development กับเรื่องผังเมือ ในส่วนของ TOD เป็นนโยบายรัฐบาลอยู่แล้วเพราะสถานีรถไฟฟ้าตอนนี้เราจะมีจาก 100 สถานีไปเป็น 500 สถานี ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เรื่องของ TOD คือการนำที่ดินรอบสถานีมาใช้แบบผสมผสานแล้วก็พัฒนาอย่างกระชับ สามารถเข้าถึงได้ด้วยสิ่งแวดล้อมที่ดี ต้องเป็นจุดรวมของรถไฟฟ้า รถเมล์ รถตู้ ตัวแบบมาจากต่างประเทศ

แต่ผมคิดว่าเกิดยาก แต่เกิดได้ก็ต่อเมื่อมีการผ่อนคลายเรื่องผังเมืองด้วย จริง ๆ นโยบายรัฐบาลต้องการลดต้นทุนค่าขนส่ง เพิ่มการใช้ระบบราง เป็นทิศทางที่ดีที่เราจะมีตั้ง 500 สถานีรถไฟฟ้า แล้วก็จะเป็นตัวแบบให้กับสถานีในเมืองใหญ่ ๆ ในต่างจังหวัดด้วย แต่สิ่งสำคัญก่อนที่จะไปถึง TOD แก้ง่าย ๆ ก่อนไหมเรื่องกฎหมายที่จอดรถ มันทำได้เลย จริง ๆ

ก็มีการพูดถึงมานานแล้วเตรียมร่างกฎหมายไว้แล้วแต่มันไม่คลอดซักทีว่าที่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าที่รัศมีเดินได้ ต่างประเทศจำกัดไว้ว่าไม่ให้มีที่จอดรถเยอะ ๆ เพราะต้องการให้คนใช้ระบบราง

ประการที่ 2 การขนส่งชุมชนต้องขออนุญาตง่ายหน่อย ขอสัมปทานไม่ได้เพราะมันไปทับสัมปทาน ใกล้ ๆ ของผมมี 3,000 หลังให้เข้ามาก็ไม่เข้า เพราะงั้นก็ถ้าขอขนส่งชุมชนได้ง่ายขึ้น อันนี้ลดต้นทุนโลจิสติกส์แล้ว ลดการนำรถออกจากบ้านแล้ว

ผังเมืองใหม่ กทม.ยื้ออีก 2 ปี

แล้วก็สิ่งที่ผู้ว่าราชการ กทม. (ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์) เข้ามาก็จะเลื่อนการบังคับใช้ผังเมืองออกไปอีก จริง ๆ ถ้าผังเมืองมีการผ่อนคลายก่อนในเรื่องของการใช้ประโยชน์ ในเรื่องของการเทรด FAR ซึ่งผมคิดว่าการเทรด FAR มันไม่ควรเทรดข้ามโซน ไม่ใช่เอา FAR ของมีนบุรีมาใส่ในกรุงเทพฯ มันจะทำให้เดนซิตี้ (กฎความหนาแน่นพื้นที่) เพี้ยนไปหมดเลย

แต่ TOD เขาให้เทรดบริเวณนั้นนะ สีเหลือง สีส้ม สีแดง สีน้ำตาล อาจจะผสมกันอยู่ตรงนี้ สร้างตึกสูงได้เลย แต่ว่าเปอร์เซ็นต์ของพื้นที่สีเขียวคุณต้องยังคงเท่าเดิมหรือว่ามากกว่าเดิม

ผังเมืองกรุงเทพฯ ก็เป็นครั้งแรกที่ใช้ 9 ปีแล้ว เป็นครั้งแรกเพราะผังเมืองเดิมมีอายุ 5 ปี ต่ออายุได้ 1 ครั้ง ครั้งละ 1 ปี 2 ครั้ง กรุงเทพฯ เป็นแบบอย่างที่ผังเมืองใช้ 7 ปีทุกรอบ ต่างจังหวัดบางทีก็ขาดอายุไปบ้าง กรุงเทพฯไม่เคยพลาด

อันนี้ก็เป็นผลมาจาก พ.ร.บ.ผังเมืองที่ออกมาใหม่ปี 2558 ที่บอกว่าผังเมืองต่อไปไม่มีการหมดอายุ แต่ให้ทบทวนในช่วงเวลาไม่เกิน 5 ปี แต่ทบทวนแล้วไม่ได้บอกว่าเมื่อไหร่แล้วเสร็จ เพราะฉะนั้น ตอนนี้ทั่วประเทศผังเมืองทบทวนแล้วยังไม่เสร็จจำนวนมากมาย ซึ่งมีทั้งผลบวกผลลบ

ผลบวกคือเรายังใช้ผังเมืองเดิมโดยไม่มีความเสี่ยงว่าผังเมืองจะเปลี่ยนแปลงยังไง ผลลบคือรถไฟฟ้าไปแล้วผังเมืองยังเหมือนเดิม เป็นสีเหลือง สถานีรถไฟฟ้ามีเพิ่ม 5 สถานีแล้วผังยังเป็นสีเขียวอยู่เลย ยังเป็นสีเขียวทแยงขาว บังคับทำบ้าน 1,000 ตารางวาอยู่เลย ใครทำบ้านจัดสรรต้องทำ 1,000 ตารางวาต่อแปลง

ผังเมืองที่จริงเตรียมคลอดอยู่แล้ว ท่านผู้ว่าฯ (ชัชชาติ) บอกว่าจะทบทวนใหม่ ใช้เวลาอีก 2 ปี เราก็จะใช้ผังเมืองกรุงเทพฯ ของเดิมเป็นเวลา 11 ปี พื้นที่ทางน้ำหลากหรือฟลัดเวย์ ได้แก่ คลองสามวา มีนบุรี หนองจอก ลาดกระบัง สุวรรณภูมิ ตอนนี้มี 150,000 ไร่ ทุกท่านรู้อยู่แล้วว่าใครทำจัดสรรต้อง 1,000 ตารางวาต่อแปลง แต่ผังเมืองใหม่ที่อยู่ระหว่างร่าง ลดเหลือ 50,000 ไร่ ถ้าออกมาแล้วเป็นผลบวก

ในส่วนของฝั่งทวีวัฒนาไม่ต้องดีใจ เขาเปลี่ยนจากเขียวลายเป็นสีเหลืองแต่สำหรับบ้านจัดสรรเหมือนเดิม ก็คือบังคับ 100 ตารางวาเหมือนเดิม สีเขียวลายเหมือนกันแต่ข้อกำหนดไม่เหมือนกัน บริเวณปลายรถไฟฟ้าสายสีแดงเปลี่ยนเป็นสีส้ม สีแดงมากขึ้น ก็เป็นประโยชน์

ส่วนบางขุนเทียนท่านผู้ว่าฯ (ชัชชาติ) บอกว่าจะออกผังเมืองเฉพาะลาดกระบังกับบางขุนเทียน อันนี้บวกลบไม่แน่ใจเนื่องจากเราไม่เห็นแนวคิดของท่านคืออะไร ในการที่จะออกผังเมือง 2 ที่นี้ เพราะว่าพื้นที่บางขุนเทียนก็ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่รับน้ำ 1,000 ตารางวาต่อแปลงเหมือนกัน

ปีหน้า-อสังหาฯมีปัจจัยบวกน้อยมาก

ข้อสังเหตุที่อยากให้ทุกบริษัทระวังก็คือ

1.ในระหว่างนี้ทั่วประเทศมีการทบทวนผังจังหวัด

2.เวลาผ่านมา 5-6 ปีแล้วมีการออกผังเฉพาะ ยกตัวอย่างผังจังหวัดสีเขียวก็ทำทาวน์เฮาส์ได้ แต่ทำตึกแถวไม่ได้ สีชมพูทำคอนโดมิเนียม 100 ชั้นก็ได้ ได้หมดเลย แต่พอผังเมืองที่ออกมาเฉพาะพื้นที่สีเขียวเหมือนกันแต่ทำจัดสรรไม่ได้เลย ปทุมธานีก็เช่นเดียวกัน เดิมคลอง 4 ผังเมืองจังหวัดเป็นสีชมพูชนเขตอยุธยาทำได้หมดเลย แต่พอผังเมืองใหม่ออกคลอง 4 ข้ามคลองไปใกล้ถนนวงแหวน ทำจัดสรรไม่ได้เลย

เป็นความเสี่ยงมาก ๆ เลยของบริษัทที่ซื้อแลนด์แบงก์ไว้แล้วบนพื้นฐานของผังเมืองเดิม ผมคิดว่าเป็นข้อสังเกตุสำหรับทุกท่านที่ทำทั่วประเทศ ควรจะไปขอดูร่างผังเมืองที่ออกมามันขัดต่อผังเมืองจังหวัดหรือเปล่า ขัดกับผังเมืองเดิมรึเปล่า เพราะเขาถือร่างสุดท้ายเป็นเกณฑ์ ก็เป็นความเสี่ยงเหมือนกัน

ความเห็นของผมนะ กรุงเทพฯจะปรับขยายเวลากว่าจะบังคับใช้ผังเมืองอีก 2 ปีข้างหน้าในปี 2567 จริง ๆ สถานการณ์โควิดที่ผ่านมา บวกกับสถานการณ์อะไรที่จะเกิดขึ้นที่ไม่แน่นอน มันสะท้อนมาแล้วว่าต้องรักษาระยะห่าง

ดังนั้น ข้อที่จะเสนอผังเมืองคือต้องมีความยืดหยุ่นจริง ๆ เพราะบางพื้นที่ที่กำหนดในกรุงเทพฯ นั้น บางพื้นที่เราบอกว่าทำที่อยู่อาศัยได้ ห้ามทำสำนักงาน ห้ามมีร้านค้า แล้วเทรนด์ปัจจุบันเราทำงานที่บ้านก็ไม่รู้จะเรียกอะไร มันจะได้พึ่งพาตัวเองได้

แล้วก็ไม่ว่าชานเมืองหรือในเมืองก็เช่นเดียวกัน ผังเมืองควรมีความยืดหยุ่นพอสมควรในการที่จะเป็นที่อยู่อาศัยได้ เป็นพันธมิตรกันได้ หรือเป็นที่ตั้งสำนักงานขนาดเล็ก ๆ ได้

ทั้งหมดนี้เป็นมุมมองกับความเห็น 10 กว่าข้อ ผมมองว่ามีปัจจัยบวกน้อยมากสำหรับอสังหาริมทรัพย์ในปี 2566 ถือเป็นความท้าทายที่ทุกท่านต้องบริหารจัดการ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

LTV บ้านจัดสรร อิสระ บุญยัง