มหาดไทยแจง “ถมที่ดิน” แต่ยังไม่ได้ก่อสร้าง ได้สิทธิลดหย่อนภาษีที่ดินหรือไม่

ที่ดิน

ปลัดมหาดไทยแจงแนวทางจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ถึงผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด กรณี “ถมที่ดิน” แล้วแต่ยังไม่ก่อสร้างสิ่งปลูกสร้าง ไม่เป็นเหตุให้ลดหย่อนภาษี ส่วนกรณีที่ดินน้ำท่วมขังเป็นอำนาจผู้บริหารท้องถิ่นออกคำสั่งลดหรือยกเว้นภาษีได้

วันที่ 23 ธันวาคม 2566 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการหารือแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งคณะกรรมการภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประจำจังหวัดร้อยเอ็ดได้มีหนังสือหารือมายังกระทรวงมหาดไทย 2 กรณี ได้แก่

สุทธิพงษ์ จุลเจริญ
สุทธิพงษ์ จุลเจริญ

1.กรณีที่ดินที่ได้มีการถมดินไว้เพื่อก่อสร้างที่พักอาศัย แต่ปัจจุบันยังไม่ได้ดำเนินการก่อสร้างตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินที่ถูกทอดทิ้งไม่ทำประโยชน์ หรือปล่อยให้เป็นที่รกร้างว่างเปล่าให้ตกเป็นของรัฐ พ.ศ. 2522 จะสามารถนำมาใช้กับการประเมินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตาม พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ได้หรือไม่ และที่ดินดังกล่าวจะถือว่าเป็นที่ดินที่อยู่ระหว่างการเตรียมการเพื่อทำประโยชน์ตามกฎกระทรวง กำหนดที่ดิน หรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่า หรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพ พ.ศ. 2562 หรือไม่

และ 2.กรณีการของดเรียกเก็บหรือขอลดหย่อนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับที่ดินที่มีน้ำท่วมขัง ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรมได้เป็นระยะเวลานานหลายปี

นายสุทธิพงษ์กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้พิจารณาข้อหารือ และมีหนังสือแจ้งแนวทางไปยังผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด เพื่อแจ้งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทราบและถือเป็นแนวทางปฏิบัติเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2566 แล้ว

โดยในกรณีแรกขอเรียนว่า พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ถูกตราขึ้นโดยมีเจตนารมณ์เพื่อจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจากเจ้าของที่ดิน หรือผู้ครอบครอง หรือใช้ประโยชน์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และไม่ได้มีผลทำให้ไปยกเลิกระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินที่ถูกทอดทิ้งไม่ทำประโยชน์ หรือปล่อยให้เป็นที่รกร้างว่างเปล่าให้ตกเป็นของรัฐ พ.ศ. 2522 เพราะระเบียบดังกล่าวไม่ได้กล่าวถึงภาษีหรือได้รับการยกเว้นภาษีตาม พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562

ที่ดิน

ดังนั้น จึงไม่สามารถนำระเบียบดังกล่าวมาใช้ประกอบการพิจารณาในการประเมินการเรียกเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตาม พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ได้ เพราะมีหลักการที่แตกต่างกัน เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ตามบทบัญญัติของกฎหมายคนละฉบับ

นอกจากนี้ กรณีตามข้อเท็จจริงข้างต้น ที่ดินดังกล่าวได้มีการถมดินเพื่อจะก่อสร้างที่พักอาศัยแล้ว แต่ยังไม่มีการดำเนินการก่อสร้างหรือทำประโยชน์อื่นใดตลอดปีที่ผ่านมา เพราะเจ้าของที่ดินไม่ได้ก่อสร้างบ้านตามที่ได้รับอนุญาต เนื่องจากสถานกาณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จึงได้ชะลอการก่อสร้างไว้ และได้มีหนังสือขอต่อใบอนุญาตก่อสร้างอาคารแล้ว

นายสุทธิพงษ์กล่าวต่อว่า ดังนั้น ที่ดินดังกล่าวจึงไม่ถือว่าเป็นที่ดินที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพ ตามข้อ 3 (1) ของกฎกระทรวง กำหนดที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่า หรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพ พ.ศ. 2562 เนื่องจากเจ้าของที่ดินได้มีการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินแล้ว และไม่ถือว่าเป็นการใช้ประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัย ตามประกาศกระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทย เรื่อง หลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัย ลงวันที่ 30 ม.ค. 2563 เนื่องจากเจ้าของที่ดินยังไม่ได้ก่อสร้างบ้านตามที่ได้รับอนุญาต

นายสุทธิพงษ์กล่าวอีกว่า สำหรับกรณีที่ 2 เรื่องการ “ของดเรียกเก็บ” หรือขอลดหย่อนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับที่ดินที่มีน้ำท่วมขัง ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรมได้เป็นระยะเวลานานหลายปีนั้น

หากผู้บริหารท้องถิ่นได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาแล้ว เห็นว่ามีเหตุอันควรลดหรือยกเว้นภาษีให้กับผู้ยื่นคำขอ ก็สามารถใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ประกอบข้อ 27 ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการดำเนินการตาม พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ที่ระบุว่าในกรณีที่มีเหตุอันทำให้ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างได้รับความเสียหาย หรือถูกรื้อถอน หรือทำลาย หรือชำรุดเสียหายจนเป็นเหตุให้ต้องทำการซ่อมแซมในส่วนสำคัญ ให้ผู้เสียภาษีมีสิทธิยื่นคำขอลด หรือยกเว้นภาษีที่จะต้องเสียต่อผู้บริหารท้องถิ่น

โดยหากปรากฏข้อเท็จจริงที่เชื่อได้ว่ามีเหตุอันสมควรลดหรือยกเว้นภาษี ให้ผู้บริหารท้องถิ่นโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประจำจังหวัดมีอำนาจ “ออกคำสั่งลดหรือยกเว้นภาษี” ได้ โดยคำนึงถึงสัดส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นและระยะเวลาที่ไม่ได้รับประโยชน์จากที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างนั้น

นายสุทธิพงษ์กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้รับข้อหารือเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจากคณะกรรมการภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประจำจังหวัด ซึ่งในหลายกรณีนั้นเป็นกรณีที่อาจเกิดขึ้นได้ในทุกพื้นที่ ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทย โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะได้นำข้อหารือต่าง ๆ มาพิจารณาและกำหนดแนวปฏิบัติที่ชัดเจนและครอบคลุมกับบริบทที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ให้มากยิ่งขึ้น เพื่อประสิทธิภาพในการให้บริการแก่พี่น้องประชาชน


โดยหากประชานมีข้อสงสัยด้านภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง สามารถโทรศัพท์สอบถามข้อมูลผ่านทาง “สายด่วนภาษีที่ดิน” 0-2026-5800 จำนวน 10 คู่สาย