updated: 31 พ.ค. 2555 เวลา 19:00:12 น.
บทส่งท้าย
ได้อ่านมาครบ 10 คาถาแล้วก็อยากให้จำไว้ให้ขึ้นใจนะครับ บางคนขอเถียงว่าถ้าไม่เสี่ยงมากก็จะไม่รวยมาก ข้อนี้ผมไม่โต้แย้ง แต่ก็ขอให้รับให้ได้ว่า ถ้าเสี่ยงมากโอกาสเจ๊งก็มากเช่นกัน สิ่งที่นำเสนอคือทางสายกลางที่สามารถนำไปปรับใช้กับธุรกิจของท่าน ที่จริงแล้วธุรกิจที่เจ๊งกันส่วนมากไม่ได้พลาดกันแค่คาถาเดียวหรอกครับ แต่จะพลาดกันหลายคาถาเลย บางแห่งพลาดหมดทุกคาถาเลยก็มี
ทั้งหมดนี้จริงๆ แล้วก็คือ หลักในการบริหารความเสี่ยง หรือ Risk Management ซึ่งเราต้องรู้ว่าการทำธุรกิจโดยส่วนใหญ่มีความเสี่ยงด้านอะไรบ้าง โอกาสเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน ถ้าเกิดขึ้นแล้วจะมีผลกระทบหนักหรือไม่ สุดท้ายเราจะบริหารและติดตามประเมินผลการบริหารความเสี่ยงอย่างไร
ฟังดูอาจจะเป็นวิชาการไปนิดแต่ก็เป็นศาสตร์ของทางภาคตะวันตกเช่นกันนะครับ แต่ถ้าเอาแบบไทยๆ ก็มีคำสอนหลายอย่างที่ครอบคลุมคาถาของผมได้หลายข้อทีเดียว เช่น อย่าโลภมาก ทำอะไรขอให้มีสติ รู้จักคำว่าพอ อย่าทำอะไรเกินตัว อย่ามองโลกในแง่ดีอย่างเดียว อย่าไว้ใจทางอย่าวางใจคน อะไรประมาณนี้

ที่บอกว่าตรงกับหลักในการบริหารความเสี่ยงก็อย่างเช่น คาถาที่ 1 อย่าขยายเร็วเกินตัว ที่จริงแล้วก็คือ Over Investment Risk แต่อย่าลืมนะครับ ผมไม่ได้ห้ามไม่ให้ขยาย แต่ต้องมีความพร้อมทั้งในส่วนของตนเองและตลาด คาถาที่ 2 จงอย่าออกนอกความถนัดก็คือ Over Diversification Risk ซึ่งก็เช่นกันทำได้แต่มีเงื่อนไข สำหรับคาถาที่ 5 อย่าเก็งกำไรสินค้าหรือวัตถุดิบ ก็คือ Speculative Risk คาถาที่ 7 การที่ธุรกิจต้องพึ่งคนคนเดียว ถ้าไม่มีคนๆ นั้นธุรกิจจะประสบปัญหาหนักหรือเดินต่อไม่ได้ก็เรียกว่า Keyman Risk หรือความเสี่ยงที่พึ่งบุคคลสำคัญ ถ้าเราขายหรือซื้อของจำนวนมากๆ จากคู่ค้าน้อยรายก็เรียกว่าความเสี่ยงด้านการกระจุกตัว หรือ Concentration Risk ส่วน คาถาที่ 8 อย่าเชื่อคนง่าย ให้คนยืมเงินก็คิดไปว่าเขาจะต้องชำระคืนเรา คิดว่าเขามีเครดิตดี อันนี้เรียกว่าความเสี่ยงด้านเครดิต หรือ Credit Risk และ คาถาที่ 3 อย่าขาดสภาพคล่อง ก็คือความเสี่ยงด้านสภาพคล่องที่ใช้คำว่า Liquidity Risk สำหรับ คาถาที่ 4 การแข่งขันในตลาด การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่ธุรกิจต้องปรับตัวให้ทันก็คือ Market หรือ Competitive Risk คาถาที่ 10 เรื่องการรักษาชื่อเสียงก็คือ Reputation Risk และ คาถาที่ 9 เรื่องการไม่ยอมแพ้เพราะใช้ความรู้สึกผมขอเรียกว่า Emotional Risk
ถามว่าทำไมผมถึงเน้นเรื่องธุรกิจครอบครัว แต่กลับไม่ได้พูดถึงธุรกิจที่ไม่ใช่ของครอบครัว ซึ่งส่วนมากก็จะเป็นธุรกิจยักษ์ใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ที่มีผู้ถือหุ้นมากมาย ธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น บริษัท ปูนซิเมนต์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท. บริษัท แลนแอนด์เฮ้าส์ ฯลฯ พวกนี้เขามีระบบบริหารความเสี่ยงอยู่แล้ว เขาจะทำอะไร จะลงทุนอะไร จะเริ่มธุรกิจใหม่หรือไม่ จะบริหารเงินให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและรัดกุมไม่ให้รั่วไหลอย่างไร ก็ต้องมีการวิเคราะห์อย่างละเอียด มีข้อมูลรองรับ มีขั้นตอนในการตัดสินใจ ไม่ได้ทำตามความรู้สึก เขาเป็นมืออาชีพมีระบบการทำงานที่ดี ดังนั้นคาถาเหล่านี้พวกเขาทราบกันอยู่แล้ว
แต่สำหรับธุรกิจครอบครัว โดยเฉพาะ SME นั้น ยังต้องศึกษาด้านการบริหารความเสี่ยงอีกมาก ต้องมีการเตรียมตัวหาข้อมูล วิเคราะห์จากหลายๆ ปัจจัยก่อนที่จะตัดสินใจ แต่ก็ต้องบอกว่ามีบริษัทยักษ์ใหญ่หลายรายที่ต้องประสบปัญหาขาดทุน ปิดบริษัทล้มละลายทั้งๆ ที่มีระบบบริหารความเสี่ยง แต่ก็พลาดเพราะไม่ได้ทำตาม 10 คาถา เช่น บริษัทค้าพลังงานยักษ์ใหญ่ Enron ที่จัดทำบัญชีปลอม ขาดคุณธรรมข้อสุดท้ายก็ต้องปิดตัวไป หรืออย่างสายการบิน Delta ที่ขยายเร็วเกินไปก็ล้มละลาย แม้กระทั่งบริษัทสินค้าแบรนด์เนมอย่าง Gucci ของตระกูล Gucci ที่ก่อตั้งมากว่า 100 ปี สุดท้ายก็ถูกเทคโอเวอร์เพราะหลานกับอาทะเลาะกัน
ตรงนี้ตัวเลขที่น่าสนใจอยากฝากไว้ คือมากกว่า 95% ของธุรกิจที่ต้องเจ๊งหรือปิดตัวลงหรือขายทิ้งจะมีสาเหตุมาจากข้อใดข้อหนึ่งใน 10 ข้อนี้ครับ ส่วนที่เหลืออาจเป็นปัจจัยอื่นๆ เช่น ภัยธรรมชาติ อย่างเหตุการณ์สึนามิของแถบอันดามันในปีพ.ศ. 2546 และที่ประเทศญี่ปุ่นในปีพ.ศ. 2553 เหตุการณ์น้ำท่วมปีพ.ศ. 2554 ที่ทำให้ทุกโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมหยุดการผลิตเป็นอัมพาตไปกันหมด และจะต้องใช้เวลานานในการฟื้นตัว มีผลขาดทุนจากค่าเสียโอกาส ซึ่งเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริงๆ เหล่านี้เป็นปัจจัยภายนอกหรือ External Risk ที่เราควบคุมไม่ได้ แต่ก็มีประกันหลายประเภทที่พอบรรเทาความเสี่ยงเหล่านี้ได้ แม้กระทั่งรายได้ที่ขาดหายในอนาคตหรือ Busniess Interuption Insurance แต่ที่เหลืออีกกว่า 95% เราควบคุมได้
สุดท้ายนี้ เพื่อทดสอบความเข้าใจของคุณ ขอให้ลองทำแบบฝึกหัดดังนี้ครับ
แบบฝึกหัด โปรดอ่านเรื่องที่อาจเกิดขึ้น แล้วให้ระบุว่าผู้ประกอบการรายนี้ไม่ได้ปฏิบัติตามคาถารักษาธุรกิจข้อใดบ้าง? ทำไมธุรกิจของเขาจึงล้มเหลว? (ผมบอกใบ้ได้เลยว่ามีมากกว่า 1 คาถาที่ครอบครัวนี้ทำพลาดไปครับ)
โจทย์ ผู้ประกอบการเป็นธุรกิจครอบครัว ทำการผลิตและจำหน่ายเก้าอี้นักเรียนมากว่า 30 ปี ยอดขายปีละประมาณ 100 ล้านบาท กำไรประมาณ 15 ล้านบาท มีสัดส่วนทางตลาดประมาณ 5% ของทั้งประเทศ ซึ่งการผลิตไม่มีความสลับซับซ้อน เป็นเพียงการสั่งซื้อไม้มาเลื่อยและประกอบเข้ากับโครงเหล็ก แต่ที่สำคัญคือปัจจัยด้านการตลาดเพราะเป็นการขายให้หน่วยงานราชการในพื้นที่ 15 จังหวัดใกล้เคียง หรือผ่านตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่ๆ ตลอดมา ธุรกิจดำเนินการมาด้วยดี มีกำไร ครอบครัวมีเงินฝาก
ครอบครัวธุรกิจนี้ประกอบด้วย บิดาอายุประมาณ 60 ปี ดูแลด้านการผลิตและการขาย ส่วนมารดาดูแลด้านการเงิน บุตรชาย 1 คน อายุเกือบ 30 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์จากต่างประเทศมา 4-5 ปีแล้ว แต่ยังไม่ได้เข้ามาช่วยดูแลกิจการ เพราะรู้สึกว่าน่าเบื่อ ไม่ตื่นเต้น กำไรน้อย โรงงานสกปรก ที่ผ่านมาได้ไปร่วมลงทุนทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นอาคารพาณิชย์ 100 ยูนิต ติดกับตลาดสดขนาดใหญ่ เป็นการร่วมทุนกับเพื่อนที่เพิ่งรู้จักสมัยอยู่ต่างประเทศ โดยตนเองถือหุ้น 70% และเพื่อนถือหุ้น 30% งบลงทุน 60 ล้านบาท ทำขายเป็นเฟส ซึ่งหากประสบความสำเร็จจะได้ส่วนแบ่งกำไรไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท โดยขอใช้วงเงินหมุนเวียนของธุรกิจผลิตเก้าอี้ในการลงทุน นอกจากนั้นบุตรชายยังยุ่งอยู่กับการสร้างบ้านหลังใหม่ มี 5 ห้องนอน ขนาด 550 ตรม. ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการตกแต่ง แต่งานมีความล่าช้าและต้นทุนเริ่มบานปลายจากงบ 10 ล้านบาท คาดว่าจะกลายเป็น 18 ล้านบาท
วันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน บิดาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต มารดาขอให้บุตรชายมาช่วยดูแลกิจการต่อ แต่บุตรชายมีปัญหากับช่างและผู้จัดการฝ่ายขาย จึงทำให้บุคคลเหล่านั้นลาออก และไปตั้งบริษัทใหม่เพื่อมาแข่งขัน ทั้งนี้บุตรชายพยายามปรับสินค้าให้มีราคาสูงขึ้น เช่น ใช้ไม้ที่ดีขึ้น ลายสวยขึ้น หรือใช้ไม้พาร์ติเคิล ทั้งๆ ที่มารดาพยายามทักท้วงว่าจะมีตลาดรองรับหรือไม่ ปกติต้องเป็นโรงเรียนเอกชน แต่บุตรชายเชื่อมั่นในการตัดสินใจของตนเอง
ปรากฏว่าต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น โรงเรียนต่างๆ ไม่มีงบที่จะจัดซื้อสินค้าราคาแพง ถึงแม้ว่าคุณภาพจะดีกว่าก็ตาม ด้านการตลาดก็เริ่มมีปัญหาหนัก ผู้อำนวยการโรงเรียนใหญ่ๆ ที่เคยสนิทสนมกับบิดาก็หันไปซื้อกับเจ้าอื่นแทน (โดยเฉพาะจากกลุ่มลูกน้องเก่า) ยอดขายของบริษัทตกต่ำลง งานน้อยลง รายได้เริ่มไม่พอชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ
ด้านธุรกจิอสังหาริมทรัพย์ที่ร่วมหุ้นกับเพื่อนก็มีปัญหาด้านการขาย สร้างไปได้เพียง 20 ยูนิต มีผู้จองเพียง 2 ราย เพื่อนที่เคยดูแลก็ไม่รับผิดชอบ ผู้รับเหมาก็ทิ้งโครงการเพราะไม่ได้เงิน ทำให้สถาบันการเงินเรียกชำระหนี้คืน บุตรชายต้องการซื้อเวลาโดยนำเงินออมที่มีอยู่มาชำระหนี้ และหวังว่าจะขายโครงการได้ ซึ่งจริงๆ แล้วมีผู้มาเสนอเทคโอเวอร์โครงการแต่ ณ ตอนนั้นคิดว่าราคายังไม่เป็นที่น่าพอใจ เพราะมีผลขาดทุนประมาณ 5 ล้านบาท ส่วนบ้านใหม่ของตนเองก็ยังคงสร้างต่อเนื่องไปเพราะเหลืออีกไม่มาก
เวลาผ่านไป 6 เดือน ธุรกิจหลักประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่อง ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็ไม่มีผู้บริโภคสนใจ การชำระหนี้กับคู่ค้าก็ล่าช้าจนต้องหยุดชำระหนี้ในที่สุดและเริ่มขาดวัตถุดิบ สถาบันการเงินก็เข้ามาช่วยหาแนวทางแก้ไข ขยายระยะเวลาการชำระหนี้ให้ชำระแต่ดอกเบี้ย มารดาพยายามโน้มน้าวให้บุตรชายขายที่ดินเปล่างบางแปลงที่มีอยู่หรือยอมขายโครงการแบบขาดทุนเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง แต่บุตรชายยังเชื่อมั่นว่าจะทำให้ธุรกิจฟื้นได้ โดยอยากหาช่องทางการตลาดใหม่ๆ เช่น ไปขายนอกพื้นที่ แต่สุดท้ายอีก 6 เดือนต่อมาธุรกิจทั้งหมดก็ต้องหยุดลง สถาบันการเงินไม่มีทางเลือกและจำเป็นต้องฟ้องร้องดำเนินคดียึดทรัพย์ขายทอดตลาด ซึ่ง 1 ในหลักประกันนั้นก็คือบ้านที่ใช้อยู่อาศัยของครอบครัว ปัจจุบันทั้งมารดาและบุตรชายได้กลายเป็นบุคคลล้มละลายและต้องย้ายครอบครัวไปอาศัยอยู่กับญาติ
จากเรื่องนี้ ท่านลองดูซิว่าธุรกิจครอบครัวนี้ ไม่ปฏิบัติตามคาถาข้อไหนบ้าง
เฉลย
ข้อ 8. จงอย่าเชื่อคนง่าย เพราะบุตรชายไปร่วมลงทุนทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กับเพื่อนที่พึ่งรู้จักกัน
ข้อ 2. จงอย่าออกนอกความถนัด เพราะไม่มีประสบการณ์ด้านธุรกิจที่ไปร่วมลงทุนธุรกิจจัดสรร รวมทั้งตนเองก็ไม่มีเวลาเข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิดและยังเริ่มผลิตสินค้าใหม่ที่ไม่เข้าใจตลาด
ข้อ 6. จงอย่านำเงินของธุรกิจไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เพราะนำเงินธุรกิจหลักไปใช้ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงเมื่อเปรียบเทียบกับธุรกิจเดิม รวมทั้งนำเงินธุรกิจไปสร้างบ้านใหม่
ข้อ 7. จงอย่าให้ธุรกิจพึ่งคนคนเดียว เพราะมีเพียงบิดาที่ควบคุมดูแลธุรกิจครอบครัว ทั้งด้านการผลิตและการตลาด ถึงแม้บิดาจะมีอายุไม่มาก แต่ไม่ได้มีการเตรียมบุคคลทดแทน
ข้อ 9. จงรู้ว่าเมื่อใดควรจะยอมแพ้ เพราะไม่ยอมขายโครงการอสังหาริมทรัพย์หรือที่ดิน ใช้เงินออมครอบครัวทั้งหมด เพื่อรักษาธุรกิจผลิตเก้าอี้นักเรียน
ข้อ 3. จงรักษาสภาพคล่อง เพราะการนำเงินของธุรกิจไปใช้จนหมดรวมถึงเงินออมต่างๆ เพื่อลงทุนในโครงการ
อสังหาริมทรัพย์และสร้างบ้านใหม่ และไม่ยอมขายทรัพย์สินเพื่อนำเงินมาหมุนเวียน
สังเกตไหมครับ กรณีศึกษานี้ผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตามถึง 6 คาถาและถ้าคุณได้พิจารณาศึกษาตัวอย่างของการที่ธุรกิจครอบครัวต้องล่มสลาย ส่วนใหญ่ไม่ได้ผิดข้อเดียว แต่เป็นการพลาดในหลายๆ จุด ซึ่งบางครั้งก็ผูกกัน มาด้วยกัน เพราะฉะนั้นพวกเราที่เป็นเจ้าของธุรกิจครอบครัวทุกคนเห็นแล้วใช่ไหมครับว่าความเสี่ยงมีมากมาย ทั้งรุ่นคุณพ่อหรือรุ่นคุณลูกต่างก็ต้องปรับตัว ต้องเข้าใจ ต้องรู้ให้เท่าทันหลุมกับดักและหายนะที่จะเกิดขึ้นของคาถาทั้ง 10 ข้อนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้หายนะเกิดขึ้นกับธุรกิจของตนเอง พยายามปฏิบัติให้ได้ครบทุกข้อและสอนลูกหลานต่อไป
เราต้องบริหารความเสี่ยงเหล่านี้ให้ดี ถึงแม้บางครั้งอาจจะเสียโอกาสบ้างหรือไม่ได้รวยล้นฟ้า แต่ในขณะเดียวกันโอกาสที่ธุรกิจของคุณจะอยู่ได้ยาวนานจะมีมากขึ้น ผมขออวยพรให้ทุกท่านโชคดีกับการทำธุรกิจ ขอให้ธุรกิจของท่านอยู่รอดปลอดภัย ส่งมอบต่อกันไปเรื่อยๆ อีกหลายๆ เจเนอร์เรชันนะครับ สาธุ
