ออสการ์ 2023 : มิเชล โหย่ว หวังคว้ารางวัลเพื่อชุมชนเอเชียที่ “ไม่มีคนเห็น”

 

Michelle Yeoh wins best actress at the SAG Awards

Getty Images
มิเชล โหย่ว คว้ารางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยม ของสมาคมนักแสดงภาพยนตร์และโทรทัศน์ หรือ แซก (SAG)

“อันไหนกันแน่ระหว่าง ฉันอยู่ตรงนี้ไม่ได้ หรือฉันไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ตรงนี้” โจบุ-จอย ตั้งคำถามในภาพยนตร์ยอดฮิตเรื่อง “ซือเจ๊ทะลุมัลติเวิร์ส” หรือ Everything Everywhere All at Once

คำถามเสียดสีประชดประชันของตัวร้ายในภาพยนตร์ ที่มุ่งมั่นจะทำลายล้างโลกที่เธอมองว่า ไม่ยอมรับในตัวตนของเธอ กลับคล้ายคลึงกับเส้นทางของ มิเชล โหย่ว ในวงการฮอลลีวูด

โหย่ว รับบทเป็นซูเปอร์ฮีโร่ และตัวเอกของภาพยนตร์ คือ เอเวลีน หวัง ผู้ย้ายถิ่นชาวจีนในอเมริกา ที่เปิดร้านซักรีด แต่จับพลัดจับผลูต้องผจญภัยในมัลติเวิร์ส หรือโลกคู่ขนานต่าง ๆ

Advertisment

โหย่ว ระบุว่า บทบาทนี้ของเธอ สะท้อนถึงการต่อสู้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเพื่อให้เป็นที่ยอมรับในฮอลลีวูด ซึ่งคล้ายคลึงกับคำถามดังกล่าวของคู่อริในหนัง

“คุณอยากมีที่นั่งที่โต๊ะอาหารนั้น เพื่อที่คุณจะมีอภิสิทธิ์ที่คนอื่นจะเห็นและรับฟังคุณ” โหย่ว ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีผ่านระบบซูม “สิ่งที่ฉันเรียกร้องคืออภิสิทธิ์เพื่อได้แข่งขัน”

“นับแต่วันที่ เอเวอลีน หวัง เกิดขึ้นมา พ่อของเธอก็บอกว่า เธอเป็นความล้มเหลว เพราะเธอเกิดเป็นเด็กหญิง มันนานมากเหลือเกิน ที่ฉันได้อ่านบทภาพยนตร์ที่สะท้อนถึงตัวฉันอย่างลึกซึ้งเช่นนี้”

บทบาทของโหย่ว ในภาพยนตร์เรื่องนี้ คว้ารางวัลมาแล้วมากมาย ทั้งลูกโลกทองคำ และแซกอวอร์ดส หรือรางวัลของสมาคมนักแสดงภาพยนตร์และโทรทัศน์ และเวลานี้ เธอเป็นตัวเก็งที่อาจสร้างประวัติใหม่ในเวทีประกาศรางวัลออสการ์

Advertisment

“ฉันตระหนักดีว่า นี่เป็นสิ่งที่มากกว่าการยอมรับตัวฉันในฐานะนักแสดงหญิง แต่มันคือสิ่งที่ชุมชนชาวเอเชียคาดหวัง และบอกฉันว่า เธอต้องทำสิ่งนี้เพื่อพวกเรา”

“คนเอเชียมักไม่แสดงออกทางอารมณ์มากนัก แต่ฉันคิดว่ามันเป็นความเข้าใจผิดที่ว่าพวกเราไม่ต้องการบอกเล่าเรื่องราวของเรา ซึ่งไม่จริงเลย” เธอกล่าว

“วิธีการเล่าเรื่องราวของเราต่างหากที่สร้างความแตกต่าง ผู้ชมต้องการให้ฮอลลีวูดสะท้อนถึงชุมชนสากล”

ก่อนที่จะประสบความสำเร็จในฮอลลีวูด โหย่ว เป็นนักแสดงชั้นนำในเอเชียอยู่แล้ว

เธอเกิดในเมืองอีโปห์ รัฐเปรัก ในมาเลเซีย สมัยเป็นวัยรุ่น เธอศึกษาที่ราชวิทยาลัยการเต้นรำในกรุงลอนดอน แต่อาการบาดเจ็บที่หลัง ทำให้เส้นทางการเป็นนักเต้นต้องปิดฉากลง แต่การฝึกเต้นนั้น ไม่ได้เสียเปล่า เพราะมันช่วยให้เธอแสดงฉากบู๊ด้วยตนเองในภาพยนตร์ ซึ่งต่อมาสร้างชื่อเสียงให้เธอในฐานะนักแสดง

ภายหลังชนะการประกวดและได้เป็นมิสมาเลเซีย เธอเริ่มแสดงภาพยนตร์ในฮ่องกง โดยภาพยนตร์เรื่อง “Yes Madam!” ในปี 1985 ทำให้เธอมีชื่อเสียงอย่างมาก จากบทบาทตำรวจหญิง

ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จมาก จนเป็นแรงบันดาลใจให้ภาพยนตร์แอ็คชั่นเรื่องอื่น ๆ ของจีน มีนักแสดงหญิงรับบทนำ

“ฉันเข้าสู่วงการหนังบู๊ เพราะฉันไม่เคยเชื่อว่า ผู้หญิงต้องเป็นสาวน้อยร้อยปัญหาตามท้องเรื่องแบบดั้งเดิมเสมอไป เรื่องราวของผู้หญิงต้องถูกบอกเล่าอย่างถูกต้อง” โหย่ว กล่าว

โคดี ฟู ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของโหย่วในเมืองอีโปห์ ตอนอายุ 5 ขวบ กล่าวว่า “ผมจำได้ว่าแม่ของผมอยากอยู่กับโหย่วตลอด ผมรู้ได้จากการที่แม่จะเรียกเธอว่า คุณน้ามิเชล โหย่ว ไม่ใช่ น้ามิเชล ผมจำได้ว่าเคยเล่นพวงกุญแจของคุณน้าตลอด และเธอก็อนุญาตให้ผมเล่นพวงกุญแจของเธอ ระหว่างที่เธอกำลังคุยกับแม่ เธอไม่ได้ต่างจากคุณน้าทั่วไปนัก”

ความสำเร็จของมิเชล โหย่วสร้างความประทับใจยากลบเลือนต่อชาวมาเลเซียจำนวนมาก รวมทั้งโคดี ซึ่งตอนนี้อายุ 33 ปี และได้กลายเป็นศิลปินในห้องอัดเสียง

“มันยากที่จะจินตนาการว่าความสำเร็จมีหน้าตาอย่างไรสำหรับชนกลุ่มน้อยอย่างเราในวงการสร้างสรรค์ จนมิเชล โหย่ว แสดงให้ผมเห็นว่าผมก็ทำได้” โคดี ฟู กล่าว

“เมื่อปี 1996 เราไปให้กำลังใจเธอตอนเปิดร้านอาหาร ไม่นานหลังจากนั้น เธอก็เดินทางออกจากมาเลเซียไปถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Tomorrow Never Dies (007 พยัคฆ์ร้ายไม่มีวันตาย) และผมก็ไม่ได้เห็นเธออีกเลย”

Tomorrow Never Dies เป็นภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดเรื่องแรกที่โหย่วเล่น เธอแสดงคู่กับ เพียร์ซ บรอสแนน รับบทเป็นสายลับหญิงชาวจีน ซึ่งต่างจาก “บอนด์ เกิร์ล” ก่อนหน้าที่มักเป็นหญิงตะวันตก

เธอเคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Elle ว่า ตอนที่เธอไปถึงอเมริกาครั้งแรก ผู้คนคิดว่าต้องพูดกับเธอช้า ๆ เพื่อให้เธอเข้าใจ

“พวกเขาตกใจมากที่ฉันพูดภาษาอังกฤษได้” เธอกล่าว ด้วยสีหน้าเปี่ยมอารมณ์ต่อความทรงจำนั้น “ตอนนั้น ฉันไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น”

“ฉันไม่เข้าใจความหมายของการถูกเรียกว่าคนกลุ่มน้อย ฉันมาจากมาเลเซียที่เป็นสังคมพหุเชื้อชาติ และเรายอมรับความแตกต่างของคนอื่นมาโดยตลอด”

ระยะแรก เธอมีงานแสดงให้เลือกไม่มากนัก เนื่องจากการปฏิเสธรับบทที่ต้องยอมจำนนต่อผู้ชาย หรือเป็นเพียงตัวประกอบให้ตัวละครเอกชายดูโดดเด่น แต่สิ่งนั้นค่อย ๆ เปลี่ยนไป

“โลกเปลี่ยนแปลงไปเยอะแล้ว และมีตลาดอื่น ๆ ที่จะเติบโตต่อไป นั่นเป็นสิ่งที่ดีสำหรับฮอลลีวูดเพราะมันจะแสดงให้พวกเขาเห็นว่าพวกเขาต้องเปลี่ยนแปลง และพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น” โหย่วกล่าว

แต่ถึงตอนนี้ มันไม่ใช่แค่การเหมารวมทางเชื้อชาติที่เธอต้องต่อสู้ด้วย

“ฉันคิดว่าพวกเราหลายคน โดยเฉพาะผู้หญิง เข้าใจว่าเมื่อคุณอายุมากขึ้น คุณจะถูกจัดอยู่ในกรอบบางอย่าง ในฐานะนักแสดง บทบาทของคุณจะเล็กลงและไร้ความสำคัญมากขึ้น” เธอกล่าว

“เรามีนักแสดงชายอายุ 60 หรือ 70 ปีเล่นเป็นฮีโร่กอบกู้โลก แต่พระเจ้า ทำไมผู้หญิงจะทำอย่างนั้นไม่ได้”

บทบาทที่ก้าวไกลในฮอลลีวูดของโหย่ว เกิดขึ้นในปี 2018 เมื่อเธอได้รับเลือกให้เป็น เอเลนอร์ ยัง “นายหญิงใหญ่” ในภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้เรื่อง Crazy Rich Asians “เครซี่ ริช เอเชี่ยนส์ เหลี่ยมโบตั๋น” ซึ่งมีนักแสดงเป็นชาวเอเชียเป็นส่วนใหญ่เช่นกัน

เธอยกย่องความสำเร็จของเธอใน “ซือเจ๊ทะลุมัลติเวิร์ส”แก่ผู้กำกับรุ่นใหม่และนักเล่าเรื่องรุ่นใหม่: “ดังนั้นฉันจึงต้องพึ่งพานักคิดหัวก้าวหน้ารุ่นต่อไปอย่าง 2 แดเนียล ( 2 ผู้กำกับร่วมของเรื่อง Daniel Kwan and Daniel Scheinert) ที่กล้าพอที่จะเขียนบทนี้เกี่ยวกับผู้หญิงธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่ได้รับโอกาสเป็นซูเปอร์ฮีโร่”

“พวกเขาสร้างโอกาสของตัวเอง พวกเขาสร้างประตูของตัวเอง ฉันเคยคิดว่า หากฉันเป็นนักเขียน ฉันจะเขียนบทมากมายให้ตัวเอง” เธอกล่าวเสริม

เพื่อน ๆ และเพื่อนร่วมงานของเธอเคยกล่าวว่า “ซือเจ๊ทะลุมัลติเวิร์ส” เป็นความเสี่ยงอย่างมากสำหรับเธอ

“แต่ชีวิตคือการเสี่ยง ถ้าไม่เสี่ยง คุณก็จะทำสิ่งเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า”

“ฉันคิดว่าชุมชนคนเอเชียรู้สึกเหมือนถูกมองไม่เห็นมานานแล้ว แต่ทะเลแห่งการเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้น มันต้องใช้เวลา และฉันรู้สึกขอบคุณมากที่ได้เห็นมัน” เธอกล่าว

บางทีอาจเหมาะสมแล้วที่มิเชล โหย่ว หญิงแกร่งแห่งวงการภาพยนตร์เอเชีย เป็นคนเอเชียคนแรกที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ ซึ่งอาจเป็นข้อพิสูจน์ว่าทุกอย่างกำลังเปลี่ยนไป แต่อาจจะไม่ทุกที่ และไม่ใช่ทั้งหมดในคราวเดียวอย่างแน่นอน

หมายเหตุ : ข่าว บีบีซีไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจ เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว