รู้จัก Hydrogen Thailand Club

คอลัมน์ : ชั้น 5 ประชาชาติ
ผู้เขียน : อมร พวงงาม

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศความชัดเจนหลังเข้าร่วมประชุม COP26

ว่าประเทศไทยจะเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050

ส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) จะพร้อมภายในปี 2065

ความพยายามดังกล่าว ทำให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวรับมือกันอย่างขะมักเขม้น

ย้อนกลับไปดูการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในประเทศไทย

เท่าที่มีการรวบรวมหลัก ๆ มาจากภาคการใช้พลังงาน

ซึ่งจะประกอบด้วย ภาคขนส่ง, ไฟฟ้า, อุตสาหกรรม และอื่น ๆ

จากสถิติ การปล่อย CO2 ที่ส่งผลให้โลกร้อนจากการใช้พลังงานในบ้านเรา

ต่อปีอยู่ประมาณ 200 กว่าล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์

ช่วงวิกฤตโควิดปี 2563 ต่อเนื่อง 2564 ระบบขนส่งต่าง ๆ หยุดชะงัก ก็คงลดน้อยลง

แต่เชื่อว่าในปี 2566 นี้ ทุกอย่างฟื้นตัว ปริมาณการปล่อยของเสียต้องเยอะขึ้นแน่

อุตสาหกรรมยานยนต์หนีไม่ออกแน่ หากคนจะตราหน้าตกเป็นจำเลยรายต้น ๆ ของเรื่องนี้

หลายคนรู้ดีว่า กว่าจะผลิตรถยนต์ออกมา 1 คัน

ทั้งกระบวนการซัพพลายเชนและโรงงานประกอบรถยนต์

ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากแค่ไหน

หลังทำคลอดเสร็จออกมาเป็นรถยนต์ 1 คันแล้ว แต่ละคันยังสร้างมลพิษให้กับอากาศอีกมหาศาล

ดังนั้น ผู้ผลิตรถยนต์จึงให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้เป็นลำดับต้น ๆ

และแบรนด์ที่แอ็กทีฟกับเรื่องนี้มาก ๆ ก็คือ “โตโยต้า” คนโตโยต้าทุกคนระบุชัดเจนว่า

หนึ่งในพันธกิจหลักของกลุ่มบริษัทโตโยต้าทั่วโลก คือการสร้าง “ความเป็นกลางทางคาร์บอน”

เป้าหมายนี้สอดรับผู้นำประเทศไทยที่ได้ประกาศไว้กับประชาคมโลก

การปรับกระบวนการผลิตให้สามารถลดการปล่อยของเสียลงน้อยที่สุด

การสรรหาเทคโนโลยีใหม่ ๆ รวมทั้งพลังงานทางเลือก นำมาใช้กับรถยนต์รุ่นต่าง ๆ

ไม่ว่าจะเป็นไฮบริด, ปลั๊ก-อินไฮบริด หรือพลังงานไฟฟ้า 100% (อีวี)

ถูกนำเสนอคันแล้วคันเล่า

แต่เท่านั้นยังไม่พอ นอกจากจะลดการปล่อยของเสียแล้ว

อีกสิ่งหนึ่งที่โตโยต้าทำมาอย่างต่อเนื่อง คือความพยายามในการดูดซับของเสีย

โตโยต้าเริ่มกิจกรรมปลูกป่ามาแล้วเกือบ 20 ปี โดยเริ่มปลูกป่าชายเลนร่วมกับศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก (บางปู) จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อปี 2548

ถึงวันนี้มีป่าชายเลนในพื้นที่รวมทั้งสิ้น 642,800 ต้น และเมื่อปี 2551 โตโยต้าประกาศจะปลูกต้นไม้ป่านิเวศ

ตามแนวคิดของ ศ.ดร.อาคิระ มิยาวากิ ผู้เชี่ยวชาญการปลูกป่านิเวศจากประเทศญี่ปุ่น เป็นจำนวน 2 ล้านต้น

เริ่มต้นที่โรงงานบ้านโพธิ์ และร่วมมือกับผู้แทนจำหน่าย บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วน และหน่วยงานต่าง ๆ ปลูกป่านิเวศทั่วประเทศไปแล้วทั้งสิ้น 1,350,000 ต้น

ล่าสุดในวาระครบ 60 ปี ยังประกาศจะปลูกป่าเพิ่มอีก 6 แสนต้น

ความพยายามของโตโยต้ายังไม่ได้หยุดแค่นั้น พลังงานทางเลือกอีกตัวที่โตโยต้าเห็นว่า สามารถนำพาประเทศไทยไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนได้เร็วขึ้น นั่นก็คือ “ไฮโดรเจน”

นายนินนาท ไชยธีรภิญโญ ประธานคณะกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า

เทคโนโลยีไฮโดรเจนเป็นอีกหนึ่งพลังงานทางเลือกที่สำคัญ ในการมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน

ซึ่งมีปริมาณมากมาย เช่น ในน้ำ (H2O) ทั้งนี้ การที่จะผลักดันการใช้งานไฮโดรเจนในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม

จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากพันธมิตรที่มีเป้าหมายเดียวกัน

ล่าสุดมีการจัดตั้ง Hydrogen Thailand Club มีนายนินนาทเป็นประธาน กลุ่มนี้จะมีผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐ และภาคเอกชน

เพื่อผลักดันการเตรียมความพร้อมในการใช้พลังงานจากไฮโดรเจน

ปัจจุบันมีสมาชิกรวมทั้งสิ้น 20 องค์กร ซึ่งให้ความสนใจนำเทคโนโลยีไฮโดรเจนมาร่วมขับเคลื่อนให้เป็นพลังงานทางเลือกใหม่แห่งอนาคต

สิ่งหนึ่งที่องค์กรนี้ ย้ำมาตลอดก็คือ ศัตรูของเรา คือ “คาร์บอน” เราพร้อมที่นำเสนอทุกความเป็นไปได้ที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยคำนึงถึงบริบท


และความต้องการของผู้ใช้ แหล่งวัตถุดิบ ตลอดจนสภาพตลาดที่แตกต่างกัน