กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงปี’65 ติดลบ 1.2 แสนล้าน พยุงราคาน้ำมันกู้วิกฤต

เยียวยาน้ำมัน เงินกองทุนน้ำมัน

สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง สรุปผลการดำเนินงานของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในรอบปี 2565 ระบุปัจจัยสงครามรัสเขีย-ยูเครน ส่งผลต่อฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในรอบปีที่ผ่านมาติดลบกว่า 1.2 แสนล้านบาท

วันที่ 28 กันยายน 2565 นายวิศักดิ์ วัฒนศัพท์ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เปิดเผยว่า ในรอบปี 2565 ที่ผ่านมา กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562

โดยดูแลเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมในช่วงเกิดวิกฤตด้านพลังงานนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 จากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงฤดูหนาว จากนั้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 เกิดสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ต้องใช้กลไกจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการอุดหนุนราคา โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่เป็นเชื้อเพลิงสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ

วิศักดิ์ วัฒนศัพท์
วิศักดิ์ วัฒนศัพท์

ผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นในปีนี้ ราคาอยู่ระดับเกินกว่า 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2565 เป็นต้นมา โดยราคาดีเซล (Gas Oil) ตลาดโลกปัจจุบัน เดือนกันยายน 2565 เฉลี่ยอยู่ที่ 131.05 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนกันยายนปีที่แล้วถึง 58% ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 82.92 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

ส่งผลให้ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในส่วนของบัญชีน้ำมันเริ่มติดลบตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565 โดยติดลบ 82,674 ล้านบาทจากก่อนหน้าที่เป็นบวกมาตลอด ขณะที่บัญชีก๊าซหุงต้ม (LPG) มีฐานะติดลบมาต่อเนื่องอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งเป็นผลมาจากการตรึงราคาก๊าซหุงต้มไว้ที่ 318 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัมมาต่อเนื่องยาวนาน ขณะที่ราคาก๊าซ LPG ตลาดโลกสูงกว่ามาก

ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงปัจจุบัน วันที่ 25 กันยายน 2565 ติดลบ 124,216 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 82,674 ล้านบาท และบัญชีก๊าซ LPG ติดลบ 42,542 ล้านบาท โดยที่มีเงินช่วยเหลือด้านราคาก๊าชจากกลุ่ม ปตท.เข้ามาเติม 1,000 ล้านบาท

จากการบริหารจัดการของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในด้านราคาพลังงานจะเห็นได้ว่า ปีนี้มีการปรับราคาน้ำมันดีเซลที่ราคาลิตรละ 30 บาท เพื่อให้ราคาสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยเริ่มทยอยปรับขึ้นครั้งแรก 1 พฤษภาคม 2565 ราคาลิตรละ 32 บาท และปัจจุบันอยู่ที่ลิตรละ 35 บาท

ส่วนราคา LPG ก็เช่นกัน หลังจากที่ตรึง 28 กันยายน 2565 ไว้ที่ 318 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัมมาต่อเนื่องยาวนาน ก็ได้ทยอยปรับขึ้นแบบขั้นบันได ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565 ปรับขึ้นครั้งแรกเป็น 333 บาท และปัจจุบันอยู่ที่ 408 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม

นอกจากนี้ สกนช.ได้ปรับแผนวิกฤตด้านน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะปัจจุบัน โดยปรับครั้งที่ 1 การบริหารจัดการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ต้องมีจำนวนเงินเพียงพอเพื่อใช้ในการบริหารจัดการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเมื่อรวมกับเงินกู้ (จำนวนเงินไม่เกิน 20,000 ล้านบาท) แล้วต้องไม่เกินจำนวน 40,000 ล้านบาท ตามมาตรา 26 แห่ง พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562

Advertisement

การปรับครั้งที่ 2 กรณีฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงใกล้ติดลบ หากระดับราคายังอยู่ในระดับวิกฤต จนส่งผลให้ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบ ตามมาตรา 26 วรรคสอง หรือวรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 โดยเฉพาะเมื่อใกล้วงเงินกู้ยืมเงินที่ได้รับตามพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามกฎหมายดังกล่าว ให้เริ่มดำเนินการพิจารณากลยุทธ์การถอนกองทุนน้ำมันฯ (Exit Strategy) โดยปรับสัดส่วนการช่วยเหลือลงครึ่งหนึ่ง และยังคงดำเนินการหารือเรื่องการปรับลดภาษีสรรพสามิต เพื่อให้ระดับราคาไม่ปรับตัวสูงขึ้นมากนัก และเริ่มดำเนินการกู้เงินเพื่อให้กองทุนไม่ขาดสภาพคล่อง

รวมทั้งยังมีการขยายกรอบวงเงินกู้จาก 20,000 ล้านบาท เป็น 30,000 ล้านบาท และอยู่ระหว่างการขอขยายกรอบวงเงินกู้เป็น 150,000 ล้านบาท

ในส่วนของการดำเนินการในบทเฉพาะกาลตามมาตรา 55 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 นั้น สกนช.ได้ขยายเวลาจ่ายเงินชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมเชื้อเพลิงชีวภาพออกไปอีก 2 ปี ครบกำหนด 24 กันยายน 2567 เนื่องจากที่ผ่านมาเกิดความผันผวนด้านราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและเศรษฐกิจที่ถดถอย เกิดผลกระทบต่อการดำรงชีพของประชาชน ทำให้ไม่สามารถดำเนินการในเรื่องดังกล่าวได้ จึงได้มีการขยายเวลาออกไป

ล่าสุด ภายหลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) เปลี่ยนแปลงกรอบวงเงินกองทุนและกรอบวงเงินกู้เพื่อรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ พ.ศ. …และร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ผ่อนผันให้กระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้ของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. …วงเงินไม่เกิน 1.5 แสนล้านบาท ที่กฤษฎีกาตรวจแก้ไขแล้ว

โดยคาดว่าเงินกู้ลอตแรก 2 หมื่นล้านบาท จะได้ราวเดือน พ.ย.-ธ.ค.นี้ ซึ่งหลังจากที่คลังเข้ามาค้ำประกัน มั่นใจว่าจะมีสถาบันการเงินอื่น ๆ มาเสนอแผนมากขึ้นนอกเหนือจากธนาคารออมสินและ บมจ.กรุงไทย

นอกจากนี้ ยังได้เสนอคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน ติดตามสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่าหนักและผันผวน แม้จะไม่ใช่ต้นทุนหลักของราคาน้ำมัน แต่ก็เป็นตัวแปรหลักที่จะส่งผลมายังราคาน้ำมัน ซึ่งขณะนี้ได้ปรับสูตรการคำนวณต้นทุนราคาน้ำมัน ได้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ 38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากเดิมที่ใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ 35-36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ซึ่งหากราคาน้ำมันตลาดโลกขึ้น 1 ดอลลาร์สหรัฐ ก็จะส่งผลต่อราคาน้ำมันเปลี่ยนแปลง 23 สตางค์ต่อลิตร จากเดิมที่ 20 สตางค์ต่อลิตร และกองทุนน้ำมันฯยังติดลบสูง 1.24 แสนล้าน ทำให้ยังต้องเรียกเก็บเงินเพิ่ม 1.15 บาทต่อลิตร เพื่อใช้ดูแลราคาน้ำมันในช่วงฤดูหนาว 4 เดือนนี้ อาจเห็นราคาน้ำมันตลาดโลกขยับขึ้น และรองรับการกลับมาเก็บภาษีสรรพสามิตของกระทรวงการคลัง 5 บาทต่อลิตร จึงต้องใช้เงินดูแลราคาดีเซล 2-3 หมื่นล้านบาท เพิ่มสภาพคล่องให้กองทุน

อย่างไรก็ตาม หากในสัปดาห์หน้าราคาน้ำมันดีเซลโลกลดลงต่อเนื่อง แม้เงินบาทจะอ่อนค่าก็คงไม่ได้มีผลต่อราคาน้ำมันมาก และอาจมีโอกาสจะเห็นราคาขายปลีกดีเซลลดลงได้ เพราะสัดส่วนหลักของราคาน้ำมัน ร้อยละ 80 จะมาจากเนื้อน้ำมันเป็นหลัก และร้อยละ 20 เป็นต้นทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ย โดยขณะนี้ราคาดีเซลในตลาดโลกลดลง