นครศรีเมืองโกโก้ ดันเป็นพืชเศรษฐกิจสร้างมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท

“พิมพ์ภัทรา” ชูจังหวัดนครศรีธรรมราช สู่โกโก้ฮับ “นครศรีเมืองโกโก้” ดันให้เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของไทย ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ คาดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 4,000 ล้านบาท

วันที่ 4 ธันวาคม 2566 นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โกโก้ถูกจับตามองว่าเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจใหม่และได้รับกระแสความนิยมเพิ่มมากขึ้น สะท้อนได้จากการเติบโตของร้านคาเฟ่ ขนมหวาน ช็อกโกแลตพรีเมี่ยม รวมถึงเทรนด์รักสุขภาพ

เนื่องจากโกโก้สามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย อาทิ อาหารเพื่อสุขภาพชั้นดีเยี่ยม (Super Food) ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ส่งผลให้พื้นที่เพาะปลูกโกโก้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับโอกาสในอนาคต

จากข้อมูลปี 2565 ไทยส่งออกโกโก้และของปรุงแต่งจากโกโก้ไปตลาดโลก มีมูลค่ากว่า 69.38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 64.32% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมี ญี่ปุ่น อาเซียน และเกาหลีใต้ เป็นตลาดหลักส่งออกที่สำคัญ

และประเทศไทยมีความได้เปรียบด้านพื้นที่สามารถปลูกโกโก้ได้ทุกภาค โดยเฉพาะภาคตะวันออกในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ที่มีพื้นที่การปลูกโกโก้และเป็นพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ มีการตั้งโรงงานแปรรูปโกโก้ขนาดเล็กเพื่อสนับสนุนให้มีการปลูกโกโก้ให้มากขึ้น

รวมถึงภาคใต้ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช มีพื้นที่ปลูกโกโก้มากกว่า 1,600 ไร่ เป็นอันดับหนึ่งของประเทศ โดยปัจจุบันมีเกษตรกรที่ปลูกโกโก้ทั้งสิ้นกว่า 3,000 ครัวเรือน ถือว่าได้เป็นแหล่งผลิตโกโก้คุณภาพดีของไทย การันตีด้วยรางวัลระดับโลก อย่างแบรนด์ “ภราดัย”

ดังนั้น เพื่อเป็นการยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมโกโก้ทั่วประเทศสู่การเป็นไทยโกโก้ฮับ กระทรวงอุตสาหกรรม จึงได้นำร่องการยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมโกโก้ไทยในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช สู่โกโก้ฮับ (THAI COCOA HUB) ภายใต้ชื่อ “นครศรีเมืองโกโก้”

เพื่อเป็นศูนย์กลางรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมโกโก้ในไทย ที่จะเป็นทั้งแหล่งความรู้และลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ สนับสนุนผู้ประกอบการให้มีศักยภาพขีดความสามารถในการส่งออกสู่ตลาดโลกได้ในอนาคต

กระทรวงอุตสาหกรรม ยังได้หารือร่วมกับกลุ่มผู้ประกอบการและกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ โดยการจัดกิจกรรมสนทนากลุ่ม (Focus group) เพื่อช่วยกันศึกษาแนวทางการส่งเสริม สนับสนุนอุตสาหกรรมโกโก้ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ อย่างการเพาะปลูก เพื่อไม่ให้เกิดภาวะผลผลิตล้นตลาด การพัฒนาระบบฐานข้อมูลให้ครบวงจร ตั้งแต่ทะเบียนสายพันธุ์ เนื้อที่ จํานวนเกษตรกร บริษัทที่รับซื้อ/โรงงาน การนําเข้าและส่งออก

รวมถึงเป็นข้อมูลให้เกษตรกรและเอกชนใช้วางแผนและตัดสินใจด้านการผลิต การตลาด การลงทุน ส่งเสริมองค์ความรู้ การใช้เครื่องมือให้เหมาะสมกับขนาดธุรกิจ สายพันธุ์ที่เหมาะสม และการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ผ่านการสร้างเอกลักษณ์ในแต่ละพื้นถิ่น (Single Origin)

ช่วยสร้างจุดเด่นและมูลค่าเพิ่มของโกโก้ให้ตรงกับความต้องการผู้บริโภคมากขึ้น รวมถึงการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์และส่งเสริมตลาดทั้งในและต่างประเทศ สร้างแรงจูงใจให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้คุณภาพและมาตรฐาน

นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมการลดต้นทุนการผลิตโดยการนำทุกส่วนของโกโก้มาใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด อาทิ เมล็ดโกโก้ใช้ทำช็อกโกแลตและผงโกโก้ เปลือกใช้เป็นภาชนะใส่ขนม ไอศกรีม เชื้อเพลิงชีวภาพ และปุ๋ย อีกทั้งยังสามารถต่อยอดเป็นอาหารหรือเครื่องดื่ม ไขมันโกโก้ใช้เป็นส่วนผสมเครื่องสำอาง เปลือกหุ้มเมล็ดใช้เป็นชา และสีย้อมผ้า


พร้อมทั้งสนับสนุนให้มีการจัดโรดโชว์ในต่างประเทศ เพื่อให้โกโก้ไทยเป็นที่รู้จักในระดับสากลมากขึ้น และสอดรับกับนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมโกโก้ให้เป็นหนึ่งในพืชแห่งอนาคต (Future Crop) และยกระดับสู่การเป็นไทยโกโก้ฮับ (THAI COCOA HUB) ของอาเซียนในอนาคต คาดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 4,000 ล้านบาทอีก