เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ไทยพีบีเอส ประกาศนโยบาย AI ยึด 7 หลัก ย้ำ “AI เป็นผู้ช่วย มนุษย์ตัดสินใจ”
Tech ไทยพีบีเอส ประกาศนโยบาย AI ยึด 7 หลัก ย้ำ “AI เป็นผู้ช่วย มนุษย์ตัดสินใจ”
สำรวจ ‘บัตรเครดิตหรู’ อยากดูแพง ติดแกลม ต้องรวยเบอร์ไหน?
Finance สำรวจ ‘บัตรเครดิตหรู’ อยากดูแพง ติดแกลม ต้องรวยเบอร์ไหน?
DEX จัดนิทรรศการโคนัน 30 ปี ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Business DEX จัดนิทรรศการโคนัน 30 ปี ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กรมศุลกากร ยึด ‘LSD แสตมป์เมา’ ยาเสพติดแบบสติกเกอร์การ์ตูน ป้องกันระบาดในกลุ่มเยาวชน
Finance กรมศุลกากร ยึด ‘LSD แสตมป์เมา’ ยาเสพติดแบบสติกเกอร์การ์ตูน ป้องกันระบาดในกลุ่มเยาวชน
บริดจสโตน ส่ง “POTENZA SPORT EVO” เจาะตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถอีวี
Automotive บริดจสโตน ส่ง “POTENZA SPORT EVO” เจาะตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถอีวี
ส่องโปรเจ็กต์พันล้าน “สะพานคนเดินข้าม” แม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ “ชัชชาติ 2”
Real Estate ส่องโปรเจ็กต์พันล้าน “สะพานคนเดินข้าม” แม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ “ชัชชาติ 2”
ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
World ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
บีโอไอ เคลียร์ชัดส่งเสริมลงทุนยึดคุณภาพโครงการไม่ใช่สัญชาติผู้ลงทุน หนุนร่วมทุนปรับตัวสู่ EV
Economic บีโอไอ เคลียร์ชัดส่งเสริมลงทุนยึดคุณภาพโครงการไม่ใช่สัญชาติผู้ลงทุน หนุนร่วมทุนปรับตัวสู่ EV
จากแสนสิริสู่ผู้นำประเทศ: “เศรษฐา ทวีสิน” คว้ารางวัลเกียรติยศ Thailand Zero Dropout ยกระดับแคมเปญภาคเอกชนสู่ “วาระแห่งชาติ” พลิกโฉมโครงสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาไทย
Real Estate จากแสนสิริสู่ผู้นำประเทศ: “เศรษฐา ทวีสิน” คว้ารางวัลเกียรติยศ Thailand Zero Dropout ยกระดับแคมเปญภาคเอกชนสู่ “วาระแห่งชาติ” พลิกโฉมโครงสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาไทย
‘อนุทิน’ ชี้ 1 ปี ชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำประชาชนใช้ชีวิตได้ไม่ต้องกังวล
Politics ‘อนุทิน’ ชี้ 1 ปี ชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำประชาชนใช้ชีวิตได้ไม่ต้องกังวล
ดูทั้งหมด

บริษัทน้ำมันต่อรองค่าการกลั่น บี้ ปตท.เฉือนกำไรโรงแยกก๊าซ

22 มิ.ย. 2565 | 06:43น.
โรงกลั่น

รัฐสรุปไม่ลงบีบ “กำไรส่วนเกิน” จากค่าการกลั่น กลุ่มโรงกลั่นน้ำมันรับไม่ได้กับเงินนำส่งเข้ากองทุนสูงถึงเดือนละ 8,000 ล้านบาทยาว 3 เดือน หวั่นกระทบกับกำไรสุทธิ โรงกลั่นต่อรองยื่นตัวเลขค่ากลั่นใหม่ ขณะที่กองทุนน้ำมันฯติดลบใกล้ 100,000 ล้าน สุดท้ายบีบโรงแยกก๊าซ ปตท.ขอ 1,000 ล้านบาทต่ออายุกองทุน พร้อมกด “ค่าการตลาด” เหลือ 1.40 บาท/ลิตร

ใกล้จะถึงกำหนดเส้นตายภายในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ที่ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จะต้องมี “แหล่งเงินใหม่” ไหลเข้ากองทุนน้ำมันฯ เพื่อที่กองทุนจะคงความสามารถในการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่ให้เกินกรอบที่ลิตรละ 35 บาท ตามนโยบายของรัฐบาล

โดย 1 ในวิธีการที่จะหาเงินเข้ามานั้นก็คือ ความพยายามที่จะนำสิ่งที่เรียกว่า “ส่วนต่างกำไรที่สูงกว่าปกติ” ของ “ค่าการกลั่นน้ำมัน (Gross Refinery Margin-GRM)” ซึ่งเป็นอัตราความสามารถในการทำกำไรขั้นต้นของโรงกลั่นน้ำมันภายในประเทศจำนวน 6 แห่ง นำเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯเป็นระยะเวลา 3 เดือน

เบื้องต้นคาดการณ์ว่าจะมีเงินส่วนนี้ส่งให้กองทุนน้ำมันฯได้ เดือนละ 8,000 ล้านบาท หรือเท่ากับใน 3 เดือนข้างหน้า กองทุนน้ำมันฯจะได้รับเงินประมาณ 24,000 ล้านบาท เท่ากับยอดเงินกู้ที่กองทุนพยายามที่จะขอกู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อรักษาสภาพคล่องของกองทุนพอดี

กดค่าการตลาดเหลือ 1.40 บาท

สำหรับความคืบหน้าในเรื่องนี้ ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานภายหลังการประชุม ครม.วันที่ 21 มิถุนายนสิ้นสุดลงว่า ที่ประชุมได้รับทราบมาตรการขอความร่วมมือกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันและโรงแยกก๊าซธรรมชาติให้ “นำส่งกำไรส่วนหนึ่ง” จากค่าการกลั่นน้ำมันดีเซลและเบนซินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงวิกฤตราคาน้ำมันแพงเพื่อช่วยเหลือประชาชน โดยเงินในส่วนของน้ำมันดีเซลจะนำไปลดภาระการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือใช้บริหารราคาน้ำมันดีเซลในประเทศและเงินในส่วนของน้ำมันเบนซินนำไปลดราคาขายปลีกในประเทศ

โดยกระทรวงพลังงานยังอยู่ระหว่างการหารือกับกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน ในแนวทางที่จะดำเนินการส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต่อไป พร้อมทั้งขอความร่วมมือ บมจ.ปตท. ให้นำส่งกำไรส่วนหนึ่งของโรงแยกก๊าซธรรมชาติเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง คาดว่าจะจัดเก็บได้ประมาณ 500-1,000 ล้านบาทต่อเดือน (1 ก.ค.-30 ก.ย. 65)

นอกจากนี้ยังมีการขอความร่วมมือจากผู้ค้าน้ำมันคง “ค่าการตลาด” น้ำมันเชื้อเพลิงกลุ่มดีเซลหมุนเร็วไม่เกิน 1.40 บาท/ลิตร ระยะเวลา ก.ค.-ก.ย. 65 จากค่าการตลาด (marketing margin) ปัจจุบันอยู่ที่ลิตรละ 2.1718 บาท หรือเพิ่มขึ้นมาจากวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา ที่ค่าการตลาดอยู่ที่ 0.8249 บาท/ลิตร ส่วนในกรณีที่ราคาน้ำมันดีเซลภายในประเทศยังคงสูงเกินกว่าราคาที่กำหนดไว้ที่ 35 บาท/ลิตร รัฐบาลจะอุดหนุนราคาส่วนเพิ่มร้อยละ 50 ระยะเวลา ก.ค.-ก.ย. 2565 ต่อไป

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงการหารือกับ 6 โรงกลั่นน้ำมันภายในประเทศ (TOP-PTTGC-IRPC-BCP-SPRC-ESSO) เพื่อหาข้อสรุปในการนำ “กำไรส่วนเกิน” เข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงว่า ทุกฝ่ายกำลังคุยกันอยู่ ใช้เวลาหารือกัน ขอความร่วมมือกัน และจะยังคุยกันต่อเนื่องทั้งสัปดาห์ คาดว่าจะได้ข้อยุติภายในสัปดาห์นี้ รวมถึงตัวเลขจำนวนกำไรของโรงกลั่นที่จะนำเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงด้วย ซึ่งอาจจะน้อยกว่า 8,000 ล้านบาท

“บรรยากาศการหารือเป็นไปได้ด้วยดี ผู้ประกอบการเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบัน ผู้แทนกองทุนน้ำมันฯก็ได้ชี้แจงถึงสาเหตุและขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการ และเมื่อได้ความร่วมมือที่ชัดเจนแล้วจะใช้วิธีไหน ส่วนจะเป็นวิธีการใดก็ต้องไปดูช่องทางกฎหมายว่าจะใช้ช่องทางใด ตอนนี้เรายังไม่อยากใช้อำนาจไปบังคับ เป็นเรื่องของความร่วมมือ ส่วนโจทย์ใหญ่คือ แผนระยะยาว ต้องไปดูว่าสาเหตุเป็นอย่างไร ตอนนี้เหลืออยู่ไม่กี่ตัวแล้วเหลือ น้ำมันดีเซลตัวเดียว ส่วนน้ำมันเบนซินเป็นไปตามราคากลไกตลาดิ นายสุพัฒนพงษ์กล่าว

ด้านนายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงผลการหารือกับกลุ่มโรงกลั่น 6 แห่ง เบื้องต้นมีความเห็นพ้องในการตั้ง “ทีมงาน” ขึ้นมาหนึ่งคณะเพื่อเร่งตรวจสอบข้อกฎหมายอย่างรอบคอบ โดยโรงกลั่นทุกแห่งมีความตั้งใจที่จะให้ความร่วมมือ แต่เนื่องจากกลุ่มโรงกลั่นเป็นบริษัทจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) หากดำเนินการไปแล้วอาจกระทบต่อผู้ถือหุ้น ดังนั้นการดำเนินการใด ๆ ต้องทำอยู่ในวิธีการหรือรูปแบบที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 1-2 สัปดาห์นี้

ส่วนการคำนวณตัวเลข “ค่าการกลั่น” ตามสูตรที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ดำเนินการนั้น เป็นตัวเลขสถิติที่ใช้เป็นพื้นฐานข้อมูลอ้างอิงตั้งแต่เดือน ม.ค.-พ.ค. 2565 ค่าการกลั่นอยู่ที่ลิตรละ 3.27 บาท ขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป ซึ่งทางโรงกลั่นก็จะมีข้อมูลและข้อเท็จจริงว่าทำอะไร อย่างไร มาชี้แจง ส่วนกระทรวงพลังงานจะขอแบ่งอย่างไรต้องขอเวลาหารือให้ได้ข้อสรุปอีกครั้ง โดยล่าสุด สนพ.ได้คำนวณค่าการกลั่นระหว่างวันที่ 1-20 มิถุนายน 2565 อยู่ที่ 6.35 บาท/ลิตร หรือทะลุ 6 บาทไปแล้ว จากเดิมที่อยู่ระดับ 5.80 บาท/ลิตร (1-16 มิถุนายน 2565)

โรงกลั่นไม่รับวิธีคำนวณค่ากลั่น

แหล่งข่าวในบริษัทผู้ค้าน้ำมันกล่าวถึงการหารือเรื่องการนำกำไรส่วนเกินของค่าการกลั่นส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงว่า เป็นการหารือระหว่างกระทรวงพลังงาน กับกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เบื้องต้นทั้ง 6 โรงกลั่นน้ำมันซึ่งประกอบไปด้วย โรงกลั่นน้ำมันไทยและต่างชาติ “ยินดีให้ความร่วมมือกับรัฐบาล” แต่ “ตัวเลข” กำไรส่วนเกินที่จะจัดเก็บเข้ากองทุนเดือนละประมาณ 8,000 ล้านบาทนั้น กลุ่มโรงกลั่นน้ำมันมีความเห็นว่า “สูงเกินไป” และ “ปฏิเสธ” วิธีการคำนวณกำไรส่วนเกินของกระทรวงพลังงานที่พยายามจะกำหนด กำไรส่วนเกินเป็นตัวเลขเดียวกันที่ทุกโรงกลั่นน้ำมันยอมรับได้

“โรงกลั่นน้ำมันให้เหตุผลว่า ความสามารถในการทำกำไรจากการกลั่นน้ำมันของโรงกลั่นน้ำมันแต่ละโรงนั้นไม่เท่ากัน กำลังการกลั่นก็แตกต่างกัน ผลิตภัณฑ์น้ำมันที่กลั่นออกมาได้ก็แตกต่างกัน การที่รัฐบาลจะเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนสูงถึงเดือนละ 8,000 ล้านบาท หรือ 3 เดือนอยู่ที่ประมาณ 24,000 ล้านบาทนั้น โรงกลั่นน้ำมันในกลุ่ม ปตท. (กำลังการกลั่นรวม 890,000 บาร์เรล/วัน) อาจจะนำส่งไหว แต่โรงกลั่นน้ำมันต่างชาติ (352,000 บาร์เรล/วัน) อาจจะนำส่งไม่ไหว เพราะจะกระทบกับกำไรสุทธิของบริษัทในช่วงปลายปีมาก ดังนั้นตัวเลขที่จะนำส่งจึงยังไม่ได้ข้อยุติ ทางกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันจะขอกลับไปหารือตัวเลขที่เหมาะสมอีกครั้ง แต่จะต้องได้ข้อสรุปภายในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้” แหล่งข่าวกล่าว

ค่ายน้ำมันต่างชาติแบ่งรับแบ่งสู้

แหล่งข่าวจากวงการโรงกลั่นกล่าวว่า โรงกลั่นต่างชาติแบ่งรับแบ่งสู้ เพราะไม่ว่าจะเป็นโรงกลั่นไทยหรือเทศจะทำตามไม่ได้หากไม่มีกฎหมายรองรับ ซึ่งขณะนี้ต้องรอดูว่ากระทรวงพลังงานจะหาข้อสรุปเรื่องกฎหมายและออกประกาศอย่างไร และเรตที่คำนวณออกมาควรตามความเหมาะสม ซึ่งแต่ละโรงกลั่นมีอัตราค่าการกลั่นไม่เท่ากัน เช่น บางโรงกลั่นมีการประกัน บางโรงไม่มีประกัน

และที่สำคัญตัวเลขที่เป็นสมมุติฐานของ สนพ.ที่คำนวณเป็นสูตรมานั้นยังไม่มีการคำนวณในส่วนของ “ค่าพรีเมี่ยม” ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายหนึ่งเข้าไปด้วย อีกทั้งในกระบวนการกลั่นจะมีสินค้าบายโปรดักต์ที่มีราคาแตกต่างกัน ต้องเอามาถัวเฉลี่ย เพราะบางสินค้า เช่น แก๊ส กลั่นออกมาจำหน่ายตอนนี้ก็ยังขาดทุน ต้องเฉลี่ยไปด้วย

ในขณะที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะต้องกลับไปหาวิธีการนำส่งเงินจากโรงกลั่นน้ำมันเข้ากองทุน จะใช้วิธีการใดที่ไม่ขัดกับ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมไปถึงประมาณการ “รายรับ” ที่จะเข้ามาในช่วง 3 เดือนข้างหน้านี้ หากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังไม่สามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินของรัฐได้ด้วย

กองทุนติดลบใกล้แสนล้าน

สำหรับประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง สุทธิล่าสุด ณ วันที่ 19 มิถุนายน 2565 ปรากฏกองทุนน้ำมันฯติดลบเพิ่มขึ้น -96,598 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการติดลบจากบัญชีน้ำมัน -59,692 ล้านบาท บัญชีก๊าซ LPG -36,906 ล้านบาท และหากยังไม่มีแหล่งเงินใหม่ให้กองทุนน้ำมันฯ คาดว่าสิ้นเดือนมิถุนายน กองทุนจะติดลบทะลุ -100,000 ล้านบาท แน่นอน

“จากราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 110-120 เหรียญ/บาร์เรล และราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็วสำเร็จรูปที่ตลาดสิงคโปร์ประมาณ 170 เหรียญบาร์เรล กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะต้องใช้เงินอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่ให้เกินกรอบ 35 บาท/ลิตร เดือนละไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท หรือเท่ากับความต้องการเงินกู้จากสถาบันการเงินจะถูกใช้ได้เพียงเดือนเดียว

ดังนั้นความหวังของกองทุนน้ำมันฯที่จะหนีจากการขาดสภาพคล่องในขณะนี้ก็คือ การนำส่งเงินจากกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่นของโรงกลั่นน้ำมันภายในประเทศ ที่เบื้องต้นประมาณการไว้ว่าจะได้เดือนละ 8,000 ล้านบาท แต่ตอนนี้ไม่แน่ว่าโรงกลั่นน้ำมันจะให้ความร่วมมือที่จะส่งเงินเข้ากองทุนสูงขนาดนี้หรือไม่

ประกอบกับโรงกลั่นเองก็กังวลว่า มาตรการขอความร่วมมือนี้จะสิ้นสุดภายในระยะเวลา 3 เดือนข้างหน้านี้หรือไม่ เพราะหากยืดเยื้อไปถึงสิ้นปี โดยที่ไม่มีสถาบันการเงินแห่งใดให้เงินกู้กับกองทุน มีความเป็นไปได้ว่าโรงกลั่นน้ำมันอาจจะต้องนำส่งเงินจากกำไรส่วนเกินของตัวเองสูงถึง 48,000 ล้านบาท เรื่องนี้จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญที่โรงกลั่นน้ำมันรับไม่ได้กับจำนวนเงินที่จะต้องนำส่งให้กองทุนน้ำมันฯ” แหล่งข่าวกล่าว

ปตท.ข้องใจค่าการกลั่น

มีรายงานข่าวจากบริษัท ปตท.เข้ามาว่า “ตัวเลขค่าการกลั่น” ที่มีการพูดถึงกันในขณะนี้นั้น “ยังไม่ใช่ตัวเลขที่ถูกต้อง” โดยเกณฑ์การคำนวณค่าการกลั่นในกระบวนการกลั่นจะมีผลิตภัณฑ์บายโปรดักต์หลายอย่าง ซึ่งนำออกมาจำหน่ายราคาถูกกว่าน้ำมัน ดังนั้นจะต้องแยกออกมาคำนวณถัวเฉลี่ย เช่น น้ำมัน 1 ลิตร กลั่นออกมาจะได้เบนซิน 30% ดีเซล 20% น้ำมันเตาเท่าไร แล้วขายได้เท่าไร ถัวกันแล้วจึงค่อยมาลบกับน้ำมันดิบอีกที

อีกทั้งแต่ละโรงกลั่นยังมีเทคโนโลยีและประสิทธิภาพในการกลั่นที่แตกต่างกัน มีการใช้น้ำมันที่มีสเป็กแตกต่างกัน และมีต้นทุนในการกลั่นแตกต่างกัน ดังนั้น อัตราค่าการกลั่นจึงไม่ใช่สูงอย่างที่มีการกล่าวถึง และหากหักต้นทุนค่าใช้จ่าย ๆ ต่างออกจะพบว่า ต้นทุนต่างปรับสูงขึ้น

“การคำนวณค่าการกลั่นที่ออกมาสูงกว่า 10 เท่า โดยใช้ฐานเปรียบเทียบจากปีที่ต่ำสุดกับปีที่สูงสุดจึงมีช่วงห่างมาก ในช่วงที่ผ่านมาช่วงโควิด-19 ธุรกิจโรงกลั่นมีทั้งช่วงที่ค่าการกลั่นตกต่ำลงมาก เจอกับภาวะขาดทุน และในยามที่เกิดภาวะไม่ปกติ ในขณะนั้นธุรกิจก็แบกรับความเสี่ยงดังกล่าวไว้”

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการโรงกลั่นยังได้มีการลงทุนโครงการขนาดใหญ่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างเช่น ไทยออยล์ มีโครงการลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตในการผลิตน้ำมันยูโร 5 อีกเป็นหลักแสนล้านบาท ส่วนทาง ปตท.มีมาตรการช่วยเหลือทั้ง LNG พ่อค้าหาบเร่แผงลอย NGV สำหรับรถแท็กซี่และโครงการอื่น ๆ อีกหลายด้าน เพื่อบรรเทาผลกระทบผู้บริโภค กลุ่มเปราะบาง

ส่วนคาดการณ์แนวโน้มราคาน้ำมันมองว่า ราคาน้ำมันดิบจะสูงกว่าระดับ 100 เหรียญ/บาร์เรล โดยในช่วงครึ่งปีหลังจะต้องเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงจากเรื่องค่าเงินบาทอ่อนค่า ซึ่งขณะนี้อ่อนลงมาถึง 35 บาท/เหรียญแล้ว


แท็กที่เกี่ยวข้อง

ปตท.