เปิดประเทศหนุนนักท่องเที่ยวเข้าไทยปีนี้ 1.8 แสนคน “กสิกรฯ” ประเมินทยอยฟื้น

นักท่องเที่ยว.
Photo : Freepik

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเปิดประเทศ 1 พ.ย. หนุนต่างชาติเที่ยวไทยมากขึ้นปีหน้า ส่วนปีนี้คาดดึงนักท่องเที่ยวเข้าประเทศได้เต็มที่ 1.8 แสนคน เผยนักท่องเที่ยวจาก “สหรัฐฯ-ยุโรป-ตะวันออกกลาง” แห่ใช้กูเกิ้ลค้นหาที่พักในไทย โฟกัสจังหวัดท่องเที่ยวตามแผนเปิดประเทศ

วันที่ 16 ตุลาคม 2564 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกบทวิเคราะห์การเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยประเมินว่าจะเป็นผลดีต่อภาคธุรกิจท่องเที่ยวของไทย และหากสามารถจัดการโควิดได้ดี จะหนุนการฟื้นตัวของตลาดต่างชาติเที่ยวไทยทั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้และต่อเนื่องไปยังปีหน้า เนื่องจากระยะเวลาที่ใกล้สิ้นปีแล้ว ดังนั้น ผลบวกที่ชัดเจนน่าจะเห็นในปี 2565

ซึ่งเป็นที่แน่นอนแล้วว่า ในวันที่ 1 พ.ย. 2564 นี้ ทางการไทยจะเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศโดยไม่ต้องกักตัว ซึ่งชาวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาต้องได้รับการฉีดวัคซีนโควิดครบโดสและเงื่อนไขการตรวจหาเชื้อโควิดทั้งก่อนและเดินทางมาถึงไทย โดยการกำหนดกลุ่มประเทศตามระดับความเสี่ยงและเงื่อนไขในการเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ต่างๆ ยังต้องรอการพิจารณาเพิ่มเติมจากทางการ

นอกจากนี้ ทางการมีแผนที่จะเปิดจังหวัดเพื่อรับนักท่องเที่ยวต่างชาติให้สามารถเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น โดยในเดือนพ.ย. 64 จะเปิดพื้นที่นำร่องรวม 15 จังหวัด (พื้นที่สีฟ้า) แต่ทั้งนี้ก็ยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์โควิดที่ต้องไม่มีการระบาดรุนแรงหรือเกิดคลัสเตอร์ใหม่ในพื้นที่

คาดปีนี้ดึงนักท่องเที่ยวได้ 1.8 แสนคน

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การเปิดประเทศเพื่อรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแบบไม่กักตัว ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2564 นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงความพยายามจากทุกภาคส่วนที่จะพลิกฟื้นภาคการท่องเที่ยวให้กลับมาเดินหน้าต่อได้ หลังจากที่ได้รับผลกระทบจากโควิดที่ยาวนาน อีกทั้ง ในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีคาบเกี่ยวไปถึงช่วงต้นปีถัดไป นับว่าเป็นช่วงฤดูการท่องเที่ยวสำคัญที่นักท่องเที่ยวต่างชาติมักจะเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงเวลาอื่นๆ

อย่างไรก็ดี เนื่องจากสถานการณ์โควิดในประเทศที่แม้จะนิ่งขึ้น แต่ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ ขณะเดียวกัน สถานการณ์โควิดและนโยบายการเดินทางออกนอกประเทศที่เป็นต้นทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่น ในบางประเทศยังกำหนดให้ต้องมีการกักตัวหลังเดินทางกลับ เป็นต้น ก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่จะมีผลต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยว ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงคาดว่า จำนวน
โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางมาไทยในช่วง พ.ย. – ธ.ค. 64 อาจจะเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยน่าจะเห็นผลที่ชัดเจนมากขึ้นในช่วงปลายเดือนธ.ค. นี้

ทั้งนี้ ผลจากการเปิดประเทศ น่าจะช่วยให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีนี้ เพิ่มขึ้นประมาณ 64% เมื่อเทียบกับที่ไม่มีมาตรการ ซึ่งทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยทั้งปี 2564 ขยับขึ้นมาที่ประมาณ 1.8 แสนคน (จากคาดการณ์เดิมที่ 1.5 แสนคน) สร้างรายได้คิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1.35 หมื่นล้านบาท โดยรายได้การท่องเที่ยวส่วนใหญ่ ยังกระจายอยู่ในเฉพาะพื้นที่ที่มีการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ส่วนในกรณีที่สถานการณ์ต่างๆ ปรับตัวไปในทางที่ดีขึ้นต่อเนื่อง คงจะช่วยหนุนให้การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวไทยมีความชัดเจนมากขึ้นอีกในช่วงปี 2565 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติสำคัญอย่างจีนและกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนกลับมาท่องเที่ยว

“สหรัฐ-ยุโรป-ตะวันออกกลาง” สนใจเที่ยวไทย

โดยชาวต่างชาติที่จะเดินทางมาน่าจะได้แก่ นักท่องเที่ยวจากสหรัฐฯ ยุโรป บางประเทศในเอเชียและตะวันออกกลาง ซึ่งนอกจากมาจากประเทศที่เข้าข่ายตามเงื่อนไขของทางการแล้ว (เช่น อัตราการฉีดวัคซีนสูงหรือจัดการโควิดได้ดี) ก็น่าจะเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนมากในจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาไทยนับตั้งแต่มีการเปิดรับนักท่องเที่ยวกลุ่ม STV (Special Tourist Visa) จนมาถึง Phuket Sandbox รวมทั้งเป็นกลุ่มที่ให้ความสนใจที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศ

ซึ่งสะท้อนผ่านเครื่องชี้การค้นหาโรงแรมและที่พักในไทยผ่านเว็บไซต์ต่างๆ จากข้อมูลของกูเกิ้ล Destination Insight (Travel Insights with Google) ที่พบว่า ตั้งแต่เดือนก.ย. 64 จนถึงต้นเดือนต.ค. 64 มีภาพที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยประเทศที่มีการค้นหาโรงแรมและที่พักในไทยสูง ได้แก่ รัสเซีย สหรัฐฯ อินเดีย สหราชอาณาจักรและเยอรมัน เป็นต้น

แห่ค้นหาที่พักจังหวัดตามแผนเปิดประเทศ

ขณะที่โรงแรมและที่พักในพื้นที่ท่องเที่ยวที่ได้รับการค้นหาสูงสุด เช่น กรุงเทพฯ ป่าตอง (ภูเก็ต) พัทยา (ชลบุรี) เกาะสมุย (สุราษฎร์ธานี) และกะรน (ภูเก็ต) เป็นต้น

สำหรับจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยว ก็คงจะเป็นจังหวัดท่องเที่ยวในไทยที่มีความเสี่ยงโควิดต่ำ สะท้อนจากจำนวนผู้ป่วยที่ต่ำและอัตราการได้รับวัคซีนเข็มสองที่สูง ตลอดจนเป็นจังหวัดหรือพื้นที่ท่องเที่ยวที่สอดคล้องไปกับแผนของทางการ ไม่ว่าจะเป็นภูเก็ต กระบี่ สุราษฎร์ธานี และพื้นที่ที่อยู่ในแผนเปิดเพิ่มเติม เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ (อ.เมือง อ.แม่ริม อ.แม่แตง อ.ดอยเต่า) ประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน) จังหวัดเพชรบุรี (ชะอำ) และจังหวัดชลบุรี (เมืองพัทยา อ.บางละมุง อ.สัตหีบ) ซึ่งธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องคงต้องทำการตลาดเชิงรุก เพื่อสร้างดึงดูดความสนใจและร่วมกันสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวตลอดการเดินทาง

แม้ทางการไทยจะเริ่มเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีโจทย์สำคัญในการที่จะต้องควบคุมการระบาดของโควิด และลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในประเทศ เพื่อทำให้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่ปลอดภัยจากโควิด รวมถึงการเร่งฉีดวัคซีนโควิด ให้ครอบคลุมประชาชนในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ให้ทั่วถึง โดยเฉพาะการฉีดวัคซีนครบโดสให้ครอบคลุมประชากรส่วนใหญ่ในพื้นที่หรือเข้าหา 70% ในพื้นที่ที่จะเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อสร้างความมั่นใจและลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ