ตัวท็อป 3 นักรัฐศาสตร์ พยากรณ์ผลเลือกตั้ง พท.+ฝ่ายประชาธิปไตย ยังชนะ พปชร.ต่ำร้อย

ก่อนหน้าพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ.2562 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา 2 วัน ศูนย์วิจัยดิเรก ชัยนาม คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนาเรื่อง “เลือกตั้ง 62 ? ศาสตร์และศิลป์ของการเลือกตั้ง และอภินิหารทางการเมือง”

ในเวทีนี้ มีนักรัฐศาสตร์ 3 คน ที่เกาะติดข้อมูล ทำวิจัย เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งมาอย่างต่อเนื่อง ร่วมเสวนาวิเคราะห์ อาทิ รศ.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.สติธร ธนานิธิโชติ สถาบันพระปกเกล้า และ ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์

ในช่วงหนึ่งของการเสวนา 3 นักรัฐศาสตร์ ได้คาดการณ์ผลการเลือกตั้ง 2562 ไว้อย่างน่าสนใจ

“ดร.ประจักษ์” ฟันธง 2 พรรค ได้เกิน 100-พปชร. ต่ำ 100 เสียง

ผศ.ดร.ประจักษ์ กล่าวว่า ปัจจัยและตัวแปรใหม่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ มี 4 ประเด็น คือ 1.บัตรใบเดียว จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงคะแนนเสียงของพรรคการเมืองอย่างสูง เช่น การเลือกตั้งในปี 2554 เลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบ ที่จังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ชนะการเลือกตั้งในบัตรระบบเขต ทุกเขต แต่ในบัตรระบบบัญชีรายชื่อ ส่วนใหญ่เลือกพรรคเพื่อไทย ทำให้คะแนนระบบบัญชีรายชื่อ เพื่อไทย ชนะภูมิใจไทย เพราะฉะนั้นในการเลือกตั้งครั้งนี้ เมื่อมีเพียง 1 ตัวเลือกผู้มีสิทธิลงคะแนน จะตัดสินใจลงคะแนนแบบเขต หรือแบบบัญชีรายชื่อเป็นตัวตั้ง

ประเด็นที่ 2 พวกที่มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก หรือ First time voter ซึ่งมีการประเมินกันว่า ที่ผ่านมามีการมาใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 75% แต่คราวนี้คาดการณ์ว่าจะมีผู้มาใช้สิทธิถึง 80-85% จะทำให้มีผลต่อการคำนวณจำนวนคะแนนที่จะชนะกันแต่ละเขต สูงถึง 80,000 เสียง ต่อ ส.ส. 1 คน

ประเด็นที่ 3 รัฐบาลเก่า มีการตั้งพรรคนอมินีทหาร มีการกล่าวกันว่า พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จะเป็นตัวแปรสำคัญ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เจอคู่แข่งในฝ่ายเดียวกัน หรือฝ่ายไม่เอาทักษิณ ก็จะเป็นคะแนนในตะกร้าเดียวกัน กลไกฝ่ายรัฐบาล มีผลต่อการตัดสินใจในการลงคะแนนเลือกตั้ง ต่างจากการเลือกตั้งในปี 2554 ที่พรรคประชาธิปัตย์ แข่งกับพรรคเพื่อไทย ชัดเจน

ประเด็นที่ 4 กลุ่ม Swing Voter-สวิงโหวต จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงคะแนนเลือกตั้ง เช่นในการเลือกตั้งปี 2550 พรรคประชาธิปัตย์ ทำได้ดี มีคะแนนบัญชีรายชื่อ เท่ากันหรือใกล้เคียงกับเพื่อไทย คือประมาณ 12 ล้านเสียง แต่ในการเลือกตั้งปี 2554 ประชาธิปัตย์ได้บัญชีรายชื่อ 12 ล้านเสียง แต่เพื่อไทยได้ 15 ล้านเสียง เพิ่มขึ้น 3 ล้านเสียง มีฐานเสียงที่ไม่ชัดเจนแน่นอน ประมาณ 3 ล้านเสียง

ดร.ประจักษ์พยากรณ์ว่า “คาดการณ์ ผลการเลือกตั้งว่า พรรคที่ได้เกิน 100 เสียง จะมี 2 พรรค คือเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ พลังประชารัฐ น่าจะต่ำกว่า 100 เสียง แต่จะได้ระดับ 40-70 เสียง ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับภูมิใจไทย ไทยรักษาชาติ พรรคที่เหลือจะได้ต่ำกว่า 40 เสียง”

“สิริพรรณ” รัฐศาสตร์ จุฬาฯ คำนวณให้ฝ่ายประชาธิปไตยชนะ

ขณะที่ ดร.สิริพรรณ เชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ จะไม่มีการโหวตข้ามขั้ว, รอยแยกระหว่างคนเมืองและชนบท ยังมีอยู่, กลุ่มขั้วเหลือง-แดง โหวตต่างกันชัดเจน และคนรุ่นใหม่ 7-8 ล้านเสียง จะเป็นตัวแปร

ดร.สิริพรรณ คาดการณ์ผลการเลือกตั้งว่า “เพื่อไทย ไทยรักษาชาติ และพรรคฝ่ายประชาธิปไตยด้วยกัน จะได้มากว่า 251 เสียง คิดว่า 200 เขตเก่าที่เคยชนะ ไม่เปลี่ยนใจในการลงคะแนน อีก 150 เขต คือตัวแปรที่พรรคใหม่ ๆ จะมีโอกาสช่วงชิง”

นักรัฐศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า พรรคพลังประชารัฐ จะมีโอกาสได้ ส.ส. ราว 70 เสียง เมื่อลองคำนวณจากฐานคะแนนเดิมของอดีต ส.ส. ปี 2554 จำนวน 55 คนที่ย้ายไปสังกัดพลังประชารัฐ เชื่อว่าคะแนนร้อยละ 48 ที่เพื่อไทยได้รับในการเลือกตั้งปี 2554 จะยังคงอยู่กับพรรคฝ่ายประชาธิปไตย ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เชื่อว่ายังรักษาที่มั่นเดิมในภาคใต้ได้ แต่ระยะห่างระหว่างชัยชนะอาจลดลง

“พรรคเพื่อไทย ไทยรักษาชาติ อนาคตใหม่ เสรีรวมไทย น่าจะได้ 251 เสียง แต่ถ้าสามารถทำได้ถึง 270 เสียงก็สามารถเปลี่ยนกติกาในอนาคตได้” ดร.สิริพรรณวิเคราะห์

“สติธร” สถาบันปกเกล้า ดีดลูกคิด พปชร.ชง “ประยุทธ์” ทะลุ 130 เสียง

ดร.สติธร แห่งสถาบันพระปกเกล้า คาดการณ์ผลการเลือกตั้ง จากฐานข้อมูลในอดีต และบริบทในปัจจุบัน ระบุว่า “พลังประชารัฐ หากชู พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีในบัญชีพรรค จะทำให้ได้กระแสเพิ่ม ทำคะแนนได้ถึง 130 เสียง คาดว่าจะได้ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ 90 เสียง และ ส.ส. ระบบเขต 40 เสียง

“แต่ถ้าไม่ชู พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีในบัญชีพรรค แต่รอเป็นนายกรัฐมนตรี รอบ 2 คาดว่าจะได้ ส.ส.ประมาณ 90 เสียง มาจาก ส.ส.ระบบเขต 50 เสียงมา และระบบบัญชีรายชื่อ 40 เสียง เมื่อนำ 90 เสียงไปรวมกับ ส.ว.250 คน ก็จะได้ 340 เสียงเท่านั้น” ดร.สติธรกล่าว

ส่วนพรรค “ส้มหวาน” หรือพรรคอนาคตใหม่ ดร.สติธร กล่าวว่า “ถ้าได้จำนวน ส.ส. 10 ที่นั่ง ก็ฉลองได้แล้ว”

พรรคทหารไม่เคยชนะเจตนารมณ์ประชาชน

ดร.ประจักษ์ ย้อนประวัติศาสตร์ให้เห็นว่า ทหารนั้นมีทักษะในการรัฐประหารสูง แต่ล้มเหลวในเรื่องการเลือกตั้ง และรัฐบาลทหาร ต้องเสียอำนาจไปถึง 4 ครั้ง หลังรัฐประหาร

ในปี 2500 จอมพล ป.พิบูลสงคราม มีการโกงการเลือกตั้ง แล้วชนะการเลือกตั้ง แต่ถูกนักศึกษาประท้วง นำไปสู่การสูญเสียอำนาจ

ปี 2512 พรรคสหประชาไทย ของจอมพลถนอม กิตติขจร ชนะการเลือกตั้งแต่เกิดความวุ่นวายในสภาผู้แทน ส.ส.ต่อรองตำแหน่ง-เรียกรับเงินในการโหวต ในที่สุดจอมพลถนอม ต้องรัฐประหารตัวเอง นำไปสู่เหตุการณ์ “14 ตุลา 16”

ในปี 2535 พล.อ.สุจินดา คราประยูร ในนามพรรคสามัคคีธรรม ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ถูกประท้วง จนกลายเป็น “พฤษภาทมิฬ”

ปี 2550 พรรคพลังประชาชน ก็ชนะเลือกตั้ง แสดงให้เห็นว่าฝ่ายรัฐประหารล้มเหลว รัฐบาลทหารไม่เคยชนะเลือกตั้ง และไม่สามารถสืบทอดอำนาจได้

“คสช.เป็นรัฐบาลที่ถือว่าอยู่ในอำนาจยาวนานที่สุดในโลก หลังยุคสงครามเย็น ตอนนี้ คสช.อยู่เกินวาระ 1 เทอมแล้ว จึงอยู่ในจุดเสี่ยงที่ประชาชน ต่างชาติจะกดดัน และไม่สามารถปฏิเสธวาทกรรมสืบทอดอำนาจได้…ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ “Unpredictable” คาดการณ์ไม่ได้ มีอภินิหารเยอะ มีโปลิต บูโร อยู่เหนือคณะกรรมการการเลือกตั้ง…” ดร.ประจักษ์กล่าว

เช่นเดียวกับ ดร.สิริพรรณ ที่เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ มีความเสี่ยงมากที่สุด “Unpredictable” คาดการณ์ไม่ได้

 

 

ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็นทั้งภาครัฐ-เอกชน เพิ่มเราเป็นเพื่อนที่ Line ได้เลย พิมพ์ @prachachat หรือ คลิกลิงก์ https://line.me/R/ti/p/@prachachat

หรือจะสแกน QR Code ในรูป เราพร้อมเสิร์ฟข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจถึงมือผู้อ่านทันที!

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ