โรคจิตหลงผิด

คอลัมน์ : สุขภาพดีกับรามาฯ
ผู้เขียน : รศ.พญ.ดาวชมพู นาคะวิโร ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ 
         คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ม.มหิดล

หลายคนมักมีความเชื่อหรือความคิดเป็นของตัวเองกันอยู่แล้ว ทั้งเรื่องดีและไม่ดี แต่หากคิดไปเองจนขัดแย้งหรือเป็นไปไม่ได้กับความเป็นจริงอาจจะเข้าข่าย “โรคจิตหลงผิด” ซึ่งเป็นโรคที่รักษาได้ แต่ต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้อง

โรคจิตหลงผิด (delusional disorder) คือโรคที่มีอาการผิดปกติทางความคิด มีอาการหลงผิดเป็นหลัก มักจะเชื่อมโยงความคิดความเชื่อที่ผิดจากความเป็นจริงเป็นเวลามากกว่า 1 เดือน ผู้ป่วยโรคนี้ไม่พบว่ามีอาการประสาทหลอนเด่นชัดเหมือนที่พบในโรคจิตเภท (schizophrenia)

พฤติกรรมที่แสดงออกจะไม่มีความแปลกประหลาด ส่วนใหญ่ยังทำหน้าที่ได้ตามปกติ ยกเว้นการกระทำที่เกี่ยวข้องกับความหลงผิด เช่น ผู้ป่วยที่ระแวงว่า ตนถูกกลั่นแกล้ง อาจเก็บตัว หรือมีอารมณ์โกรธรุนแรง มักเกิดในช่วงวัยกลางคนถึงสูงอายุ

อาการของโรคแบ่งได้เป็น 5 ประเภท ดังนี้

Advertisement

1. Erotomanic type คือ หลงผิดคิดไปเองว่ามีคนหลงรักตน โดยเฉพาะบุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น ดารา นักร้อง

2. Grandiose type คือ หลงคิดว่าตนเองยิ่งใหญ่ มีความสามารถเหนือคนอื่น หรือเป็นคนสนิทเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญ

3. Jealous type คือ คิดว่าตนเองกำลังถูกนอกใจ ไม่ซื่อสัตย์ โดยไม่มีหลักฐานหรือเหตุผล

4. Persecutory type คือ หวาดระแวงคิดว่ามีคนกลั่นแกล้ง หรือจะมาทำร้ายตนเอง

Advertisement

5. Somatic type คือ หลงผิดเกี่ยวกับร่างกาย คิดว่าตนเองรูปร่างผิดปกติ หรืออวัยวะทำงานบกพร่อง

พันธุกรรมอาจเป็นสาเหตุ เพราะพบว่า ผู้มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคจิตหลงผิดหรือโรคจิตเภทมีโอกาสเกิดโรคนี้ได้มาก

ปัจจัยด้านชีวภาพ สันนิษฐานว่า สมองที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้และความคิดทำงานผิดปกติ หรือสารชีวเคมีในสมอง (neurotransmitter) ที่ไม่สมดุล

Advertisement

ปัจจัยด้านจิตใจและสังคม เชื่อว่าการเลี้ยงดูในวัยเด็กที่ขาดความอบอุ่น โดยเฉพาะช่วงต้นที่พัฒนาความไว้วางใจ ส่งผลให้มีการใช้กลไกทางจิตทำให้เกิดอาการตามมา นอกจากนี้ยังพบในผู้ที่มีความเครียดสูง ได้รับความกดดันจากสภาวะทางสังคม

วิธีการรักษา – หากสงสัยว่าตัวเองหรือคนใกล้ตัวมีแนวโน้มเป็นโรคนี้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาและรับประทานยา ติดตามนัดต่อเนื่อง เปิดใจพูดคุยเรื่องที่รบกวนจิตใจ จะทำให้ดีขึ้น ความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวและคนใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญ

ด้วยความเข้าใจและรับฟังสิ่งที่ผู้ป่วยคิดโดยไม่โต้แย้ง แต่ก็ไม่สนับสนุนความหลงผิดของผู้ป่วย ให้กำลังใจผู้ป่วยถ้ามีความเครียดหรืออารมณ์ที่เป็นสาเหตุหรือผลจากความหลงผิดนั้น