ธปท.ร่อนหนังสือบี้ธนาคารเพิ่มดีกรีคุมเข้มความเสี่ยง รื้อบอร์ดดึงคนนอกถ่วงดุล

แฟ้มภาพ

ธปท.ร่อนหนังสือถึงแบงก์พาณิชย์ทุกแห่ง สั่งเพิ่มมาตรการคุมเข้ม “ความเสี่ยง” ทุกมิติ ทั้งความเสี่ยง “ปล่อยสินเชื่อ-ด้านไซเบอร์-การบริหารงาน” บี้แบงก์เขย่าบอร์ดบริหารความเสี่ยง ดึงกรรมการอิสระถ่วงดุล วงในเผยแบงก์ชาติห่วงเรื่องปล่อยสินเชื่อเอื้อรายใหญ่เกินไป ทั้งความเสี่ยงระบบไอที 

บี้แบงก์ยกระดับความเสี่ยง

แหล่งข่าววงการธนาคารพาณิชย์เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ส่งหนังสือเวียนถึงธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง ให้แต่ละธนาคารมีการตรวจสอบเรื่องการบริหารความเสี่ยงเพิ่มขึ้น รัดกุม และมีประสิทธิภาพมากขึ้นในทุกด้าน เช่น ด้านการปล่อยสินเชื่อ เพื่อไม่ให้เอื้อกับอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งจนเกินไป หรือการปล่อยกู้ให้ธุรกิจรายใหญ่ จนอาจนำไปสู่ความเสี่ยงของแบงก์ในอนาคต หรือความเสี่ยงจากการบริหารงานของธนาคาร ความเสี่ยงเรื่องไอที ฯลฯ

หนังสือดังกล่าวยังระบุถึงการแต่งตั้งคณะกรรมการธนาคาร (บอร์ด) ชุดบริหารความเสี่ยง ที่ต้องประกอบด้วยบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและเชี่ยวชาญด้านความเสี่ยง และจะต้องเป็นกรรมการอิสระจากภายนอกองค์กรเข้าร่วม เพื่อให้การบริหารความเสี่ยงมีการถ่วงดุลที่เหมาะสม จากความคิดเห็นที่หลากหลาย รอบด้าน และลึกมากขึ้น รวมถึงเลขานุการบอร์ดชุดนี้ต้องมาจากสายบริหารความเสี่ยงโดยตรง ซึ่งต่างจากอดีตที่ ธปท.ไม่ได้มีการกำหนดว่า บอร์ดด้านความเสี่ยง จะต้องประกอบไปด้วยคณะกรรมการดังกล่าวข้างต้น ซึ่งจะมีคณะกรรมการอิสระหรือไม่มีก็ได้

“ที่ผ่านมาไม่ใช่บอร์ดบริหารความเสี่ยงของแต่ละแบงก์ไม่ดี หรือไม่มี แต่ ธปท.ต้องการยกระดับการดูแลความเสี่ยงของแบงก์ให้มากขึ้น ดีขึ้น ลึกขึ้น ถ่วงดุลมากกว่าแต่ก่อน เพราะความเสี่ยงสำหรับแบงก์เปลี่ยนแปลงตลอด และมีความเสี่ยงใหม่เข้ามาตลอด ขณะที่เรื่องความเสี่ยงซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ธนาคารต้องให้ความสำคัญ”

เขย่าบอร์ดความเสี่ยงแบงก์

แหล่งข่าวกล่าวว่า สังเกตได้ว่าทุกแบงก์มีคณะกรรมการอิสระอยู่แล้ว แต่อาจจะไม่ได้นั่งในบอร์ดความเสี่ยง ธปท.จึงอยากให้การตั้งบอร์ดความเสี่ยงมีความหลากหลายขึ้น เพราะในอดีตการตั้งบอร์ดความเสี่ยงส่วนใหญ่มาจากผู้บริหาร ฝ่ายจัดการของแบงก์ ดังนั้น ธปท.ก็อยากเห็นคนจากภายนอกเข้ามาช่วยดูแลตรวจสอบตรงนี้มากขึ้น

ทั้งนี้ จากหนังสือเวียนของ ธปท.ฉบับนี้ จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่นำมาสู่การปรับเปลี่ยนคณะกรรมการบริหารด้านความเสี่ยงของธนาคารไทยพาณิชย์ ตามกระแสข่าวก่อนหน้านี้ว่า มีการดึงนายบุญทักษ์ หวังเจริญ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารทหารไทย เข้ามานั่งเป็นประธานคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงของธนาคารไทยพาณิชย์ ประจวบเหมาะกับก่อนหน้านี้ มีบอร์ดความเสี่ยงของแบงก์ 1 ท่าน ไม่ดำรงตำแหน่งต่อ เนื่องจากทำหน้าที่บอร์ดความเสี่ยงมากว่า 9 ปีแล้ว จึงเห็นควรให้คนใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาช่วยสะท้อนความเสี่ยงของธนาคารในมุมต่าง ๆ มากขึ้น

แหล่งข่าวกล่าวว่า ไม่ใช่แค่ธนาคารไทยพาณิชย์เท่านั้น ที่ต้องปรับเปลี่ยนตัวคณะกรรมการดูแลด้านความเสี่ยง แต่จากหนังสือเวียนของ ธปท.ครั้งนี้ ก็ทำให้ทุกธนาคารต้องมาพิจารณาโครงสร้างบอร์ดความเสี่ยงให้เป็นไปตามที่ ธปท.กำหนด

“การส่งหนังสือเวียนเป็นการภายในถึงธนาคารพาณิชย์ ถือเป็นการส่งสัญญาณและให้แบงก์ปรับตัวและเตรียมพร้อมไว้แต่เนิ่น ๆ ก่อนที่ ธปท.จะออกประกาศ หลักเกณฑ์ หรือแนวทางให้แบงก์นำไปปฏิบัติอย่างเป็นทางการในเร็ว ๆ นี้” แหล่งข่าวกล่าว

ธปท.ห่วง “สินเชื่อ-ไอที”

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กลัาวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ธนาคารได้รับหนังสือจาก ธปท.เช่นกัน เป็นหนังสือปิดผนึกที่ส่งให้กับทุกธนาคาร ประเด็นคือ ธปท.ต้องการให้แบงก์มีการดูแล และบริหารความเสี่ยงในแต่ละด้านมากขึ้น ที่มองว่าอาจเป็นความเสี่ยงในอนาคตต่อแบงก์มากขึ้น ซึ่งอาจเป็นผลมาจากที่ ธปท.ได้เข้าตรวจสอบธนาคารพาณิชย์ประจำปี ราว 2 เดือนก่อนหน้านี้ และอาจเห็นความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากธนาคารพาณิชย์บางแห่ง จึงนำความเสี่ยงดังกล่าวมาส่งผ่านให้ทุกแบงก์ระวังมากขึ้น เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติมได้

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่ ธปท.หยิบยกให้แบงก์ระมัดระวังมากขึ้น ถือเป็นความเสี่ยงทั่วไปที่ธนาคารระมัดระวังและดูแลอย่างรัดกุมอยู่แล้ว เช่น ความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อ ที่อาจต้องระวังมากขึ้นในบางกลุ่ม หรือที่ ธปท.ห่วงมาก คือการกำชับให้แบงก์ดูแลความเสี่ยงด้านภัยไซเบอร์ และไอทีมากขึ้น ซึ่งแบงก์ก็ต้องพัฒนาตัวเองให้รองรับความเสี่ยงใหม่ ๆ เหล่านี้ตลอดเวลา

เคแบงก์ไม่ต้องปรับบอร์ด

“กรณีที่แบงก์ชาติให้ดูแลก็เป็นความเสี่ยงการปล่อยสินเชื่อไม่เอื้อให้กับรายใหญ่มากจนเกินไป อันนี้ไม่ห่วง เพราะที่ผ่านมาเคแบงก์ไม่ได้หย่อนเกณฑ์ หรือเอื้อจนเกินไป ส่วนเรื่องอื่น ๆ ก็อาจเป็นสิ่งที่ ธปท.เห็นความเสี่ยงจากแบงก์อื่น ๆ จึงมาส่งผ่านให้แบงก์อื่น ๆ ระวังมากขึ้น จากเมื่อก่อนเวลาตรวจพบความเสี่ยงกับแบงก์ใด ธปท.อาจเตือนเฉพาะแบงก์นั้น ๆ แต่วันนี้ ธปท.ต้องการให้การบริหารความเสี่ยงและการกำกับเหมือนกันทุกแบงก์ แบงก์จะได้เห็นความเสี่ยงไว้แต่เนิ่น ๆ เพื่อดูแลความเสี่ยงที่รอบด้านมากขึ้น” นางสาวขัตติยากล่าว

นางสาวขัตติยากล่าวว่า สำหรับตัวบุคคลที่มาเป็นบอร์ดดูแลความเสี่ยงของธนาคาร คงไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยน เนื่องจากบอร์ดบริหารความเสี่ยงของธนาคารตั้งขึ้นมาด้วยบุคคลที่หลากหลายทั้งจากภายในและภายนอก มีการถ่วงดุลรอบด้านแล้ว บอร์ดที่ดูแลความเสี่ยงของกสิกรไทยแข็งแรงมาก มีนางสาวสุจิตพรรณ ล่ำซำ เป็นประธานกรรมการบริหารความเสี่ยง ซึ่งดูแลความเสี่ยงมาตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง เห็นความเป็นมาเป็นไปของธนาคารมาโดยตลอด และอีกหลายท่านก็มีความเชี่ยวชาญด้านความเสี่ยง

KTB เพิ่มดีกรีคุมเสี่ยงรอบด้าน

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ในส่วนของธนาคารอาจไม่จำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้างบอร์ดในส่วนความเสี่ยง เนื่องจากปัจจุบันบอร์ดความเสี่ยงของธนาคารได้มีการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบทุกด้านอยู่แล้ว ทั้งความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อ เอ็นพีแอล หรือความเสี่ยงใหม่ ๆ ที่ยังมาไม่ถึง และในบอร์ดดังกล่าวก็มีคณะกรรมการหลากหลาย ทำให้การบริหารจัดการความเสี่ยงทำได้รอบด้านอยู่แล้ว และความเสี่ยงที่แบงก์ชาติบอกให้แบงก์ระวังมากขึ้น ก็เป็นสิ่งที่กรุงไทยระวังอยู่แล้ว เพียงแต่บางด้านก็ต้องระวังมากขึ้น