เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
มหกรรมบ้าน-คอนโด #50 อสังหาสาดโปรฯคึก สถาพรตั้งเป้า 100 ล้าน
Real Estate มหกรรมบ้าน-คอนโด #50 อสังหาสาดโปรฯคึก สถาพรตั้งเป้า 100 ล้าน
ธ.ก.ส. จัดสินเชื่อโซลาร์ภาคประชาชน ดอกเบี้ย 2.50% ต่อปี ช่วยเกษตรกรลดรายจ่าย เพิ่มรายได้
Finance ธ.ก.ส. จัดสินเชื่อโซลาร์ภาคประชาชน ดอกเบี้ย 2.50% ต่อปี ช่วยเกษตรกรลดรายจ่าย เพิ่มรายได้
เปิดวงถก UPOV 1991 กับทางเลือกของเกษตรกรไทย
Economic เปิดวงถก UPOV 1991 กับทางเลือกของเกษตรกรไทย
’อนุทิน‘ เข้าสภา เดินทักทาย สส.ฝ่ายค้าน
Automotive ’อนุทิน‘ เข้าสภา เดินทักทาย สส.ฝ่ายค้าน
ไฮไลต์เรียกเสียงกรี๊ด…มหกรรมหนังสือสุดคึกคัก
Biz Movement ไฮไลต์เรียกเสียงกรี๊ด…มหกรรมหนังสือสุดคึกคัก
‘iPhone Duo พับได้’ เจอปัญหา! หน้าจอร้าวหลังใช้งานไม่นาน แต่ Apple พร้อมรับมือ
Tech ‘iPhone Duo พับได้’ เจอปัญหา! หน้าจอร้าวหลังใช้งานไม่นาน แต่ Apple พร้อมรับมือ
ราคาทองวันนี้ (28 ต.ค. 69) ปรับขึ้น 750 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,550 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (28 ต.ค. 69) ปรับขึ้น 750 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,550 บาท
ธอส. เปิดสินเชื่อ Solar ภาคประชาชน ดอกเบี้ย 2.50% ต่อปี มุ่งลดรายจ่าย ผ่อนเดือนละ 1,200 บาท
Finance ธอส. เปิดสินเชื่อ Solar ภาคประชาชน ดอกเบี้ย 2.50% ต่อปี มุ่งลดรายจ่าย ผ่อนเดือนละ 1,200 บาท
อนุทิน ชี้ ‘โซลาร์ภาคประชาชน’ มีแต่เรื่องดี-ช่วย ปชช.หลังถูกติงเอื้อทุนใหญ่
Politics อนุทิน ชี้ ‘โซลาร์ภาคประชาชน’ มีแต่เรื่องดี-ช่วย ปชช.หลังถูกติงเอื้อทุนใหญ่
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (28 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (28 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
ดูทั้งหมด

“หลุมดำ” เศรษฐกิจไตรมาส 4

22 ส.ค. 2563 | 20:50น.

คอลัมน์ สามัญสำนึก :  สุดใจ ชาญชาตรีรัตน์

ไตรมาส 4 ปีนี้ถือเป็น “หลุมดำ” ของเศรษฐกิจไทยที่หลายปัญหาจะมาปะทุในช่วงปลายปี หนึ่งในโจทย์ใหญ่ขณะนี้คือ หลังสิ้นสุดมาตรการพักหนี้ วันที่ 22 ตุลาคมนี้ ยังไม่มีใครรู้ว่าลูกหนี้ที่เข้าโครงการพักหนี้ 12.82 ล้านบัญชี มูลหนี้รวม 6.88 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 3 ของสินเชื่อทั้งระบบ จะมีสภาพอย่างไร จะมีความสามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติจำนวนเท่าไหร่

ตัวเลขหนี้เสียไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ยังขยับขึ้นไม่มาก เพราะธุรกิจได้สิทธิ์ในการพักหนี้ ทำให้ยังมีกระแสเงินสดเพียงพอสำหรับการใช้จ่าย แต่หากมีภาระต้องจ่ายหนี้ ทั้งที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว นักท่องเที่ยวต่างประเทศยังไม่สามารถกลับมา จะมีผู้ประกอบการจำนวนเท่าไหร่ที่สามารถไปต่อได้

คำถามนี้แม้แต่นายแบงก์ที่เป็นผู้มีข้อมูลลูกหนี้มากที่สุด ก็ยังไม่มั่นใจว่าจะเป็นอย่างไร และในกรณีเลวร้ายสุด หากลูกหนี้ส่วนใหญ่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ จะเกิดอะไรขึ้นกับระบบสถาบันการเงิน ดังนั้น สถานการณ์ตอนนี้คือ ต้องเร่งหามาตรการ “พยุงธุรกิจ” ไม่ให้มีปัญหากลายเป็น “หนี้เสีย” จนส่งผลกระทบถึงระบบสถาบันการเงินที่จะทำให้ปัญหาลุกลามมากขึ้น

ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงจับมือกับสมาคมธนาคารไทย เปิดโครงการ “ปรับโครงสร้างหนี้” สำหรับธุรกิจเอสเอ็มอี ที่มีเจ้าหนี้หลายราย มูลหนี้ 50-500 ล้านบาท จะเป็นเอ็นพีแอลหรือไม่ก็ตาม เข้าร่วมโครงการเพื่อที่จะ “รวมหนี้” เป็นก้อนเดียว เพื่อบรรเทาภาระหนี้โดยรวม

ทั้งลดเวลาเจรจากับ “เจ้าหนี้” หลายราย ภายใต้ชื่อโครงการ “DR BIZ-การเงินร่วมใจ ธุรกิจไทยมั่นคง” ส่วนการปรับโครงสร้างหนี้ก็ด้วยรูปแบบต่าง ๆ ทั้งการยืดหนี้ ลดดอกเบี้ย หรือจนถึงขั้นแฮร์คัต (ลดหนี้) รวมถึงการปล่อยสินเชื่อใหม่ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับสถานะของลูกหนี้แต่ละราย

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงประตูด่านแรกของการแก้ปัญหา เพราะด้วยขนาดของวิกฤตที่ใหญ่มาก และยังไม่เห็นจุดสิ้นสุดของปัญหา

แต่ถือเป็นสิ่งที่ต้องทำ และบรรดานายแบงก์ก็ยอมรับว่า ถ้าหากไปเร่งดำเนินการก็จะยิ่งทำให้แบงก์เผชิญความเสี่ยงที่ยากจะประเมินมากยิ่งขึ้น และจากปัญหา “สภาพคล่อง” ของผู้ประกอบการ ก็จะส่งไปถึงปัญหา “แรงงาน” ทันที

ซึ่งช่วงไตรมาส 4 อีกเช่นกันที่หลายฝ่ายประเมินว่า จะมีธุรกิจจำนวนมากเสี่ยงต้องเลิกจ้างหรือปิดกิจการ เพราะธุรกิจส่วนใหญ่จะมีสภาพคล่องรองรับไม่เกิน 6 เดือน ซึ่งที่ผ่านมาพยายามประคองตัว แต่การระบาดโควิด-19 ยังไม่สิ้นสุด เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว ดังนั้น ผู้ประกอบการอาจกลั้นหายใจต่อไม่ไหว และเกิดปรากฏการณ์เลิกจ้างหรือปิดกิจการมากขึ้นในช่วงไตรมาส 4

เพราะมาตรการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) ของแบงก์ชาติ 5 แสนล้านบาท ที่หวังจะเข้ามาช่วยต่อลมหายใจให้ธุรกิจ แบงก์ก็ไม่กล้าปล่อย เพราะเห็นว่าเสี่ยงที่จะเป็นหนี้เสียสูง ทำให้ถึงขณะนี้ปล่อยไปได้เพียง 1.1 แสนล้านบาท

โดยตัวเลขว่างงาน ณ ไตรมาส 2 อยู่ที่ 7.5 แสนคน แต่ “สภาพัฒน์” ก็ส่งสัญญาณเตือนว่า ในช่วงที่เหลือของปีนี้มีแรงงานในระบบที่อยู่ในความเสี่ยง “ตกงาน” อีก 1.75 ล้านคน ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่ยังปิดชั่วคราว หรือกลุ่มที่ใช้สิทธิ์มาตรา 75 คือให้พนักงานหยุดงานชั่วคราว โดยที่บริษัทจ่ายค่าจ้าง 75% และยังมีผู้จบการศึกษาใหม่ในปี 2563 ที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงานอีก 5.2 แสนคน จะหางานทำได้ยากขึ้น

ดังนั้น ครม.ใหม่ประยุทธ์ 2/2 จึงต้องเร่งเครื่องเต็มที่ เพื่อที่จะฝ่า “หลุมดำ” ที่รออยู่ข้างหน้า โดยการตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจฯ (ศบศ.) ขึ้นมาทำหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายและมาตรการแก้ปัญหาเศรษฐกิจต่าง ๆ โจทย์เร่งด่วนก็คือ “พยุงเอสเอ็มอี” ให้สามารถเดินต่อไป พร้อมกับดึงธุรกิจขนาดใหญ่เข้ามาช่วย “จ้างงานใหม่” โดยที่รัฐบาลจะอุดหนุนด้วยการ “ร่วมจ่ายเงินเดือน” บางส่วน เป็นระยะเวลาราว 12 เดือน

ต้องติดตามกันต่อไปว่าในภาวะวิกฤตจะมีธุรกิจใหญ่โดดเข้ามาช่วยอุ้มนโยบายรัฐมากน้อยแค่ไหน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เศรษฐกิจ