จับทิศ…กองทุนปีมังกร เจาะ 5 ประเภท ปัง/ไม่ปัง

ชวินดา หาญตระกูล
คอลัมน์ : สัมภาษณ์

ท่ามกลางภาวะผันผวนของตลาดเงินตลาดทุนตลอดปีที่ผ่านมา การลงทุนผ่านกองทุนรวมก็ท้าทายไม่แพ้การลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่น ๆ โดยเฉพาะการลงทุนในหุ้นไทยที่เป็นไปตามภาวะตลาดหุ้นโดยรวม ซึ่งต้องบอกว่าไม่ดี

ส่วนภาพรวมจะเป็นอย่างไร และมองไปในปี 2567 จะดีขึ้นแค่ไหน “ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์ “ชวินดา หาญรัตนกูล” กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะนายกสมาคมบริษัทจัดการการลงทุน (AIMC) มานำเสนอ

ปีนี้ภาพรวมกองทุนไทยยังโตได้

โดย “ชวินดา” ชี้ว่า ตั้งแต่ต้นปี 2566 ที่ผ่านมา ภาพรวมของอุตสาหกรรมกองทุนรวมในไทย ยังคงสามารถเติบโตได้อยู่ แม้ว่าสภาวะตลาดการลงทุนต้องเผชิญความผันผวนมาเกือบตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ซึ่งหากดู Net Fund Flow (กระแสเงินทุนสุทธิ) ของกองทุนทั่วโลก เงินลงทุนไหลเข้าไปสู่กองทุน Money Market (ตลาดเงิน) และ Fix income (ตราสารหนี้) มากที่สุด

เมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่น ๆ ทั้งหมด สำหรับกองทุนในไทย ก็มี Fund Flow ในลักษณะเดียวกันคือ นักลงทุนกลับมาลงทุนในกลุ่มกองทุนตราสารตลาดเงิน และตราสารหนี้ มากที่สุดเช่นกัน

“หากดูในกลุ่มสินทรัพย์เสี่ยงในกลุ่มตราสารทุน Net Fund Flow ที่เพิ่มมากขึ้นที่สุด ได้แก่ ตลาดหุ้นอินเดีย ตลาดหุ้นญี่ปุ่น และกลุ่มอุตสาหกรรม Communications Sector Equity ตามลำดับ แต่ในส่วนนักลงทุนไทย ให้น้ำหนักในกลุ่มตราสารทุนของประเทศเวียดนามมากที่สุด ตามมาด้วย กลุ่มหุ้นทั่วโลก และตลาดหุ้นจีน ตามลำดับ”

ปีหน้าจับตาเศรษฐกิจโลกโตต่ำ

สำหรับปี 2567 “ชวินดา” ประเมินว่า เศรษฐกิจโลกจะเติบโตระดับ “ต่ำ” จากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่สูงมานานในหลายประเทศ และต่ำลงกว่าในปี 2566 ที่มีปัจจัยชั่วคราวเข้ามาสนับสนุน โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงเหลือขยายตัว 2.9% ในปีหน้า ลดลงจาก 3.0% ในปีนี้

ขณะที่ดอกเบี้ยธนาคารกลางใหญ่ ๆ จะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง (High for Longer) และทยอยปรับลดในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 และจะพยายามลดขนาดงบดุลต่อเนื่องตราบเท่าที่ยังทำได้

“ปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรก มาจากฝั่งสหรัฐที่ยังเติบโตต่อจากภาคแรงงานที่ยังขยายตัว และจากภาคครัวเรือนที่ยังคงใช้จ่ายขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่วนในช่วงครึ่งหลังของปีเศรษฐกิจสหรัฐ อาจจะเริ่มชะลอตัวลงจาก Excess Saving ที่เริ่มหมดไป, การคลังที่ตึงตัวมากขึ้น, การเมืองที่ใกล้เลือกตั้ง และดอกเบี้ยที่จะเริ่มปรับตัวลดลง”

ทั้งนี้ สำหรับปัจจัยเสี่ยงปีหน้า ได้แก่ ทิศทางเงินเฟ้อ, ความเสี่ยงด้านเครดิต (รัฐบาล, บริษัท, ครัวเรือน), การเลือกตั้งในหลายประเทศ, การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน และราคาสินค้าโภคภัณฑ์

“ประเมินเศรษฐกิจไทยปีหน้าจะขยายตัว 3.7% ดีขึ้นกว่าปีนี้ที่คาด 2.4% โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเริ่มคลายความกังวลลงและเดินทางเข้ามามากขึ้นในปีหน้า และการใช้จ่ายภาครัฐที่จะกลับมามีบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย”

ลุ้นผลตอบแทนฟื้นฝ่าปัจจัยเสี่ยง

อย่างไรก็ดี “ชวินดา” เชื่อว่า การเติบโตของการลงทุนในปีหน้า จะฟื้นตัวเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินทรัพย์เสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในตราสารทุน และสินทรัพย์ทางเลือก จะกลับมาเป็นโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนได้อีกครั้ง แต่ยังคงจะต้องติดตามความเสี่ยงที่อาจจะก่อให้เกิดปัจจัยลบ ทั้งจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ การเลือกตั้งผู้นำใหม่ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก อัตราดอกเบี้ย และอัตราเงินเฟ้อ ทั้งจากฝั่งสหรัฐ และยุโรป

“ยังเชื่อว่า กลุ่มกองทุนหุ้นไทย น่าจะกลับมามีบทบาทและได้รับความสนใจของนักลงทุนได้อีกครั้ง หลังจากที่ถูกมองข้ามมาหลายปี รวมถึงที่ภาครัฐกลับมาสนับสนุน และให้เปิดกองทุนกลุ่ม Thai ESG มาใหม่ที่เพิ่มสิทธิการลดหย่อนภาษีได้เพิ่มเติมอีกด้วย ซึ่งจะเพิ่มสีสันให้กับเม็ดเงินลงทุนกับกลุ่มกองทุนรวมในประเทศได้พอสมควรในอนาคต”

เทรนด์ปี’67 “Back to Basic”

ขณะเดียวกันในปีหน้า “ชวินดา” เชื่อว่า เทรนด์การลงทุนในปีหน้า นักลงทุนจะหันกลับมาแนว Back to Basic เพิ่มมากขึ้น คือ จะเน้นไปที่กลุ่ม ลักษณะ Passive Fund (กองทุนแบบเชิงรับ) และกองทุนที่มีการกระจายความเสี่ยง หรือที่มีการจัด Asset Allocation กำหนดเป้าหมายกลยุทธ์ที่ชัดเจน

รวมถึงโอกาสใหม่ ๆ ที่จะได้รับความน่าสนใจเพิ่มมากขึ้น คือ ตลาดหุ้น อินเดีย และญี่ปุ่น ในกลุ่มลูกค้า HNW การลงทุนใน Private Equity (หุ้นนอกตลาด) และ Private Credit (การให้กู้ยืมเงินโดยตรงแก่บริษัท) ก็จะเป็นเป้าหมายที่สำคัญของกลุ่มลูกค้าในกลุ่มนี้

“ที่สำคัญคือ การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำลังศึกษา และคาดว่าจะออกเกณฑ์มาให้ลงทุนได้ ก็จะเป็นอะไรที่จะมาแรงในปีหน้าและเพิ่มทางเลือกในการลงทุนให้นักลงทุนไทยได้อีกมาก”

แนวโน้มกองทุนแต่ละประเภท

“ชวินดา” กล่าวด้วยว่า สำหรับตลาดหุ้นไทย ในปีหน้า ภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้น จะส่งผลต่อผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ดีขึ้นกว่าในปีนี้ อีกทั้ง Valuation (การประเมินมูลค่า) ไม่แพง ก็เป็นอีกปัจจัยสนับสนุนด้วย โดยให้ความสนใจกับธีม ESG หุ้นกลุ่มที่อิงกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนที่คาดว่าจะเป็นกระแสหลักของตลาดทุนในช่วงครึ่งปีแรก, ธีม Disinflation (เงินฝืด) หุ้นที่มีผลการดำเนินงานมั่นคง

มีกระแสเงินสม่ำเสมอ มีความสามารถในการจ่ายเงินปันผลท่ามกลางปัจจัยกดดันจากต่างประเทศ และธีม Harvesting Return (เก็บเกี่ยวผลตอบแทน) คือ หุ้นที่ผ่านพ้นวัฏจักรการลงทุนในช่วงที่ผ่านมา และกำลังเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ที่อิงจากการบริโภคในประเทศ

ทั้งนี้ มีมุมมองต่อกองทุนรวมประเภทต่าง ๆ ในปีหน้า ดังต่อไปนี้

1.กองทุนรวมตราสารหนี้ เน้นลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อรับดอกเบี้ยที่สูงในช่วง High for Long เพื่อชะลอเงินเฟ้อในหลาย ๆ ประเทศ

2.กองทุนรวมหุ้นไทย คาดว่าจะขยายตัวจาก Valuation ในปีนี้ที่ถือว่าค่อนข้าง “ถูก” และมีแนวโน้มที่ตลาดหุ้นไทยจะฟื้นตัวในช่วงปีหน้า จากเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะขยายตัวในช่วงปีหน้า

3.กองทุนรวมต่างประเทศ คาดว่ายังคงขยายตัว แต่น้อยกว่าในปี 2566 จากปัจจัยเรื่องดอกเบี้ยที่คาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง เพื่อชะลอเงินเฟ้อที่ค่อนข้างหนืด (Sticky) ทำให้สินทรัพย์เสี่ยงยังพอมีโมเมนตัมไปต่อได้ในช่วงครึ่งปีแรก

4.กองทุนรวมต่างประเทศ (จีน) จาก Valuation ของตลาดหุ้นจีนที่ค่อนข้างถูกโดย P/E Ratio ของจีนอยู่ที่ 12.2 เท่าเท่านั้น โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี เมื่อเทียบกับ Magnificent 7 (7 หุ้นมูลค่าสูง) ภาพเศรษฐกิจของจีนคาดว่าจะเติบโตได้ 4.2% ในปีหน้า นำโดยด้านการค้าการส่งออกจีนที่คาดว่าจะฟื้นตัวดีขึ้น โดยเริ่มเห็นแนวโน้มจากยอดส่งออกเดือน พ.ย. ที่ขยายตัว (0.5%) ขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน ขณะที่ภาคการผลิตของจีนเริ่มฟื้นตัว

5.กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ จากแนวโน้มดอกเบี้ยที่จะเข้าสู่รอบการลดดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีหน้า การลงทุนในอสังหาฯ ให้ Dividend Yield (อัตราผลตอบแทนเงินปันผล) ที่ดีกว่าในช่วงดอกเบี้ยขาลง

2 บลจ. จับเทรนด์กองทุนปีมังกร

ลองมาดูมุมมองของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ต่อภาพการลงทุนในปี 2567 ว่าบรรดาผู้บริหารกองทุนจะมองอย่างไร กองทุนแบบใดที่น่าลงทุนบ้าง

กองต่างประเทศไม่เจอภาษี

เริ่มจาก “ประกิต สิริวัฒนเกตุ” กรรมการผู้จัดการ บลจ.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ ที่ชี้ว่า ปีหน้ากองทุนต่างประเทศจะมาแรงและน่าสนใจมากขึ้น เนื่องจากการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ อาจจะเจอเรื่องภาษีที่กรมสรรพากรจะเก็บ แต่การลงทุนผ่านกองทุนรวมไม่ได้รับผลกระทบตรงนี้

“ปีหน้ากองทุนต่างประเทศจะได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกองตราสารหนี้ จากที่ดอกเบี้ยอยู่ในจุดสูงสุดแล้ว รวมถึงจะเห็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นต่างประเทศออกมามากขึ้น ส่วนการออกกองทุนหุ้นไทยจะน้อย ซึ่งเป็นภาพแบบ fair game ที่เงินจะไหลไปรวมกันอยู่ที่ประเทศที่มีความคาดหวังเรื่องการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่ถ้าประเทศไหนที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำ ก็จะไม่มี”

ประกิต สิริวัฒนเกตุ
ประกิต สิริวัฒนเกตุ

รับกองทุนหุ้นไทยฟื้นยาก

ทั้งนี้ การลงทุนในหุ้นไทย ปีหน้าก็คงไม่ได้ดีมาก รวมถึงอาจจะยังซบเซา โดยต้องรอดูทิศทางของการฟื้นตัวของทั้งกำไรบริษัทจดทะเบียน และรอดูภาพรวมเศรษฐกิจไทย ทั้งการลงทุน การใช้จ่ายของภาครัฐ การบริโภคภายในประเทศ ที่จะมีส่วนทำให้ประเทศดีขึ้น

“ปีหน้า ถ้าเศรษฐกิจไทยไม่ได้หนักมาก และขยายตัวได้ดีกว่าปีนี้ กำไร บจ.เริ่มฟื้นตัว แน่นอนว่าการลงทุนในหุ้นไทย ก็จะกลับมาบวกได้ แต่คงไม่ได้อยู่ภายในไตรมาสแรก คงต้องรอลุ้นในไตรมาส 2 โดยภาพรวมกองทุน”

“ประกิต” กล่าวอีกว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับการลงทุนในไทย คือ สภาพคล่อง ที่ภาพรวมยังไม่ได้ดีมาก ปริมาณเงินในระบบยังน้อย ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่าส่วนต่างดอกเบี้ยในต่างประเทศกับในประเทศมีความเหลื่อมล้ำอยู่พอสมควร ทำให้คนนิยมไปเปิดบัญชีเงินฝากสกุลเงินต่างประเทศ (FCD) มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ดี หากดอกเบี้ยต่างประเทศเริ่มลดลง ส่วนต่างลดลง ก็เป็นไปได้ที่จะทำให้กองทุนรวมหุ้นไทยจะดีขึ้นบ้าง

“ถึงจะมีกองทุน Thai ESG แต่จะเป็นเพียงตัวช่วยประคองหุ้นไทย เพราะขนาดไม่ได้ใหญ่มาก และกองทุนสามารถไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นได้ ไม่ใช่เฉพาะหุ้น ดังนั้น แรงหนุนหุ้นไทยจากกอง Thai ESG จึงได้แค่ประคอง ไม่ใช่แรงดึง”

เทรนด์ดอกเบี้ยกลับขาหนุนหุ้น

ขณะที่ “สาห์รัช ชัฏสุวรรณ” รองกรรมการผู้จัดการ บลจ.ทิสโก้ กล่าวว่า ปีหน้าคาดว่าตลาดน่าจะผ่อนคลายลงเมื่อเทียบกับปีนี้ โดยจะเป็นเทรนด์ดอกเบี้ยที่น่าจะกลับขาลงในปีหน้า ดังนั้น ตลาดหุ้นที่ถูกแรงขายในปี 2566 ที่ผ่านมา ในปีหน้าหุ้นน่าจะกลับขาและดูดีขึ้นได้

สาห์รัช ชัฏสุวรรณ
สาห์รัช ชัฏสุวรรณ

“มองไปข้างหน้า หุ้นต่างประเทศมีโอกาสที่จะเติบโตกว่าหุ้นไทย เพราะด้วยความที่หุ้นไทยลงมาต่ำมาก ก็พอจะมี upside และหลังจากนี้ต้องรอดูรัฐบาลจะสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนได้มากน้อยแค่ไหน”

“บอนด์ต่างประเทศ-หุ้นเทค” เด่น

“สาห์รัช” กล่าวว่า สำหรับกองทุนที่จะได้รับความสนใจในปี 2567 คือ กองทุนประเภทตราสารหนี้ในต่างประเทศ (กองบอนด์) เนื่องจากตลาดคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางของสหรัฐ (เฟด) จะปรับดอกเบี้ยลง จะทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) อ่อนตัวลง ซึ่งจะทำให้คนที่ถือบอนด์จะได้กำไร จากที่ก่อนหน้านี้ดอกเบี้ยปรับขึ้นไปสูง

“ผมคิดว่าปีหน้า ที่น่าสนใจคือ กองทุนบอนด์ ไม่ว่าจะโกลบอลบอนด์ หรือบอนด์ในประเทศ แต่เราต้องเน้นคุณภาพ ถ้าเกรดต่ำ ก็ต้องระมัดระวังอยู่”


ส่วนกองทุนหุ้น “สาห์รัช” กล่าวว่า อาจจะฟื้นตัวได้ ถ้าดูจากบอนด์ยีลด์ที่ปรับตัวลง ก็อาจจะทำให้หุ้นมีความน่าสนใจได้มากขึ้น และมีเม็ดเงินลงทุน (ฟันด์โฟลว์) กลับเข้าลงทุนในหุ้นที่ถูกเทขายหนัก โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม Growth Stock น่าจะกลับมาได้ และในปีนี้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ทั้ง NVIDIA, Microsoft, Google ขึ้นแรง ซึ่งปีหน้าก็น่าจะดึงกลุ่ม TECH ที่เป็นกลุ่มรองขึ้นไปได้ด้วย