ผลวิจัยระบุคนไทยชื่นชอบรถไฮบริดมากกว่ารถ EV ลั่น 9 ปีพร้อมเปลี่ยนรถ

ผลวิจัยชี้คนไทยเชื่อมั่นในรถยนต์ค่ายญี่ปุ่นมากที่สุด แซงค่ายจีน-อเมริกา ย้ำจุดยืนความพึงพอใจในผลิตภัณฑ์ และการบริการ 70% ของผู้ตอบแบบสำรวจตัดสินใจเปลี่ยนรถยนต์เมื่อรถมีอายุโดยเฉลี่ย ปี

วันที่ 9 เมษายน 2567 นายศิรส สาตราภัย กรรมการผู้จัดการ ดิฟเฟอเรนเชียล ประจำประเทศไทย บริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทที่ปรึกษาและวิจัยการตลาดชั้นนำ เปิดเผยข้อมูลการสำรวจวิจัยความภักดีของเจ้าของรถชาวไทยต่อแบรนด์รถยนต์ในปัจจุบัน พบว่าลูกค้ารถยนต์ค่ายญี่ปุ่น มีความเชื่อมั่นและภักดีต่อแบรนด์ พร้อมเลือกซื้อรถยนต์ยี่ห้อเดิมมากที่สุดถึง 48% รองลงมาคือจากอเมริกา 39% และจากจีนน้อยที่สุด 28%

ศิรส สาตราภัย

โดยปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดความภักดีและผูกพันต่อแบรนด์ ได้แก่

  • ความพึงพอใจต่อคุณภาพและการออกแบบ
  • ภาพลักษณ์ของแบรนด์
  • ความคุ้นเคยและความสะดวกสบาย

ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสำรวจกว่า 72% ยังระบุอีกว่า เหตุผลหลักในการเปลี่ยนยี่ห้อเมื่อต้องตัดสินใจซื้อรถยนต์คันใหม่ คือ ความต้องการและความชื่นชอบที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย

Advertisment

นอกจากนี้ ยังพบแนวโน้มพฤติกรรมการเลือกซื้อรถยนต์คันใหม่ของกลุ่มเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (Battery EV : BEV) พบว่า 42% ของกลุ่มเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบันวางแผนที่จะเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้าต่อไป ในขณะที่อีก 58% ยังพร้อมเลือกซื้อรถน้ำมันและรถไฮบริด

ส่วนกลุ่มเจ้าของรถยนต์น้ำมันและรถไฮบริด พบว่า 48% ยังยืนยันที่จะเลือกซื้อรถน้ำมัน (ICE) ต่อไป โดยปัจจัยหลักที่มีผลต่อการเลือกซื้อรถได้แก่ การออกแบบรูปลักษณ์ภายนอก ยี่ห้อรถยนต์ และการตกแต่งภายใน ตามลำดับ

เมื่อเจาะลึกลงไปถึงเหตุผลการตัดสินใจเปลี่ยนรถยนต์คันใหม่ พบว่า 38% เลือกที่จะเปลี่ยนรถ เนื่องจากรถที่ใช้งานปัจจุบันเริ่มเสีย หรือไม่สามารถใช้งานต่อได้ รองลงมาคือ 17% เปลี่ยนรถไปตามไลฟ์สไตล์หรือความต้องการการใช้รถที่เปลี่ยนแปลงไป 16% เปลี่ยนเพราะกังวลเรื่องค่าบำรุงรักษาที่สูงขึ้น 16% เปลี่ยนเพราะรถถึงอายุการใช้งานที่กำหนดไว้ 9% เปลี่ยนเพราะรถรุ่นใหม่มีรูปแบบ หรือฟังก์ชั่นที่มีความน่าสนใจมากกว่า และ 4% เลือกที่จะเปลี่ยนเพราะรถถึงระยะ (เลขไมล์) ที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ 70% ของผู้ตอบแบบสำรวจตัดสินใจเปลี่ยนรถยนต์เมื่อรถมีอายุโดยเฉลี่ย ปี

Advertisment

 “ปัจจุบันตลาดรถยนต์ในประเทศไทยมีการแข่งขันสูงมาก ดังนั้น การวิเคราะห์เรียนรู้พฤติกรรมของผู้บริโภคจึงมีความสำคัญและความจำเป็นอย่างมากที่จะทำให้แบรนด์รถยนต์สามารถแข่งขัน และยืนอยู่ในตลาดได้ เราได้ทำแบบสำรวจศึกษาพฤติกรรมและความภักดีของคนไทยต่อแบรนด์รถยนต์ต่าง ๆ ในปี 2567 จำนวนกว่า 2,500 ราย

ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า แบรนด์รถยนต์ญี่ปุ่นยังเป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จในการสร้างความเชื่อมั่นและภักดีในกลุ่มผู้บริโภค ด้วยความพึงพอใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์และการบริการ ดังนั้น การส่งมอบประสบการณ์และความพึงพอใจของลูกค้าตลอดช่วงเวลาการเป็นเจ้าของรถยนต์ ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการขาย เป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้เล่นรายใหม่ในตลาดรถยนต์ไทยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคำนึงถึง เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และความภักดีของลูกค้าต่อแบรนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยั่งยืน”