ฮ่องกง มาเก๊า และ 8 แบงก์จีน โดน Moody’s ลดแนวโน้มเครดิตเป็น “ลบ” ตามจีนติด ๆ

ธงฮ่องกง จีน
ภาพโดย Peter PARKS / AFP

ฮ่องกง มาเก๊า และ 8 ธนาคารจีน โดนบริษัทจัดอันดับเครดิต “มูดี้ส์” (Moody’s) ลดแนวโน้มเครดิต (outlook) เป็น “ลบ” (negative outlook) ตามจีนไปติด ๆ พร้อมกันนี้ มูดี้ส์นำ 26 รัฐบาลท้องถิ่นกับ 4 รัฐวิสาหกิจจีนเข้าสู่การพิจารณาที่จะปรับลดเครดิตในเร็ว ๆ นี้

จีนเพิ่งโดน “มูดี้ส์” (Moody’s) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือรายใหญ่ของโลกปรับแนวโน้มอันดับเครดิต (outlook) พันธบัตรรัฐบาลจีนจากระดับมีเสถียรภาพ (Stable outlook) ลงเป็นมุมมองลบ (Negative outlook) เมื่อวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นคำเตือนว่าจีนอาจโดนปรับลดอันดับเครดิตลงในอนาคตอันไม่ช้าไม่นาน 

มูดี้ส์ให้เหตุผลที่ปรับลดแนวโน้มเครดิตของจีนว่า การประกาศใช้มาตรการกระตุ้นทางเศรษฐกิจ 1 ล้านล้านหยวนล่าสุดของจีน ซึ่งจะส่งผลให้จีนขาดดุลงบประมาณมากที่สุดในรอบหลายทศวรรษ และการที่ภาคอสังหาริมทรัพย์จีนตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว กำลังก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจจีน 

ต่อมาในวันที่ 6 ธันวาคม 2023 มูดี้ส์ได้ประกาศปรับลดแนวแนวโน้มเครดิตของธนาคาร 8 แห่งในจีนจากแนวโน้มมีเสถียรภาพ (Stable outlook) ลงสู่แนวโน้มเชิงลบ (Negative outlook) อีก ซึ่งธนาคาร 8 แห่งที่โดนปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตประกอบด้วย ธนาคารเฉพาะกิจ (policy bank) จำนวน 3 แห่ง และธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่รัฐเป็นเจ้าของ 5 แห่ง ได้แก่

  • Agricultural Development Bank of China
  • China Development Bank
  • The Export-Import Bank of China
  • Agricultural Bank of China Ltd.
  • Bank of China Ltd.
  • China Construction Bank Corp.
  • Industrial & Commercial Bank of China Ltd.
  • Postal Savings Bank of China Co.

ในวันเดียวกันนั้น มูดีส์ปรับลดแนวโน้มเครดิตของพันธบัตรรัฐบาลฮ่องกงและรัฐบาลมาเก๊า ซึ่งเป็นเขตปกครองพิเศษของจีน จากแนวโน้มมีเสถียรภาพ (Stable outlook) ลงสู่แนวโน้มเชิงลบ (Negative outlook) ตามจีนไปติด ๆ ด้วยเหตุผลว่า ฮ่องกงและมาเก๊ามีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดกับจีนแผ่นดินใหญ่ทั้งทางการเมือง สถาบัน เศรษฐกิจ และการเงิน ภายใต้รูปแบบการปกครอง “หนึ่งประเทศ สองระบบ” 

นอกจากนั้น มูดี้ส์ได้นำเครื่องมือทางการเงินของรัฐบาลท้องถิ่นในจีน 26 แห่ง และรัฐวิสาหกิจ 4 แห่งเข้าสู่การพิจารณาทบทวนปรับลดอันดับเครดิตด้วย ซึ่งคาดว่าจะมีการตัดสินใจภายใน 3 เดือนข้างหน้านี้ 


มูดี้ส์คาดการณ์ว่าจะมีหน่วยงานที่เผชิญความเครียดทางการเงินจำนวนมากขึ้นที่รัฐบาลจะต้องให้การช่วยเหลือ ซึ่งนั่นจะก่อให้เกิดความเสี่ยงอันยืดเยื้อจากความตึงเครียดทางการเงินของรัฐวิสาหกิจและรัฐบาลท้องถิ่นที่จะเกิดขึ้นเพิ่มเติมอีก