เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
รีวิวรถไฟความเร็วสูงไทย สายไหนจะได้ออกวิ่ง?
สามัญสำนึก รีวิวรถไฟความเร็วสูงไทย สายไหนจะได้ออกวิ่ง?
พยากรณ์อากาศวันนี้ (10 ก.ค. 69) ฝนตกหนักบางแห่ง กทม. ฝนตก 40% ของพื้นที่
News พยากรณ์อากาศวันนี้ (10 ก.ค. 69) ฝนตกหนักบางแห่ง กทม. ฝนตก 40% ของพื้นที่
EEC เล็งรื้อผังเมืองใหม่ปราจีนฯ ชง ครม.จัดโซนนิ่งอุตฯเข้มสิ่งแวดล้อม
Economic EEC เล็งรื้อผังเมืองใหม่ปราจีนฯ ชง ครม.จัดโซนนิ่งอุตฯเข้มสิ่งแวดล้อม
ราคาน้ำมันวันนี้ (10 ก.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (10 ก.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (10 ก.ค. 69) ขยับขึ้น 1.61% อยู่ที่ 63,202 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (10 ก.ค. 69) ขยับขึ้น 1.61% อยู่ที่ 63,202 เหรียญสหรัฐ
TRUE ยืนยัน ปิดสมุด “บัญชีผู้ถือหุ้น” ล่าสุด ไม่มีชื่อ “สุภาพร พิมพงษ์”
Business TRUE ยืนยัน ปิดสมุด “บัญชีผู้ถือหุ้น” ล่าสุด ไม่มีชื่อ “สุภาพร พิมพงษ์”
“ชัชชาติ” รุดดูดินทรุด อุโมงค์สายสีม่วงน้ำรั่ว สั่งปิดถนนประชาธิปก อพยพคนออกจากตึกเสี่ยงถล่ม
Politics “ชัชชาติ” รุดดูดินทรุด อุโมงค์สายสีม่วงน้ำรั่ว สั่งปิดถนนประชาธิปก อพยพคนออกจากตึกเสี่ยงถล่ม
SET วันนี้ทะยานเหนือ 1,600 จุด รับแรงหนุนฟันด์โฟลว์ไหลเข้า-พ.ร.ก.กู้เงินผ่านฉลุย
Finance SET วันนี้ทะยานเหนือ 1,600 จุด รับแรงหนุนฟันด์โฟลว์ไหลเข้า-พ.ร.ก.กู้เงินผ่านฉลุย
DSI ออกหมายเรียกผู้บริหารบริษัทน้ำมันคดีพิเศษสุราษฎร์ฯ “ฐิติภัสร์” ชี้คดีที่ 3 ลุยปราบกักตุน-เก็งกำไรน้ำมันทั่วประเทศ
Uncategorized DSI ออกหมายเรียกผู้บริหารบริษัทน้ำมันคดีพิเศษสุราษฎร์ฯ “ฐิติภัสร์” ชี้คดีที่ 3 ลุยปราบกักตุน-เก็งกำไรน้ำมันทั่วประเทศ
วันแรกลุยไม่พัก“ชัชชาติ”สั่งเอ็ซเรย์ทุนเทาต่างชาติ เช็กตึกแถว-อาคารเก่าทั่วกรุง
Politics วันแรกลุยไม่พัก“ชัชชาติ”สั่งเอ็ซเรย์ทุนเทาต่างชาติ เช็กตึกแถว-อาคารเก่าทั่วกรุง
ดูทั้งหมด

ชาร์ลส์ที่สาม : บทเรียนจากราชวงศ์ยุโรปสอนอะไรแก่กษัตริย์อังกฤษบ้าง

01 พ.ค. 2566 | 11:57น.

การเสด็จขึ้นครองราชย์ในฐานะกษัตริย์พระองค์ใหม่ของสหราชอาณาจักร ทำให้สมเด็จพระราชาธิบดีชาร์ลส์ที่ 3 ทรงต้องเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งเหล่าสื่อมวลชนที่หิวกระหายข่าว อดีตอันดำมืดในยุคล่าอาณานิคมของชาติ ตลอดจนความบาดหมางกับองค์รัชทายาทหัวขบถ

อย่างไรก็ตาม สมเด็จพระราชาธิบดีชาร์ลส์ที่ 3 ทรงอาจใช้บทเรียนที่เกิดขึ้นกับบรรดาราชวงศ์ในยุโรปเป็นกรณีศึกษาในการนำพาสถาบันกษัตริย์อังกฤษให้ดำรงอยู่ต่อไปท่ามกลางกระแสสังคมในยุคปัจจุบัน

นอร์เวย์ – การคลี่คลายความขัดแย้งในราชวงศ์

เจ้าชายแฮร์รี พระราชโอรสองค์เล็กในสมเด็จพระราชาธิบดีชาร์ลส์ที่ 3 ทรงลดบทบาทในฐานะพระราชวงศ์ชั้นสูง แล้วย้ายไปประทับในสหรัฐฯ พร้อมกับวิพากษ์วิจารณ์สมาชิกราชวงศ์อังกฤษ ซึ่งรวมถึงพระราชบิดาอย่างเผ็ดร้อน กลายเป็นฉากความขัดแย้งในครอบครัวอันน่าเศร้าที่ถูกเปิดเผยอย่างโจ่งแจ้งต่อสายตาสาธารณชน

ราชวงศ์นอร์เวย์ก็เผชิญความท้าทายจากองค์รัชทายาทหัวขบถ ผู้ไม่ยอมอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของราชสำนักเช่นกัน

เจ้าหญิงแมร์ธา ลูอีส คือพระราชธิดาองค์โตในสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ ทว่ากฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ที่ไม่ก้าวหน้าของนอร์เวย์ทำให้พระอนุชา (น้องชาย) ของพระองค์ทรงอยู่ในฐานะรัชทายาทอันดับหนึ่งผู้จะได้ครองบัลลังก์เป็นกษัตริย์นอร์เวย์พระองค์ต่อไป

อย่างไรก็ตาม เจ้าหญิงแมร์ธา ลูอีส ทรงเป็นสมาชิกราชวงศ์ผู้มีชีวิตที่เต็มไปด้วยสีสัน อีกทั้งเป็นผู้จุดประเด็นถกเถียงอย่างกว้างขวางในนอร์เวย์

เจ้าหญิงแมร์ธา ลูอีส ทรงเล่าให้บีบีซีฟังถึงความสามารถในการสื่อสารกับทูตสวรรค์ของพระองค์ โดยไม่กี่ปีก่อนพระองค์ได้เปิดโรงเรียนสอนผู้คนให้รู้จัก “ติดต่อกับเทวดานางฟ้า” ขณะที่พระคู่หมั้นชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันของพระองค์ที่ชื่อ ดูเร็ก เวอร์เร็ต ซึ่งตั้งตนเองเป็นผู้วิเศษที่สื่อสารกับวิญญาณได้นั้น ก็ทำธุรกิจขาย “เหรียญเพิ่มพลังจิตวิญญาณ” ที่เขาอ้างว่าช่วยให้เขาหายขาดจากโควิด

Princess Martha Louise with fiance Durek Verrett

Getty Images
เจ้าหญิงแมร์ธา ลูอีส และ ดูเร็ก เวอร์เร็ต พระคู่หมั้น

พระองค์เล่าว่า การเลือกทางเดินชีวิตที่แตกต่างจากสมาชิกราชวงศ์นอร์เวย์คนอื่นทำให้พระองค์ต้องเผชิญกับความวุ่นวายต่าง ๆ มากมาย อีกทั้งตกเป็นเป้าการวิจารณ์ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา

หนึ่งในกระแสวิพากษณ์วิจารณ์ดังกล่าวคือ กรณีที่พระองค์ใช้พระอิสริยยศในการหาเงินจากธุรกิจต่าง ๆ ทำให้ในปี 2022 เจ้าหญิงแมร์ธา ลูอีส ทรงลดบทบาทการทรงงานในฐานะสมาชิกราชวงศ์ลง เพื่อมุ่งทำธุรกิจในเชิงพาณิชย์

แต่ผู้สันทัดกรณีชี้ว่าสิ่งที่ทำให้ราชวงศ์นอร์เวย์สามารถรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับเจ้าหญิงแมร์ธา ลูอีส ทั้งเรื่องการดำเนินชีวิตอันแสนขบถ และการลดชั้นยศของพระองค์ โดยไม่สร้างความร้าวฉานในครอบครัวนั้น คือ “ความรัก”

คาโรไลน์ วอเกิล ผู้สื่อข่าวสายราชสำนักของนิตยสารแท็บลอยด์ SE og HØR ซึ่งมักตีพิมพ์ข่าวฉาวของเจ้าหญิงแมร์ธา ลูอีส และพระคู่หมั้นอธิบายว่า สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 ทรงมีวิธีการรับมือเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างประนีประนอม

“สมเด็จพระราชาธิบดีตรัสว่ามันคือความขัดแย้งทางวัฒนธรรม และทรงออกแถลงการณ์ว่าราชวงศ์มีความแน่นแฟ้นกันยิ่งขึ้นภายหลังการพูดคุยกัน” เธอกล่าว

“ฉันคิดว่าสมเด็จพระราชาธิบดีทรงมีความเป็นนักการทูต และทุกคนสามารถแสดงความเห็นได้อย่างตรงไปตรงมา และพวกเขาอาจยอมรับความเห็นต่างระหว่างกัน”

วอเกิล บอกว่าสิ่งสำคัญที่ราชวงศ์นอร์เวย์ใช้รับมือกับสมาชิกผู้ไม่พอใจกับกฎเกณฑ์ของราชสำนักโดยที่ไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงระหว่างกันก็คือ “พวกเขารักกัน มันคือสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นในครอบครัว”

สิ่งสำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เวลาที่ราชวงศ์บอกว่าพวกเขามีความรักใคร่ให้แก่กัน คนนอร์เวย์ก็เชื่อไปตามนั้นด้วย

เดนมาร์ก – การรับมือแรงกดดันจากสื่อมวลชน

สื่อมวลชนในประเทศแถบสแกนดิเนเวียมีความแตกต่างจากบรรดาแท็บลอยด์ในอังกฤษอยู่มาก

ยกตัวอย่างนิตยสาร SE og HØR ที่มักเลือกตีพิมพ์เฉพาะข่าวของราชวงศ์ที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศชาติ โดยในเดนมาร์ก ราชวงศ์มีความสัมพันธ์ที่ราบรื่นกับสื่อในประเทศเป็นอย่างมาก และนี่คือข้อได้เปรียบในยามที่ราชวงศ์เผชิญกับวิกฤต

เมื่อปีที่แล้ว สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งเดนมาร์กตัดสินพระราชหฤทัยถอดพระยศ “เจ้าชายและเจ้าหญิง” ของพระราชนัดดา (หลาน) 4 พระองค์เพื่อลดขนาดของราชวงศ์ และทำให้ราชวงศ์เดนมาร์ก “ทันกับยุคสมัย” ซึ่งตรงกับพระราชประสงค์ของสมเด็จพระราชาธิบดีชาร์ลส์ที่ 3

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าเจ้าชายโยอาคิม พระราชโอรสองค์เล็กในสมเด็จพระราชินีนาถ ทรงทราบข่าวการถอดพระยศพระโอรสและพระธิดาของพระองค์จากข้าราชบริพาร ส่งผลให้รู้สึกไม่พอพระทัยเป็นอย่างยิ่ง และเมื่อถูกสื่อมวลชนสัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ พระองค์จึงตรัสอย่างตรงไปตรงมาว่า “มันไม่สนุกเลยที่ต้องเห็นลูก ๆ ของคุณถูกปฏิบัติอย่างไม่เหมาะสมเช่นนี้”

ทิน ก็อตส์เชอ ผู้สื่อข่าวสายราชสำนักเดนมาร์กอธิบายว่า คำสัมภาษณ์ดังกล่าวสร้างความเสียหายอย่างยิ่ง “เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่สมาชิกราชวงศ์พูดถึงสิ่งที่พวกเขาไม่เห็นด้วย”

ในตอนนั้นเกิดคำถามว่าการระเบิดอารมณ์ของเจ้าชายโยอาคิมจะส่งผลเสียต่อคะแนนนิยมที่มีอยู่สูงของราชวงศ์เดนมาร์กหรือไม่

อันที่จริงมันไม่ได้ส่งผลแต่อย่างใด ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะประชาชนเห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าวที่มีเป้าหมายตัดลดค่าใช้จ่ายของราชวงศ์ และอีกส่วนเป็นเพราะการแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนของสมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2

พระองค์ทรงออกแถลงการณ์ยืนยันการตัดสินพระราชหฤทัยเรื่องดังกล่าว แต่ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่าทรงประเมินความรู้สึกของพระราชโอรสและครอบครัวของพระองค์ต่ำเกินไป ซึ่งนี่ “ทำให้เกิดความรู้สึกรุนแรง ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าต้องขอโทษด้วย”

แถลงการณ์ดังกล่าวกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก และได้ช่วยคลี่คลายปมขัดแย้งในราชวงศ์ อีกทั้งทำให้ราชวงศ์เดนมาร์กก้าวทันกับยุคสมัยปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม กรณีที่เกิดขึ้นได้สร้างความเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ระหว่างสื่อมวลชนกับราชสำนักเดนมาร์ก เพราะผู้สื่อข่าวได้เรียนรู้แล้วว่าสามารถโยนคำถามไปยังสมาชิกราชวงศ์ได้ และพวกเขาก็อาจได้รับคำตอบแบบที่สื่อทูลถามเจ้าชายโยอาคิมบนถนนในกรุงปารีส

ขณะเดียวกัน ราชวงศ์ทั้งในเดนมาร์กและสหราชอาณาจักรก็ได้เรียนรู้ถึงการรับมือกับสื่อในยุคสมัยใหม่ ซึ่งต้องใช้ทั้งความอ่อนน้อมถ่อมตน และความฉลาดทางอารมณ์

เบลเยียม – การพูดถึงอดีตฉาวในยุคล่าอาณานิคม

หนึ่งเดือนก่อนถึงพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระราชาธิบดีชาร์ลส์ที่ 3 เปิดเผยว่าพระองค์ทรงสนับสนุนการศึกษาวิจัยเรื่องประวัติศาสตร์ของสถาบันกษัตริย์อังกฤษที่เกี่ยวข้องกับระบบทาส ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาอันดำมืดในหน้าประวัติศาสตร์ และอาจสร้างความมัวหมองให้แก่ราชวงศ์อังกฤษ ท่ามกลางกระแสเรียกร้องที่เพิ่มมากขึ้นให้มีการยอมรับผิดถึงความโหดร้ายและความเสียหายที่เกิดจากการปกครองของจักรวรรดิอังกฤษ

ขบวนการ Black Lives Matter ที่ต่อต้านการกดขี่และเหยียดสีผิวเป็นกระแสที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในเบลเยียม ซึ่งเคยกระทำการอันทารุณโหดร้ายในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก สมัยที่เป็นเจ้าอาณานิคมเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว

เบลเยียมได้เข้ายึดครองประเทศในแอฟริกากลางแห่งนี้ในสมัยของสมเด็จพระราชาธิบดีเลโอโปลด์ที่ 2 ช่วงศตวรรษที่ 19 ก่อนที่จะยอมมอบเอกราชให้ในปี 1960 คาดว่า มีชาวคองโกเสียชีวิตจากการกดขี่รุนแรงในช่วงเวลาดังกล่าวกว่า 10 ล้านคน

ในปี 2020 สมเด็จพระราชาธิบดีฟีลิป แห่งเบลเยียม ซึ่งเป็นผู้สืบสายโลหิตโดยตรงมาจากกษัตริย์เลโอโปลด์ที่ 2 ทรงมีพระราชสาส์นถึงประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เนื่องในวาระครบรอบ 60 ปีที่ประเทศได้รับเอกราชจากเบลเยียม โดยพระองค์ทรงแสดงความเสียพระทัยอย่างที่สุดต่อการกระทำอันทารุณโหดร้ายที่เบลเยียมเคยก่อไว้ในสมัยนั้น อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นการแสดงความสำนึกผิดอย่างเป็นทางการ แต่กลับไม่มีการกล่าวขออภัยโดยตรงถึงเรื่องนี้

King Philippe with wife Mathilde in Democratic Republic of Congo

Reuters
สมเด็จพระราชาธิบดีฟีลิป และสมเด็จพระราชินีมาตีลด์ แห่งเบลเยียม ขณะเสด็จเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก

หนึ่งในสมาชิกราชราชวงศ์เบลเยียมแสดงความไม่เห็นด้วยกับท่าทีดังกล่าว โดยเจ้าหญิงมารี-เอสเมราลดา แห่งเบลเยียม ซึ่งเป็นสมเด็จพระราชปิตุจฉา (อาหญิง) ในสมเด็จพระราชาธิบดีฟีลิป ทรงให้สัมภาษณ์เรื่องนี้กับบีบีซีว่า

“เราต้องเผชิญหน้ากับอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราเห็นว่าการเหยียดเชื้อชาติได้ฝังลึกในโครงสร้างสังคมของเรา และนั่นมีที่มาโดยตรงจากระบบทาสและการล่าอาณานิคม ดังนั้นเราจึงต้องเผชิญหน้ากับมัน”

พระองค์ทรงชี้ว่า การที่บรรพบุรุษของพระองค์ทรงมีบทบาทเป็นผู้ปกครองในยุคนั้น “ในฐานะสมาชิกราชวงศ์…ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพูดถึงเรื่องนี้ มันคือความรับผิดชอบ”

เจ้าหญิงมารี-เอสเมราลดา ทรงสามารถแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ได้อย่างตรงไปตรงมาเพราะพระองค์ไม่ใช่องค์รัชทายาทสายตรงของราชบัลลังก์เบลเยียม ซึ่งในฐานะสถาบันกษัตริย์ที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ทำให้กษัตริย์เบลเยียมไม่สามารถแสดงความคิดเห็นส่วนพระองค์ต่อสาธารณชนได้

การที่สมเด็จพระราชาธิบดีฟีลิปทรงแสดงท่าทีต่อประวัติศาสตร์ในคองโกมากกว่ากษัตริย์เบลเยียมพระองค์ใดในอดีต ถือเป็นการบ่งชี้ถึงท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปของรัฐบาลเบลเยียม แต่ก็ยังไม่พร้อมที่จะกล่าวขออภัยอย่างเป็นทางการต่อการสังหารชาวคองโกหลายล้านคน

นี่คือความละเอียดอ่อนทางภาษาและกฎหมายที่สมเด็จพระราชาธิบดีชาร์ลส์ที่ 3 จะต้องเผชิญเช่นเดียวกัน

หมายเหตุ : ข่าว บีบีซีไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจ เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว