เงินบาทแข็งค่าสุดในรอบ 2 เดือน จับตา 5 ปัจจัยสำคัญสัปดาห์หน้า

เงินบาทแข็งค่าสุดในรอบ 2 เดือน ขณะที่หุ้นไทยเผชิญแรงขายก่อนการประชุมเฟด จับตา 5 ปัจจัยสำคัญสัปดาห์หน้า ผลการประชุม FOMC ทิศทางเงินทุนของต่างชาติ สถานการณ์โควิด-19 ผลประกอบการไตรมาส 4/64 ของบริษัทในตลาดหุ้นไทย ตลอดจนประเด็นการเมืองในประเทศ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทว่า เงินบาททยอยแข็งค่าขึ้น โดยแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 2 เดือนที่ 32.82 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในระหว่างสัปดาห์ โดยเงินบาทแข็งค่าสอดคล้องกับทิศทางค่าเงินหยวน ประกอบกับยังมีแรงหนุนเพิ่มเติมจากสถานะซื้อสุทธิพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ

อย่างไรก็ดี เงินดอลลาร์ฯ ทยอยฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วนตามแรงซื้อคืนของนักลงทุนในช่วงปลายสัปดาห์ ขณะที่ตลาดรอติดตามสัญญาณการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ จากการประชุม FOMC วันที่ 25-26 ม.ค. 2565

ในวันศุกร์ (21 ม.ค.) เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 32.90 เทียบกับระดับ 33.22 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (14 ม.ค.)

สำหรับสัปดาห์ถัดไป (24-28 ม.ค. 65) ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 32.70-33.40 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลการประชุม FOMC ทิศทางเงินทุนของต่างชาติ และสถานการณ์โควิด-19

ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMI ภาคการผลิต/ภาคบริการ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนม.ค. ยอดขายบ้านใหม่ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน ยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย รายได้/รายจ่ายส่วนบุคคล และอัตราเงินเฟ้อที่วัดจาก PCE และ Core PCE Price Index เดือนธ.ค. ดัชนีราคาบ้านเดือนพ.ย. จีดีพีไตรมาส 4/64 และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

นอกจากนี้ตลาดยังรอติดตามกำไรภาคอุตสาหกรรมเดือนธ.ค. ของจีนด้วยเช่นกัน

ส่วนความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย หุ้นไทยร่วงลงแรงจากสัปดาห์ก่อน โดยดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,652.73 จุด ลดลง 1.19% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 90,965.01 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.24% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai ลดลง 2.99% มาปิดที่ 661.85 จุด

หุ้นไทยปรับตัวขึ้นช่วงสั้นๆต้นสัปดาห์ จากความคาดหวังว่าทางการจะผ่อนคลายมาตรการควบคุมสถานการณ์โควิดลงบางส่วน ก่อนจะทยอยปรับตัวลงในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ ทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นต่างประเทศ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการคุมเข้มนโยบายการเงินของเฟดที่อาจเกิดเร็วขึ้นและแรงกว่าคาด หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้น


ประกอบกับไร้ปัจจัยหนุนใหม่ๆเข้ามา ส่งผลให้เกิดแรงขายออกมาบ้างก่อนการประชุมเฟดในสัปดาห์หน้า หลักๆ จากกลุ่มนักลงทุนต่างชาติและสถาบันในประเทศ

สำหรับสัปดาห์ถัดไป (24-28 ม.ค. 65) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,640 และ 1,625 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,665 และ 1,675 จุด ตามลำดับ

โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ การประชุมเฟด (25-26 ม.ค.) สถานการณ์โควิด-19 ทิศทางเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ผลประกอบการไตรมาส 4/64 ของบจ.ไทย ตลอดจนประเด็นการเมืองในประเทศ

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4/64 ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน รายได้และรายจ่ายส่วนบุคคล และอัตราเงินเฟ้อที่วัดจาก PCE/Core PCE Price Index เดือนธ.ค. 64 รวมถึงข้อมูล PMI (เบื้องต้น) เดือนม.ค.65

ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศอื่นๆ ได้แก่ ข้อมูล PMI (เบื้องต้น) เดือนม.ค.65 ของญี่ปุ่นและยูโรโซน รวมถึงกำไรบริษัทภาคอุตสาหกรรมเดือนธ.ค. 64 ของจีน

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ