ศุภโชติ ก้าวไกล ชี้ ผลงานรัฐบาลลดค่าไฟ 3.99 บาท กำลังจะหมดไป

ศุภโชติ ก้าวไกล ชี้ผลงานรัฐบาลลดค่าไฟกำลังจะหมดไป ย้ำอีกรอบ แก้ปัญหาค่าไฟต้องปรับโครงสร้าง-ใช้หนี้ให้หมด  

วันที่ 1 ธันวาคม 2566 นายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล แถลง Policy Watch ประเด็นค่าไฟ โดยกล่าวว่าตนและพรรคก้าวไกล รู้สึกกังวลกับอัตราค่าไฟในช่วงต้นปีหน้าของพี่น้องประชาชน และกังวลต่อมาตรการของรัฐบาลที่ออกมา สิ่งที่รัฐบาลเศรษฐาอ้างว่าเป็นผลงานของรัฐบาลในการลดค่าไฟเหลือ 3.99 บาทต่อหน่วย กำลังจะหมดไป

เพราะล่าสุดวันที่ 29 พ.ย. คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติเห็นชอบให้ปรับค่าเอฟที สำหรับงวดเดือน ม.ค.-เม.ย. 2567 เพิ่มขึ้นเป็น 69.07 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยรวมพุ่งจาก 3.99 บาทต่อหน่วย ไปอยู่ที่ 4.68 บาทต่อหน่วย หลายคนเกิดคำถามตามมาว่า ทำไมอยู่ดี ๆ ค่าไฟถึงขึ้นไปอย่างก้าวกระโดดขนาดนี้ ทั้งที่จริงแล้วต้นทุนค่าไฟของต้นปีหน้าอยู่ที่แค่ 4.05 บาทเท่านั้น ส่วนเกิน 64 สตางค์มาจากไหน

นายศุภโชติกล่าวว่า ต้องย้อนกลับไปถึงมาตรการที่รัฐบาลในอดีตเคยใช้ในการลดค่าไฟ วิธีหลัก ๆ คือการให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้แบกภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าไว้ก่อน รัฐบาลเศรษฐาก็ใช้วิธีเดียวกัน ทำให้ปัจจุบันภาระหนี้ที่ กฟผ.แบกไว้มีมูลค่าสูงถึง 95,777 ล้านบาท

จนทาง กฟผ.เองแสดงความกังวลถึงการมีมติให้ยืดหนี้ก้อนนี้ออกไป เพราะย่อมสร้างต้นทุนให้ กฟผ.อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ขาดสภาพคล่อง กระทบต่อความน่าเชื่อถือในการชำระหนี้ ส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ย ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อค่าไฟในอนาคตของประชาชนแน่นอน

แต่สิ่งนี้ไม่เคยเกิดขึ้น และไม่มีทางจะเกิดขึ้น เพราะรัฐบาล หรือ กฟผ.เองเลือกที่จะขึ้นค่าไฟของประชาชน เพื่อเอาเงินมาจ่ายหนี้ก้อนที่แบกอยู่ พูดง่าย ๆ คือ กฟผ.มีหน้าที่แบกหนี้ไว้ชั่วคราวเท่านั้น รอการเก็บเงินจากประชาชนมาจ่ายหนี้ทีหลัง ทั้งนี้ มีการคำนวณว่าหากจะต้องใช้หนี้ก้อนนี้ รัฐบาลจะทำได้อย่างไร ไม่กี่วันก่อนหน้าที่จะประกาศอัตรา 4.68 บาทต่อหน่วย ทาง กกพ.มีการประกาศรับฟังความคิดเห็นเรื่องค่าไฟ สำหรับเดือน ม.ค. 2567 โดยแบ่งเป็น 3 กรณี

กรณีที่ 1 ถ้าต้องการให้ กฟผ. ชำระหนี้ที่แบกอยู่ภายใน 4 เดือน ค่าไฟที่ควรเป็นจะสูงถึง 5.95 บาทต่อหน่วย เพิ่มขึ้นกว่า 50% จากระดับ 3.99 บาทต่อหน่วยในปัจจุบัน ซึ่งตนถือว่าเป็นกรณีที่เลวร้ายที่สุด

กรณีที่ 2 คือให้ กฟผ.จ่ายคืนภาระหนี้ภายใน 1 ปี ค่าไฟเพิ่มขึ้นเป็น 4.93 บาทต่อหน่วย

และกรณีที่ 3 อนุญาตให้ กฟผ.ยืดระยะเวลาการจ่ายหนี้ออกไปเป็น 2 ปี ค่าไฟจะอยู่ที่ 4.68 บาทต่อหน่วย

จึงถือว่าโชคดีที่ทาง กกพ.มีมติเลือกกรณีที่ 3 ที่กระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด แต่จะเห็นได้ว่ามาตรการการยืดหนี้ที่รัฐบาลใช้นั้น หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะต้องขึ้นค่าไฟของพี่น้องประชาชนอย่างก้าวกระโดดในทีเดียวเมื่อหมดโปรโมชั่น ทั้งนี้ อัตราที่เคาะกันออกมา 4.68 บาทต่อหน่วย จัดอยู่ในเกณฑ์ที่สูงมาก นายกฯ เศรษฐาก็เพิ่งมีท่าทีขึงขังต้องการลดค่าไฟให้ต่ำกว่านี้ แต่ก็ต้องถามกลับไปที่นายกฯ เองว่าจะทำอย่างไร

“เพราะหากใช้มาตรการแบกหนี้ยืดหนี้แบบเดิมอีก ก้อนหนี้ที่สุดท้ายประชาชนต้องจ่ายก็จะใหญ่ขึ้นอีก มีการคำนวณไว้ว่า หากมีการตรึงค่าไฟในช่วงเดือน ม.ค.-เม.ย. 2567 ไว้เท่าเดิมที่ 3.99 บาท มูลค่าหนี้จะเพิ่มสูงขึ้นไปถึง 140,000 ล้านบาท และสุดท้ายเมื่อหมดโปรโมชั่นเราอาจจะเห็นประชาชนต้องจ่ายค่าไฟ 6 บาทต่อหน่วยก็เป็นได้” นายศุภโชติกล่าว

นายศุภโชติกล่าวว่า ข้อเสนอของพรรคก้าวไกล เราพูดมาตลอดตั้งแต่การหาเสียง การอภิปรายนโยบายรัฐบาล หรือแม้แต่ตอนที่ตนเข้าไปเสนอวิธีแก้ไขปัญหาต่อ รมว.พลังงาน ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อ 27 กันยายนที่ผ่านมา ว่าปัญหาพลังงานของประเทศเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ทางรัฐบาลก็เคยตอบรับและเห็นด้วย แต่ไม่เคยเอาไปปฏิบัติอย่างจริงจัง

ดังนั้น วันนี้ตนจะพูดอีกครั้ง ว่าวิธีการแก้ไขปัญหาเรื่องค่าไฟในระยะเร่งด่วน ที่สามารถทำได้ทันทีมี 3 ข้อ ข้อหนึ่ง การปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ ที่พรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยต่างสนับสนุนและใช้หาเสียงมาด้วยกัน พวกเราคิดว่าการปรับโครงสร้างก๊าซธรรมชาติจะช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องต้นทุนการผลิตกระแสไฟฟ้าให้ลดลงอย่างยั่งยืนได้ เนื่องจากปัจจุบันก๊าซราคาถูกที่ขุดจากอ่าวไทยถูกนำไปให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีใช้ก่อน

ส่วนก๊าซที่นำมาผลิตไฟฟ้าให้ประชาชนใช้ ส่วนใหญ่มาจากก๊าซที่มาจากการนำเข้าซึ่งมีราคาแพงมาก เท่ากับตอนนี้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีใช้ถูก ประชาชนใช้แพง ดังนั้น หากนำ 2 ส่วนนี้มาถัวเฉลี่ยกัน แล้วค่อยกระจายให้ภาคเอกชนกับการผลิตกระแสไฟฟ้าของประชาชนในอัตราส่วนเท่า ๆ กัน จะทำให้ต้นทุนของไฟฟ้าถูกลงได้มากกว่าปัจจุบันถึง 70 สตางค์ต่อหน่วย

ข้อสอง การเจรจาแก้ไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่รัฐเคยทำกับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ภาคเอกชน เพื่อลดค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment) ปัจจุบันประเทศไทยประสบปัญหาการมีจำนวนโรงไฟฟ้าเกินความจำเป็น ทำให้ปริมาณสำรองไฟฟ้ามากเกิน บางโรงที่แทบจะไม่ต้องผลิตไฟฟ้าเลย หรือไม่ได้เดินเครื่องเลยตลอดปี กลับได้เงินผ่านค่าความพร้อมจ่ายนี้ไปเรื่อย ๆ ตลอดระยะเวลาสัญญา 25 ปี

ซึ่งในปีที่ผ่าน ๆ มา ประชาชนต้องจ่ายค่าความพร้อมจ่ายนี้ที่แฝงอยู่ในค่าไฟของพี่น้องประชาชนทุกคน ให้กับโรงไฟฟ้าที่ไม่ได้เดินเครื่องกว่าเกือบหมื่นล้านบาทต่อปีฟรี ๆ พรรคก้าวไกลได้ศึกษาผลลัพธ์ที่ได้จากการแก้ไขค่าความพร้อมจ่ายนี้ลง จะสามารถประหยัดต้นทุนค่าไฟได้เพิ่มอีก 15 สตางค์ต่อหน่วย

ข้อสาม หยุดการเซ็นสัญญาโรงไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนที่ลาวกว่า 3,000 เมกะวัตต์ ที่เซ็นมาในราคาที่แพงมาก 2.7 บาทต่อหน่วย หรือโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนกว่า 5,000 เมกะวัตต์ ที่ทั้งแพงและศาลปกครองกลางชี้ว่ากระบวนการมีปัญหา อาจทำให้ประเทศเสียประโยชน์ อย่าอ้างเลยว่าประเทศต้องการพลังงานสะอาด เรามีอีกหลายวิธีที่ทำให้ประเทศเพิ่มสัดส่วนของพลังงานสะอาดได้ ทั้งการปลดล็อกสายส่ง หรือการเปิดตลาดพลังงานสะอาดเสรี ซึ่งแทบจะไม่ส่งผลกระทบต่อค่าไฟของพี่น้องประชาชนเลย


“หากแก้ปัญหาที่โครงสร้างทั้ง 2 ข้อ และนำเงินที่เหลืออยู่ไปใช้หนี้ที่ กฟผ. แบกอยู่ ในที่สุดเราอาจได้เห็นค่าไฟที่สะท้อนความเป็นจริงและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่อัตรา 3 บาทต้น ๆ ก็เป็นได้ ดังนั้น สิ่งที่ขอฝากรัฐบาลเศรษฐา คือให้ลองนำสิ่งที่พรรคก้าวไกลพูดมาเสมอ เรื่องการแก้ปัญหาที่โครงสร้างภาคพลังงาน กลับไปศึกษาต่อ และนำมาปฏิบัติอย่างจริงจัง เพราะสุดท้ายคนที่ได้รับผลประโยชน์ก็คือพี่น้องประชาชนทุกคน” นายศุภโชติกล่าว