ติดหล่ม “หุ้นจีน” กูรูแนะ “ถือ” รอสัญญาณเศรษฐกิจฟื้น

หุ้นจีน

ปัญหาเศรษฐกิจจีนดูเหมือนจะยังไม่คลี่คลาย ในปี 2567 นี้ โดยเฉพาะประเด็นภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ส่งผลกระทบอย่างมาก ทำให้นักลงทุนจำนวนไม่น้อย เกิดความไม่มั่นใจว่าจะลงทุนในจีนดีหรือไม่ จากที่เคยคาดหวังว่า จีนจะดีขึ้นหลังจากเปิดประเทศ

วิกฤตอสังหาฯน่ากังวล

“ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล” ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ในจีน ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามในปี 2567 นี้ โดยหลังจากปัญหาลุกลามมาปีกว่า ปัจจุบันสุกงอมมากขึ้น ซึ่งน่ากังวลใจมาก ล่าสุด บริษัทคันทรี การ์เด้น บริษัทอสังหาฯเบอร์หนึ่งของจีน มีหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดในวันที่ 27 ม.ค.นี้ มูลค่าหน้าตั๋วหายไปถึง 20% ทั้ง ๆ ที่กำลังจะครบกำหนด

รอรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ

“ชยนนท์ รักกาญจนันท์” ประธานเจ้าหน้าที่ที่ปรึกษาและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท หลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุนฟินโนมีนา กล่าวว่า จีนขับเคลื่อนประเทศ ด้วยเครื่องยนต์ส่งออกและการบริโภค โดยปีที่ผ่านมาส่งออกยังหดตัว ลดลงจากปี 2565 ประมาณ -4.6% ส่วนการบริโภคได้รับผลกระทบจากภาคอสังหาฯ ที่เป็นตัวขับเคลื่อนการบริโภคที่สำคัญของจีนมีปัญหา

“ทั้งโลกคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจ (GDP) จีน ในปี 2566 ที่ประมาณ 4.5% และ มีโอกาสย่อมากกว่านี้ ในปีนี้และปีถัดไปได้”

“ชยนนท์” กล่าวว่า ถ้าจะถามว่าจะเห็นสัญญาณการฟื้นของเศรษฐกิจจีนได้หรือไม่นั้น คิดว่าจีนมี 4 เงื่อนไขที่ต้องทำ คือ 1.ธนาคารกลางจีน (PBOC) อาจจำเป็นที่จะต้องลดดอกเบี้ย LPR (ดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อ
ภาคอสังหาฯที่อาจจะมีหนี้เพิ่มขึ้นได้

2.ทางการจีนอาจจะต้องทำให้เศรษฐกิจจีนและตลาดหุ้นกระเตื้องขึ้น คือ การลดข้อจำกัดทางด้านการเงิน โดยต้องผ่อนคลายให้ธนาคารพาณิชย์สามารถปล่อยสินเชื่อให้ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจมากขึ้น

3.จีนอาจจะต้องออกมาตรการการบริโภคภายในประเทศ อาทิ การให้เงินอุดหนุนการช่วยเหลือประชาชน ลดภาษีสำหรับสินค้าและบริการบางประเภทเพิ่มขึ้น

และ 4.ส่งเสริมการลงทุน ซึ่งจะส่งผลดีในระยะยาว

“ในระยะสั้น หากจีนอยากให้หุ้นดีขึ้น ต้องลดดอกเบี้ยนโยบาย ผ่อนคลายการปล่อยสินเชื่อ จีนต้องกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศให้ได้ ผมมองว่าจีนจะวิ่งได้ต้องเกิดจากมาตรการของภาครัฐก่อน เพราะตอนนี้เอกชนจีนทุกคนเบาดับกันหมด จึงมองว่าครึ่งปีแรก จีนอาจจะยังไม่สดใส ถ้ามาตรการของรัฐบาลจีนยังไม่เกิดขึ้น”

จังหวะไม่เหมาะลงทุน “หุ้นจีน”

สำหรับการลงทุนในจีน “ชยนนท์” กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่เห็นจังหวะในการเข้าซื้อ แต่หากมองเป็นการลงทุนในระยะยาว ก็มองได้ว่าขณะนี้หุ้นจีนปรับตัวลงมาแล้ว 3 ปีติด และมีหุ้นบางตัวราคาถูก แต่ก็ถูกมากมา 2 ปีแล้ว

“ตอนนี้ ถ้าใครติดดอยอยู่ไม่จำเป็นต้องถัวเพิ่ม หากใครอยากซื้อ ผมว่ารอสัญญาณเศรษฐกิจก่อนดีกว่า”

“กสิกรไทย” เล็งถอนพอร์ตออก

ล่าสุด “จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์” Executive Chairman, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย ระบุว่า ธนาคารอยู่ระหว่างพิจารณาทบทวนการถอนพอร์ตลงทุนในจีนออกไปก่อน เนื่องจากในมุมมองของนักลงทุน จีนยังไม่ใช่เป้าหมาย เพราะยังคงเผชิญแรงกดดันด้านความเชื่อมั่น และสงครามทางการค้าที่จะเพิ่มขึ้นหลังจากการเลือกตั้งสหรัฐเกิดขึ้น รวมทั้งนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนอาจจะยังไม่เพียงพอ

“เราจะเห็นว่าหุ้นจีนติดหล่ม โดยในช่วง 2-3 ปีหุ้นลงต่อเนื่องติดต่อกัน ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน ดังนั้น เราอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะถอนพอร์ตการลงทุนทั้งหมดออกไปหรือไม่ หรือจะค่อย ๆ ลดสัดส่วนการลงทุนในจีนลดลง โดยจะขอพิจารณาจากข้อมูลใหม่ ๆ ที่จะออกมาก่อน”

แนะเลี่ยงลงทุนไป “เวียดนาม”

ฟาก “สาห์รัช ชัฏสุวรรณ” รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ กล่าวว่า ทิศทางการลงทุนในจีนนั้น ตลาดอาจจะมีความกังวลในหลายเรื่อง ทั้งความไม่แน่นอน จากความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐ ขณะที่ในปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจจีนไม่ได้เติบโตเท่าที่รัฐบาลจีนคาดการณ์ไว้ ซึ่งในปี 2567 นี้ เชื่อว่าประเทศจีนจะทยอยออกมาตรการออกมามากขึ้น ทั้งด้านการเงินการคลัง เช่น การลดดอกเบี้ย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจจีนยังถูกฉุดรั้งด้านตลาดอสังหาฯจากการที่บริษัทอสังหาฯในจีนมีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้


“นักลงทุนที่จะเข้าลงทุน ผมมองว่ารอดูทิศทางได้ แต่ด้วยปัจจุบันไม่ได้มองว่า จะมี Downside ไปมากกว่านี้แล้ว และระดับปัจจุบัน ไม่จำเป็นที่จะต้องรีบขาย เพราะคิดว่าจะดีขึ้นได้ในครึ่งปีแรก แต่ต้องรอดูทิศทาง ถ้าตัวเลขเศรษฐกิจไม่ได้แย่ จากการที่ทางการจีนยังปักธงการฟื้นตัวเศรษฐกิจที่ 5% เหมือนเดิม เขามีปัญหารุมเร้าเยอะ แต่เขาก็พยายามที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้น จึงคิดว่ายังไม่ต้องรีบร้อนขาย ส่วนคนที่จะลงทุนช่วงนี้ แนะนำว่ารอฟื้นตัวก่อน หรืออาจจะไป
ลงทุนในประเทศที่มั่นใจได้มากกว่า เช่น เวียดนาม เป็นต้น”